Kitchen

[Cooking] Chicken Curry ^_^

posted on 28 Jun 2009 15:24 by hayashikisara  in Kitchen

ถึงวันนี้จะเป็นวันอาทิตย์ แต่ก็ยุ่งเล็กน้อยเพราะโอยะโกะเคียวชิทสึ (หรือคลาสแม่ลูก) ของอาคิมาสะเค้าจัดให้เด็กๆมาเล่นกับพ่อกันวันนี้ พูดง่ายๆก็คือแม่ต้องอยู่บ้าน พ่อต้องเป็นคนดูแลลูก เอาลูกไปเข้าคลาสเอง... (คงวุ่นดี) แต่โบว์ก็เดินไปส่้งสองพ่อลูกก่อน แล้วก็ไปรอที่ห้างแถวนั้น เห็นคุณพ่อพาลูกไปกันเกือบทุกคน ช่างจริงจังกันจริงๆ... ^_^; (真面目やなぁ、、)

 

วันอาทิตย์อย่างนี้... ต้องอัพเรื่องทำอาหารอีก... (วันที่อ้วนหยุดจะยุ่งจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอัพ -_-;) นี่วันที่ 28 แล้วหรือนี่? อีกสองวันจะหมด June Write แล้วเนอะ จะได้กลับไปทำงานทำการเสียที (結局はまってしまったやんか!)

 

 

ถ้าพูดถึงข้าวแกงกะหรี่แล้วจะนึกถึงผัดกระเพราบ้านเราขึ้นมาอย่างประหลาด... ไม่ใช่เพราะรสชาติมันเหมือนกันหรอก แต่เพราะมันเป็นอาหารที่หาคนในประเทศที่จะเกลียดมันได้น้อยมาก อาหารกลางๆที่ประมาณว่าทุกคนชอบหมด จะไปไหนจัดงานอะไรถ้าทำแกงกะหรี่คนก็กินได้ (แต่ผัดกระเพราบ้านเรามักจะทำกันเผ็ดมาก ขนาดเด็กม.ต้นสั่งกินยังใส่พริกซะยังกับจะฝึกให้ไปแข่งกินเผ็ดกับเกาหลี @_@;)

 

จริงๆก็คงมีคนแนะนำวิธีทำแกงกะหรี่กันเยอะแยะ ฉายซ้ำกันไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว... แต่ก็จะหน้าด้านแนะนำต่อไป... บางคนทำแกงกะหรี่แบบเอาง่ายสุดๆเหมือนเป็นวิธีทำสำหรับไปเข้าค่ายหน้าร้อนกับเด็กต่างชาติ ส่วนบางคนก็สุดจะโคดาวาริ ต้องขูดแอปเปิ้ล ผัดผักกับไวน์อะไรมากมาย ใช้เวลาทำสามวันกว่าจะเสร็จ มันเป็นเมนูที่มหัศจรรย์มาก คือทำลวกๆก็ได้ ทำแบบจริงจังจริงใจก็ได้ แต่ก็ออกมาอร่อยแหล่ะ (ถ้าใช้ก้อนกะหรี่ที่ขายตามตลาด ใครมันจะทำออกมาไม่อร่อยก็ควรจะฝึกเจียวไข่กันต่อไป อย่าเพิ่งเลเวลอัพมาแกงกะหรี่เลย...)

 

 

ไอ้ที่โบว์ทำนี่ก็มีคอนเซ็ปนะ... คือจับฉ่ายใส่อะไรก็ได้ ง่ายๆและเหมาะสำหรับคนไม่ชอบกินผัก ^_^;

 

วัตถุดิบ

1. น่องไก่

2. ผักสารพัดชนิดที่อยากจะใส่ แต่พยายามคิดถึงสีสันหน้าตาของมันด้วย (ของโบว์ใช้แค่หอมใหญ่ แครอท มันฝรั่ง) <-- ใส่มากก็เสียเงินมาก ผักญี่ปุ่นยิ่งแพงอยู่ T^T

3. คาเรรู (กะหรี่ที่เป็นก้อนสำเร็จรูป) หรือผงกะหรี่

 

 

 

วิธีทำ

1. เตรียมผักที่จะใส่ในแกง หั่นคร่าวๆไม่ต้องคิดมากเรื่องขนาด

 

 

01

 

2. เอาเข้าเครื่องบด... บดโลด 

 

02 

 

3. ออกมาหน้าตาเช่นนี้

 

03 

 

4. ใส่น้ำมันในกะทะ ทอดไก่ให้เกรียมสวยงาม

 

04

 

5. เอาไก่ขึ้น เอาผักไปผัดต่อ

 

05 

 

6. น้ำใส่หม้อตั้งให้เดือด ใส่ผักที่ผัดแล้วลงไป คอยช้อนฟองออกหน่อย

 

06 

 

7. ใส่ผงกระหรี่ หรือก้อนกระหรี่ หรือใส่ผสมกัน บางคนใช้ก้อนกะหรี่คนละยี่ห้อผสมกันก็มี

 

07 

 

8. ใส่ไก่ แล้วก็เคี่ยวไปเรื่อยๆ ชองชิมดู ถ้าจืดก็เติมโชยุหน่อย

 

08 

 

 

9. ได้แกงกะหรี่ไก่มาเป็นมื้อเย็นเรียบร้อย ^_^ เก็บไว้กินได้อีกสามวัน... (ใส่ตู้เย็นไว้หน่อยก็ดี)

 

09 

 

 

 

คือน้ำที่ออกจากผักมันจะหวานและกลมกล่อม และยังมีรสชาติจากไก่ที่นำไปทอดก่อนรอบนึงอีก ถ้าทำไม่เผ็ดเด็กก็กินได้ จะใส่ผักขม มะเขือเทศ หรืออะไรไปด้วยก็ได้ เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้กินผักหลายๆอย่างในคราวเดียวกันค่ะ ^_^

 

 

 

 

[Cooking] นิขุโดฟุ

posted on 21 Jun 2009 07:53 by hayashikisara  in Kitchen

วันอาทิตย์ที่ฝนตกแต่เช้าอย่างนี้... อัพเรื่องเกี่ยวกับอาหารท่าจะดี -_-; จะว่าไปอาหารที่บ้าน 60% เป็นอาหารญี่ปุ่น 20% เป็นอาหารจีน (พวกมาโบโดฟุ, ยากิเมฉิ, บุตะกิมจิ, ผัดตับ ฯลฯ) 10% เป็นอาหารฝรั่ง (สปาร์เก็ตตี้ต่างๆ, กราตัน ฯลฯ) และอีก 10% เป็นอาหารไทย... อาหารไทยส่วนใหญ่ก็ใช้ไอ้พวกสำเร็จรูปที่เอามาจากไทย โบว์ทำอาหารไทยน้อยมากเพราะแถวนี้ไม่มีอะไรขาย ถ้าจะนั่งรถเข้าไปซื้อในตัวเมืองโอซาก้าหรือเกียวโตก็ต้องเสียค่ารถไฟไป-กลับเป็นพันเยนทั้งนั้น -_-;

 

ประกอบกับที่ก่อนจะมาญี่ปุ่นทำอาหารไม่เป็นเลย โอกาสจะทำไข่ดาวยังน้อยมาก @_@; ใกล้ๆบ้านจะมีบ้านยายอยู่พอดี (เดิน 2 นาที) ยายจะทำกับข้าวทุกวันอยู่แล้วก็จะไปขอพึ่งใบบุญกินกับเค้าบ่อยๆ ก็เลยทำอาหารไม่เป็น.... มาทำเป็นตอนมาญี่ปุ่นครั้งนี้ที่ต้องเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง (แต่อยากกินของอร่อย) เลยซื้อหนังสือมาฝึกทำไปเรื่อย... เพราะฉะนั้นทำเป็นแต่อาหารญี่ปุ่น -_-; อาหารถนัดก็ได้แก่พวกต้มซีอิ๊วต่างๆและดงบุริทั้งหลาย... ได้หมด (คัทสึด้ง, บุตะขะคุนิ, กิวด้ง, โอยะโกะด้ง, บุริไดคอน ฯลฯ)

 

อาหารญี่ปุ่นทำง่ายกว่าอาหารไทยเยอะ เพราะไม่ค่อยมีพวกสมุนไพรเครื่องเทศ เครื่องปรุงพื้นฐานญี่ปุ่นก็เหมือนๆกันได้แก่ さしすせそ(แม่บ้านส่วนใหญ่คงรู้อยู่แล้ว) さคือ 砂糖 (น้ำตาล) しคือ 塩 (เกลือ) すคือ 酢 (น้ำส้ม) せมาจาก せうゆ หรือ 醤油 (โชยุ) และ そคือ 味噌 (มิโซะหรือเต้าเจี้ยว) จะให้ดีก็มีสาเกกับมิรินติดบ้านไว้หน่อย รับรองว่าทำอาหารญี่ปุ่นได้เกือบทุกอย่าง...

 

ที่ต้องระวังหน่อยคือเรื่องของ 塩分 (เอ็นบึง) คือปริมาณความเค็มในอาหาร พวกหนังสือทำอาหารญี่ปุ่นจะมีการพูดถึง 塩分 เกือบทุกเล่ม ส่วนใหญ่แต่ละเมนูอาหารจะมีการคำนวณปริมาณแคลอรี่ที่เราจะได้รับหากทำตามเครื่องปรุงและส่วนผสมของเขา และยังมีการคำนวณจำนวนปริมาณความเค็มในแต่ละเมนูให้ด้วย การที่เรากินเค็มเกินความเหมาะสมนั้นจะเป็นบ่อเกิดของความดันสูงในอนาคต ปริมาณความเค็มที่เหมาะสมในหนึ่งวันนั้นประมาณเกลือ 1 ช้อนชา... ถ้าเอาตามที่กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นระบุก็ประมาณ 10 กรัม แต่ถ้าตามสมาคมผู้มีความดันสูงจะประมาณ 6 กรัม และมาตรฐานโลกที่ระบุไว้มีเพียงแค่ 5 กรัมเท่านั้นเอง

 

คนญี่ปุ่นบริโภคอาหารที่มีความเค็มในปริมาณ 11.4 กรัมต่อวัน เกินมาตรฐานไปพอสมควร... ขนาดอาหารญี่ปุ่นที่พวกเราชอบไปว่าเค้าว่าจืดๆไร้รสชาติน่ะนะ... แล้วพวกเรากินเค็มไปหรือเปล่า? ลองพิจารณาเอาเอง -_-;

 

ที่ญี่ปุ่นมีเครื่องวัดปริมาณความเค็มขายด้วย  มีหลากหลายโมเดล โมเดลนี้ราคาประมาณ 8,800 เยน ว่าจะซื้อให้แม่ที่ไทยใช้เหมือนกัน เห็นกินเค็มเหลือเกิน... -_-; แต่คงเลิกไม่ได้แล้วมั้ง เพราะกินแบบนั้นมาตลอด คงรู้สึกว่าไม่เค็มก็ไม่อร่อย... มาญี่ปุ่นขนาดว่าทำอาหารรสเค็มแล้วแม่ยังต้องใส่พวกน้ำปลาหรือโชยุเข้าไปอีก ไม่มีก็ใส่เกลือเอ้า...

 

写真:デジタル塩分計 Salt Chef(CH-1)

 

 

ใครอยากได้ก็หาซื้อมาใช้ แต่อย่าเอาไปวัดเล่นอย่างเดียวละกัน... ^_^;

 

วันนี้จะทำอะไรง่ายๆเช่นเคย... เมนูนี้ชื่อนิขุโดฟุ เป็นเมนูกินตามบ้านอีกแล้ว ไปสั่งตามร้านอาหารไม่ค่อยมีนะคะท่าน

 

วัตถุดิบ

1. เนื้อวัวสไลซ์ (เนื้อหมูก็ได้ แต่เนื้อวัวอร่อยกว่า)

2. ต้นหอมยาว (長ネギ)

3. ชิราตากิ

4. เต้าหู้ (木綿)

 

เครื่องปรุง

เช่นเคย... โชยุ, สาเก, มิริน, น้ำตาล, น้ำซุปดาชิ (ใช้แบบผงก็ได้)

 

01

 

02

ผงน้ำซุปดาชิน่ะค่ะ

 

วิธีทำ

 

03

 

ก่อนอื่น หั่นผักหั่นเนื้อไว้ เต้าหู้ก็ตัดเป็นลูกเต๋าใหญ่ๆ

 

 

04

 

ชิราตากิเอามาแช่น้ำ จากนั้นลวกน้ำร้อนให้กลิ่นหาย (กลิ่นมันจะคาวอย่างแรง)

 

 

 

05

 

เอาน้ำใส่กะทะ ตั้งไฟ ใส่เนื้อลงไป คอยช้อนฟองๆ (เรียกว่า 灰汁ออก)

 

 

05

 

ใส่เครื่องปรุงได้แก่ ผงดาชิ, โชยุ, มิริน, สาเก, น้ำตาล ลงไป

กันเนื้อไว้ฝั่งหนึ่ง ใส่ชิราตากิ, ต้นหอมและเต้าหู้ ต้มไฟอ่อนต่อไปอีกพักหนึ่ง

 

 

06

 

ได้ละ...

 

สำหรับคนที่ชอบกินกิวด้ง (ข้าวหน้าเนื้อ) ก็ประมาณเดียวกัน เครื่องปรุงก็เหมือนกัน แต่วัตถุดิบใช้แค่เนื้อวัวกับหอมใหญ่พอ

 

07

 

08

 

ต้มในน้ำซุปที่ใช้เครื่องปรุงเหมือนเมื่อกี้ (แต่รสมันไม่เหมือนกันหรอกนะ เพราะความหวานที่ออกจากหอมใหญ่มันก็ไม่เหมือนที่เราต้มเต้าหู้, หอมยาวกับชิราตากิ)

 

09

 

ต้มไฟอ่อนซักพัก (Cooking Sheet หมด เลยใช้ฟรอยด์แทน ^_^;)

 

 

10

 

ออกมาเป็นข้าวหน้าเนื้อ เมนูโปรดคินนิกุแมนค่ะ ^_^ (สามารถใส่ท็อปปิ้งได้ตามชอบใจ เช่นไข่ลวก, กิมจิ ฯลฯ)

 

 

 

ปิดท้ายด้วยรูปหนูอาคิแล้วกัน ^_^

 

11

 

 

 

เมื่อไม่มีอะไรจะอัพ... เราก็ต้องมาทำอาหารกันค่ะ ^_^; บุตะคะคุนิหรือเจ้าหมูตุ๋นซีอิ๊วเนี่ย มันเป็นอาหารบ้านๆของครอบครัวชาวญี่ปุ่น (คืออาหารที่โบว์ทำก็มีแต่อาหารตามบ้านแบบที่บ้านจนๆเค้ากินกันทั้งนั้นแหล่ะค่ะ) มันก็มีหลากสูตรแล้วแต่บ้าน อันนี้เป็นสูตรที่บ้านโบว์ใช้ เน้นง่าย สะดวก รวดเร็ว และที่สำคัญคือ.. ถูก!! ไม่ต้องวุ่นวายไปหาซื้ออะไรมา

 

ก่อนอื่น... อุปกรณ์ที่ใช้ได้แก่ หมูสามชั้น,ไข่ต้ม,ขิงและชาอู่หลง (เอาไว้จิบไปทำไป ไม่ช่ายยย!!)

 

เครื่องปรุงที่ใช้ได้แก่ โชยุ, มิริน, สาเกสำหรับทำอาหาร (หรือสาเกอะไรก็ได้), น้ำตาล  จะให้ดีต้องมีผงดาชิ (น้ำซุปญี่ปุ่น) ด้วย ใครจะไปต้มคอนบุกับคัทสุโอะก็ตามใจ แต่แม่บ้านที่ยุ่งวุ่นวายอย่างอริสราขอให้อะไรที่มันสำเร็จรูปขายตามตลาด

 

ขั้นตอน

1. หั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นๆ ใส่น้ำมันในกระทะ ทอดให้เกรียมสวยนิดนึง (โบว์มักจะหมักหมูไว้กับพริกไทย,เกลือก่อน) 

 

 

01

 

 

2. เทชาอู่หลงโลด (เอิ่ม... โบว์ตุ๋นกับชาอู่หลงหรืออูลอนชาน่ะค่ะ เพราะมันทำให้สีสวย รสชาติกลมกล่อม ไม่ต้องเคี่ยวนานมาก)

 

 

02

 

 

3. ใส่ผงน้ำซุปดาชิและเครื่องปรุงที่ว่าลงไปทั้งหมด ไม่เน้นลำดับหรืออะไร เอาตามชอบใจ... โบว์ไม่ค่อยตวงเท่าไหร่ ชิมเอา อร่อยก็พอ

 

 

03

 

 

4. หั่นขิงใส่ลงไป ไม่ต้องพิถีพิถัน จะเอาแค่กลิ่นน่ะ...

 

 

05

 

 

5. ใส่ไข่ต้มลงไปด้วยเพื่อเพิ่มปริมาณให้ดูเยอะ... ในเมื่อบ้านเราจน (ใครจะใส่เป็นลูกเลยก็ได้)

 

 

06

 

 

6. เคี่ยวต่ออีก 20-30 นาที ที่เห็นบางๆนี่ไม่ได้ซับมันให้มันแต่อย่างใด มันคือหลักการโอโตชิฟุตะ (ฝาปิด) ใช้ในการต้มซีอิ๊วของญี่ปุ่น ปกติจะมีฝาไม้ขายตามตลาด แต่บ้านเราไม่มี... ใช้พวก Cooking Sheet, หรืออะลูมิเนียมฟรอยด์แทนก็ได้... ถามว่ามันช่วยอะไร? ก็ช่วยให้การต้มซีอิ๊วเป็นไปได้ดีขึ้นเพราะไอที่ระเหยจะไปโดนกับฝาปิด ไม่ต้องใช้น้ำซุปเยอะก็สามารถจะต้มออกมาอร่อยๆได้ ทั้งยังช่วยให้การกระจายความร้อนเป็นไปได้ด้วยดี เนื้อหรือผักที่เราตุ๋นๆก็อยู่ในสภาพน่ากินไม่พังทลายกันง่ายๆ

 

 

07

 

 

7. ออกมาเป็นบุตะคะคุนิ... น่ากิน น่ากิน ^_^

 

 

08

 

เมนูนี้เป็นอาหารโปรดของคุณฮายาชิเค้าน่ะค่ะ ^_^

 

 

ป.ล. ในที่สุด... ในที่สุด... ก็ได้ฤกษ์เขียนนิยายต่อแล้ว!! (หลายคนคงลืมกันไปหมดสิ้น) -_-; หลังจากที่งานพ็อคเกตบุ๊คเสร็จก่อนกำหนด... ก็หนีไปเล่นเกมพักนึง รอแก้งานที่อาจจะถูกตีกลับ แต่ปรากฎยังไม่ถูกตีกลับ ^_^; แต่งนิยายต่อแล้วกัน... จะแต่งต่อยังต้องกลับไปอ่านใหม่ตั้งแต่แรกว่าเราเขียนอะไรไปบ้าง... โอ้... นี่เราแต่งนิยายเกี่ยวกับนรกมาขนาดนี้หรือนี่ @_@; เอาเป็นว่าจะพยายามแต่งต่อแล้วกันนะคะ m(_ _)m

ใครลืมไปหมดแล้วสามารถไปอ่านใหม่ได้ที่ http://hayashikisara.warabimochi.net เข้าไปใน Literary>>Fiction>>After The Light ค่ะ