Japan

เป็นแบบสอบถามที่ทางสุโกเรนถามคุณผู้ชายมากัน อันนี้ไม่ใช่แรงกิ้งนะคะ อ่านแล้วนอกจากมันจะแทงใจฉึกๆกันบ้างแล้ว... 


คุณผู้ชายอ่านแล้วอาจจะน้ำตาไหลพรากๆแสตนดิ้งโอเวชั่นกันเลยทีเดียว... =_=;

 

1. ถามคำถามประเภท “ระหว่างชั้นกับงาน เธอจะเลือกอะไร?”

คำถามเหมือนเป็น choice ให้เลือก ทั้งๆที่มีสิทธิ์ตอบได้อย่างเดียวเท่านั้น... =_=; จะถามทำไมจ๊ะ??

 

2. อยู่ดีไม่ว่าดีก็บอกว่า “อ้วนขึ้น” “สิวขึ้น” แล้วก็หงุดหงิด หรือไม่ก็จิตตกซะงั้น

ผมควรจะทำตัวยังไงระหว่างที่คุณอ้วนหรือสิวขึ้นดีครับ ช่วยบอกด้วยยยย?

 

3. บางทีก็บอกว่า “ไม่สุภาพบุรุษ” บางทีก็หาว่า “ไม่สู้คน”

ไม่เปิดประตูรถให้เธอขึ้นหรือไม่เปิดประตูให้เธอเข้าก่อนก็บอกไม่สุภาพบุรุษอย่างนู้นอย่างนี้ ไม่ร่วมด้วยช่วยด่าพนักงานร้านที่ทำให้เธออารมณ์เสียก็หาว่าไม่รู้จักสู้คน... ตกลงอยากให้ก้าวร้าวหรือเป็นสุภาพชน??

 

4. Girls Talk มันคืออะไรกันแน่??

ผู้หญิงมักจะชอบนัดไปเม้ามอยกันโดยบางทีแบบว่าไม่อยากเอาแฟนไปด้วยเพราะจะคุยกันแบบผู้หญิงๆ (ใครเอาแฟนไปด้วย ไอ้แฟนคนนั้นซวย ต้องไปนั่งตบยุง) จากปากคำของคนที่ได้ไปอยู่ในการคุยกันของผู้หญิงแล้ว มักจะบอกไม่ถูกว่าตกลงพวกเธอคุยเรื่องอะไรกันแน่ สามารถคุยได้ตั้งแต่ลมฟ้าอากาศไปถึงผัวเพื่อนที่ไม่ได้อยู่ที่นั่น...

 

5. บอกว่าตัวเองอ้วนงู้นงี้ และต้องไดเอ็ทงู้นงี้...

และข้าวก็ไม่ค่อยจะกิน แต่กินเค้กกินขนมได้ซะงั้น (จริงๆแคลอรี่มันอาจจะเยอะกว่ากินข้าวอีก =_=;)

 

6. ตอนนั้นบอกว่าไม่เป็นไร แต่... 

พอทะเลาะกันขึ้นมาเธอก็จะขุดเรื่องในอดีตกาลมาร่วมด้วยช่วยกันเหมือนตอนจบที่หุ่นขบวนการห้าสีมันต้องไปรวมร่างกันเพื่อความแข็งแกร่งและจะได้ชนะ บางตอนช่างให้น่าสงสัยมากว่าทำไมเธอถึงได้จำเรื่องเล็กๆน้อยๆที่นานมาแล้วอย่างนั้นได้ (ทั้งที่จำไม่ได้ว่าเมื่อวานกินข้าวกับอะไร)

 

7. จงใจคุยกับผู้ชายคนอื่นหรือเล่าเรื่องผู้ชายคนอื่นให้ฟัง

พอไม่หึงก็... ผิดอี๊ก!! อ่านนิยายหรือดูละครมากไปรึเปล่าครับ!! (ถึงผมหึงก็ไม่เท่ห์เหมือนมันหรอกครับ) เผลอๆหึงมากไปโดนด่าอีก... =_=; ก็ไม่รู้ว่าเธอต้องการแค่เลเวลประมาณไหน...

 

8. เกลียดการกีดกันทางเพศ

แต่ก็อยากจะให้เห็นอกเห็นใจในฐานะที่เป็นผู้หญิง...
ผมทำตัวไม่ถูกคร้าบบบบบ... 


(ノ_-。) 、、、

 

ทั้งหมดนี้เดี๊ยนไม่ได้คิดเอง อย่ามาด่าเดี๊ยนล่ะ...

 

ป.ล. พักนี้อัพนิยายเรื่อง Ichi Hime Ni Tarou อยู่เรื่อยๆ ติดตามได้จาก http://hayashikisara.warabimochi.net หรือ http://hongsamut.com/previewwriter.php?adminID=955 ค่ะ m(_ _)m

 

 

 

ถ้าเดาเอาจากรูปลักษณ์ของท่านเซียนพันปีที่อยู่ตามเขาเหลียงซานของจีน(?) ก็คงจะประมาณคิ้วยาวถึงเข่า... หนวดเครารุงรังไม่เห็นหน้าตา ตัวผอมเล็ก หลังค่อมถือไม้เท้า... อะไรอย่างนี้ =_=;

 

แต่จริงๆแล้ว ไปเจอมาว่า... มีการรวบรวมผลการวิจัยต่างๆเกี่ยวกับคนมีอายุยืนทั้งหลายจากหลายๆประเทศโดยนิตยสารของฮ่องกง แล้วสรุปออกมาว่า เงื่อนไขของคนมีอายุยืนส่วนใหญ่ที่คล้ายๆกันคือข้อเหล่านี้ ลองมาดูกันเนอะว่าใครจะไปก่อนใคร เอ๊ย... ไปเร็วช้าแค่ไหน (?)

 

1. ตัวไม่สูงมาก

จากการค้นคว้าบอกว่า มนุษย์ที่มีความสูงที่เหมาะกับการใช้ชีวิตโดยไม่มีความเครียดนั้นจะสามารถมีอายุยืนกว่าคนที่เครียดกับสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิต เช่นถ้าเราสูงเกินไป ขึ้นรถเมล์หัวติดเพดานตลอด =_=; เตี้ยไปเดินไปไหนเพื่อนแม่_เหยีบกรุตลอด มันจะเป็นความเครียดน้อยๆที่เราอาจจะไม่ได้รู้สึกมาก แต่เล็กๆน้อยๆเหล่านี้มีผลกับการบั่นทอนสุขภาพจิตของเราอย่างไม่รู้ตัว เพราะเป็นสิ่งที่อยู่กับเราตลอดชีวิต อ้วนผอมยังไดเอ็ทได้อะไรได้ แต่ความสูงจะยืดๆหดๆก็ไม่ได้ อย่างมากใส่รองเท้าส้นสูงเพิ่มบ้าง (ให้ร้องเท้ากัด เจ็บเท้า กรุเครียดอีก) ดังนั้นผลที่ได้จากการคำนวณคนมีอายุร้อยปีขึ้นไปแล้วจะพบว่า ส่วนใหญ่ผู้ชายจะสูงแค่ 165-168 ซ.ม. และผู้หญิงจะสูงแค่ 159-162 ซ.ม.เท่านั้น (อันนี้เป็นไซส์ฝรั่ง ถ้าเป็นเอเชียจะเตี้ยกว่านี้อีกนิดหน่อย)

 

2. ท้วมๆ

จากการวิจัยของอเมริกา (วิจัยจากชาวอเมริกัน 6 ล้านคน) พบว่า คนที่รูปร่างท้วมนิดๆ จะมีอายุยืนกว่าพวกผอมบางหุ่นนางแบบหรือมีซิกแพก และแถมคนท้วมๆยังมีความสามารถในการต่อต้านโรคภัยได้ดีกว่า (ทว่าอ้วนมากไปที่เรียกว่าเมตะโบ ก็ไม่ได้นะจ๊ะ โอกาสเจ็บป่วยในหลายๆโรคจะเพิ่มมากขึ้นอีกเยอะทีเดียว)

 

3. หัวเถิกหัวเหม่ง (!!!)

เค้าว่าเป็นการแบ่งฮอร์โมนชายที่เหมาะสม =_=; (คือประมาณว่าผลมันมาจากการวสำรวจว่าคนอายุยืนทั้งหลายส่วนใหญ่ท่านจะ.... กันนะคะ) ดังนั้นก็เป็นข้อช่วยปลอบประโลมหนุ่มๆที่มีผมน้อยผมบางดังว่าว่า... ท่านอาจจะอายุยืนนะคะ (แม้เมียจะลูบเล่นขอหวยทุกวันก็ตาม)

 

4. ติ่งหูยาว

ข้อนี้ดูจากเซียน... ไม่ใช่ไม่ใช่ ในทางการแพทย์จีนโบราณบอกว่าแสดงถึงพลังชีวิตที่เข้มแข็ง...

 

5. มีเอว...

หมายถึงตอนบั้นปลายชีวิตน่ะนะ จากการวิจัยพบว่า 95% ของคนที่อายุยืนถึง 100 จะค่อนข้างผอมและมีเอวหลังอายุ 70 ไปแล้ว สรุปว่าต้องแข็งแรง ท้วมๆตอนสาวๆ แต่พอแก่ตัวแล้วก็ต้องหุ่นดี แต่ก็นะ อายุ 70 จะมากินเป็นพายุบุแคมเหมือนวัยรุ่นก็กระไรอยู่

 

6. เป็นลูกคนโต

@_@; ข้อนี้เป็นผลการวิจัยจากทางจีน คือพบว่า 77.3% ของคนที่อายุเกิน 100 ในจีนเป็นลูกคนโตกันทั้งหมด (อายุเกิน 100 ปีคือพวกที่ยังไม่ได้อยู่ในนโยบายมีลูกไม่เกินหนึ่งอ่ะนะจ๊ะ เป็นคุณปู่ย่าในสมัยที่นิยมมีลูกกันเป็นสิบอยู่...) แต่ประเทศอื่นอาจจะไม่ใช่ก็ได้นะ เพราะสำหรับจีนและคนรุ่นที่มีลูกมาก ส่วนใหญ่ลูกคนโตจะค่อนข้างได้กินมากกว่าคนอื่น (ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายด้วยแล้ว...) แต่ที่อาจจะมีผลก็คือ อายุของแม่ตอนที่คลอดลูก อาจจะเป็นไปได้ว่าการที่มีลูกเร็ว คลอดลูกตอนอายุยังน้อย โอกาสที่จะอายุยืนมีมากกว่าเด็กที่คลอดตอนแม่แก่แล้ว... แค่โอกาสน่ะนะ

 

7. คนที่มีชีวิตอยู่แวดล้อมด้วยต้นไม้ดอกไม้

พบว่ามีชีวิตยืนกว่าคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีต้นไม้ดอกไม้รอบข้างน้อยถึง 7 ปี (ค่าเฉลี่ย) อันนี้เค้าบอกว่าไม่ได้เกี่ยวกับต้นไม้ดอกไม้โดยตรง แต่เกี่ยวกับสภาพแแวดล้อมการทำงานที่ไม่สร้างความเครียด 

 

8. คนที่ฝันบ่อยๆ

ช่วงเวลาที่ฝันจะมีฮอร์โมนที่ช่วยลดความเครียดออกมา และมี คลอจินโคโรปิน (?) << โทษที อ่านภาษาญี่ปุ่นมา ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคเพิ่มมากขึ้นด้วย (มิน่า อริสราไม่ค่อยป่วยเลย สงสัยเพราะฝันทุกคืน =_=;)

 

9. เลือดกรุ๊ป B

จากที่วิจัยมาพบว่า 83% ของคนที่อายุเกิน 100 นั้นเป็นกรุ๊ป B << นานๆจะมีอะไรดีๆเกี่ยวกับกรุ๊ปนี้เสียที ปลาบปลื้ม~~~~ T^T

 

 

พูดถึงกรุ๊ปเลือด... มักจะเคยได้ยินเรื่องการทำนายกรุ๊ปเลือดของทางญี่ปุ่น,เกาหลีกันมาอยู่บ้าง ซึ่งจริงๆแล้วในโลกนี้ ประเทศที่ค่อนข้างจะบ้าทำนายกรุ๊ปเลือดก็มีอยู่อิสองประเทศนี้เท่านั้นแหละ ถ้าเที่ยวไปถามกรุ๊ปเลือดชาวยุโรป ฝรั่งจะถามกลับว่า `เมิงเป็นหมอเหรอ??`

 

ดังนั้น... ความแม่นยำของการทำนายกรุ๊ปเลือดนั้นไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ แต่ในความเป็นจริงมีผลการวิจัยทางการแพทย์ออกมาแล้วว่า กรุ๊ปเลือดต่างประเภทนั้นมีโอกาสที่จะเจ็บไข้ได้ป่วยในแต่ละโรคได้ยากง่ายแตกต่างกัน ดังนั้นเราอาจจะเห็นบางประเทศมีเลือดกรุ๊ปนู้นกรุ๊ปนี้มากเป็นพิเศษเพราะการต่อสู้กับโรคภัยบางอย่างในอดีตทำให้เป็นเช่นนั้น อย่างเช่นคนอินเดียส่วนใหญ่มากๆจะมีเลือดกรุ๊ป O เพราะกรุ๊ป O เป็นกรุ๊ปที่ค่อนข้างจะแข็งแกร่งทนทานต่อการติดโรคระบาด ดังนั้นช่วงที่มีโรคระบาดและคนล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่คนเลือดกรุ๊ป O กลับหลงเหลืออยู่ได้โดยไม่เป็นไร ถ้าสังเกตดีๆ ประเทศเมืองร้อนที่มักจะมีโรคระบาดอยู่เสมอมักจะมีคนเลือดกรุ๊ป O เยอะเหมือนกัน

 

ส่วนหนึ่งก็มาจากการวิเคราะห์ไวรัสด้วย และพบว่าไวรัสบางประเภทจะชอบกรุ๊ปเลือดบางกรุ๊ปเป็นพิเศษ (เป็นที่มาที่ว่าทำไมท่านที่มีเลือดกรุ๊ปนี้ติดโรคนี้นั้นง่ายกว่ากรุ๊ปอื่น) อย่างเช่น โนโรไวรัส นั้นจะชอบเลือดกรุ๊ป O เป็นพิเศษ อะไรอย่างนี้เป็นต้น 

 

ผลทางการแพทย์ที่สรุปเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดทั้ง 4 ก็ออกมาดังนี้

 

กรุ๊ป A : เครียดง่าย โอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็ง(ทุกชนิด)สูง ติดโรคระบาดง่าย แต่โรคระบาดร้ายแรงอย่างอหิวาห์ (คอเลรา) กลับติดยาก

 

กรุ๊ป O : ทนทานต่อโรคระบาดมาก และยังทนทานต่อความเครียดด้วย แต่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร, กระเพาะ,ลำไส้ได้ง่าย ต้องระวัง

 

กรุ๊ป B : ติดโรคระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ A ต้องระวังมากๆ

 

กรุ๊ป AB : เครียดง่าย คนเป็นมะเร็ง,โรคหัวใจเยอะ โอกาสติดหวัดสายพันธุ์ใหม่สูง แต่ทนทานต่ออหิวาตกโรค

 

นิสัยบางอย่างที่ทำนายๆกัน ก็วิเคราะห์ได้ว่าน่าจะมาจากลักษณะของการติดโรคง่ายของเลือดแต่ละกรุ๊ปอย่างที่บอกไปได้ อย่างเช่นที่ว่ากันว่าเลือดกรุ๊ป AB สันโดษ หนึ่งก็คือมาจากการที่มีคนป่วยกระเสาะกระแสะเยอะ จึงชอบที่จะอยู่คนเดียวและตั้งหน้าตั้งตาทำอะไรไปคนเดียวมากกว่า ไม่ค่อยอยากจะคบกับใคร (เดี๋ยวเมิงเอาอะไรมาติดกรุอีก) หรือการที่คนกรุ๊ป A มักจะพยายามระวังระแวงรอบข้างตลอดเวลา (คอยดูว่าคนอื่นเค้าทำอะไรกันยังไง เป็นยังไง พยายามไม่ทำอะไรต่างจากเค้ามาก) เป็นเพราะว่าติดโรคง่ายและมีความเครียดง่าย ดังนั้นร่างกายและนิสัยบางอย่างก็มีแนวโน้มว่าจะเกิดจากสัญชาตญาณในการที่จะเอาชีวิตรอดของพวกเราๆนี่เอง (อันนี้วิเคราะห์โดยศาสตราจารย์ฟุจิตะ โตเกียวอิกะชิกะได)

 

ถึงแม้เราจะอยากมีชีวิตยืนยาวหรือไม่ ร่างกายและ DNA ของมนุษย์ก็พยายามและเลือกเส้นทางที่จะให้เราดำรงค์เผ่าพันธ์กันอยู่แล้ว ที่ฝืนก็คือสมองสั่งการของเราที่มักจะโลภมากนั่นแหละ 5555

เอาเป็นว่าอ่านเงื่อนไขในการมีอายุยืนที่ว่ามาข้างบนแล้วทำให้รู้ได้ว่า... หน้าตาแบบพระเอกนางเอกหนังฮอลลีวู้ดมันไม่ค่อยจะอายุยืนเท่าไหร่นะเคอะ อยากอยู่ด้วยกันนานๆต้องเลือกตัวเตี้ย ท้วม เถิก ติ่งหูยาว ช่างเพ้อฝัน อาศัยในต่างจังหวัด และมีเลือดกรุ๊ป B ที่ประชากรญี่ปุ่นค่อนข้างรังเกียจ...

 

.....

 

โอเค... กรุยอมตายก่อนมัน...


 

 

*** จากหนังสือ Igaku kara oshieru kokoro to karada (Kore ga sekai no shin jyoushiki) << พิมพ์ภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ คอมมีปัญหาเรื่องเปลี่ยนคันจิอยู่ค่ะ -_-; เปลี่ยนแล้วมันจะเออเร่อ ค้างไปเลย T^T ถ้าไม่หาทางทำอะไรสักอย่าง เดี๊ยนว่าเดี๊ยนคงตายเร็วเหมือนกัน... เครียดว่ะ

 

ป.ล. เมื่อวานอัพนิยายเรื่อง Ichi Hime Ni tarou ให้ 2 Chapters รวดค่ะ ใครยังไม่ได้อ่านก็อ่านได้นะคะ m(_ _)m

http://hayashikisara.warabimochi.net ค่ะ 

 


ผลการสำรวจของ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ฉบับปี 2010 บอกว่า… 

เงินทุนสนับสนุนด้านสาธารณะของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา เมื่อเทียบกับ ค่าGDPของญี่ปุ่นแล้ว มีแค่ 3.3% เท่านั้น ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในตำแหน่งท้ายสุดใน 28 ประเทศที่มีการทำสำรวจครั้งนี้

 

....

 

แปลเป็นภาษาคนให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ภาษีของประเทศไม่ค่อยจะเอาไปลงทุนกับการศึกษาในประเทศซักเท่าไหร่นั่นแหละ =_=;

 

ถึงแม้ข้อมูลที่เอาไปใช้วิเคราะห์จะเป็นข้อมูลที่เก็บไปเมื่อปี 2007 และหลังจากนั้นได้มีการพยายามปรับปรุงแก้ไขการศึกษาญี่ปุ่นหลายอย่างเช่นมีนโยบายให้เรียนฟรีจนถึงม.ปลายอะไรอย่างนี้ออกมาแล้ว ถ้าเอาข้อมูลใหม่ๆไปวิเคราะห์ก็อาจจะไม่ถึงกับอยู่ในอันดับโหล่อย่างนี้ก็ตาม ยังไงซะก็คงได้อันดับท้ายๆ และถือว่าเป็นประเทศที่ประชาชนต้องลงทุนจ่ายเงินเองเพื่อให้ได้การศึกษาที่ดีอ่ะนะ

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่เป็นการเทียบกับประเทศในกลุ่มสมาชิก OECD ที่มี 34 ประเทศเท่านั้นนะ (แต่ครั้งนี้ที่ร่วมทำการสำรวจสถิติกันมีแค่ 28 ประเทศ <<แล้วแต่หัวข้อ) สมาชิกทั้งหมด 34 ประเทศที่ว่าก็ได้แก่ ออสเตรีย, เบลเยี่ยม, แคนาดา, เดนมาร์ก, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, กรีก, ไอร์แลนด์, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลักเซมเบิร์ก, ฮอลันดา, โปรตุเกส, เสปน, นอร์เวย์, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี, อังกฤษ, อเมริกา, ญี่ปุ่น,ฟินแลนด์, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, แมกซิโก, เชคโก, ฮังการี, เกาหลี, โปแลนด์, สโลวะเกีย, ชิลี, สโลเวเนีย, อิสราเอล, เอสโตเนีย

 

4 ประเทศสุดท้ายที่เขียนข้างบนเพิ่งเป็นสมาชิกกันเมื่อปี 2010 นี้เอง

 

เอาเป็นว่าสรุปจาก OECD indicator ในหัวข้อการศึกษา (Education at a glance) แล้วจะได้รู้ว่าการศึกษาของญี่ปุ่นตอนนี้เป็นยังไงได้ดังนี้

 

1. ในประเทศญี่ปุ่นนั้น คนจบการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโก etc.) โอกาสจะหางานได้สูงกว่าจบแค่การศึกษาระดับกลาง (ม.ต้นและม.ปลาย) แหงล่ะ...

 

ผลการสำรวจเมื่อปี 2008 บอกว่า อัตราการหางานได้ของนักเรียนที่จบม.ปลาย ผู้ชายหางานได้ 87.6% และผู้หญิงหางานได้ 61.7% เปอร์เซ็นคนตกงาน ผู้ชาย 4.7% และผู้หญิง 4.0% 

 

ในขณะที่อัตราการหางานได้ของคนจบการศึกษาระดับสูง ประเภทการศึกษามหาวิทยาลัย ผู้ชายหางานได้ 93.4% และผู้หญิง 66.9% และการศึกษาที่ไม่ใช่รูปแบบมหาวิทยาลัย (เซมมงกักโกอะไรพวกนี้) ผู้ชาย 92.9% ผู้หญิง 64.8% เปอร์เซ็นคนตกงานของคนจบการศึกษาสูงทั้งที่จบมหาวิทยาลัยคือผู้ชาย 2.5% ผู้หญิง 3.2% ส่วนเปอร์เซ็นคนตกงานของคนจบการศึกษาสูงกว่ามัธยมแต่ไม่ใช่รูปแบบมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ที่ ผู้ชาย 4.0% ผู้หญิง 3.6%

 

สรุปว่าการศึกษาสูงโดยเฉพาะเรียนจบมหาลัยมีโอกาสได้งานสูงนั่นแหละ เรียนเข้าไปนะน้องเอ๊ย~~

 

2. จากค่าเฉลี่ยที่ OECD ทำสำรวจพบว่า ในทุกระดับของการศึกษาที่จบนั้น ยังไงผู้ชายก็หางานได้มากกว่าผู้หญิง แต่ยิ่งการศึกษาในระดับสูงขึ้นมากเท่าไหร่ ช่องว่างในการหางานได้ของผู้หญิงผู้ชายจะลดน้อยลงไป ทว่าของญี่ปุ่นนั้นเป็นตรงกันข้าม (ยิ่งเรียนสูงยิ่งหางานไม่ได้ =_=; บริษัทไม่อยากจ้าง ดังนั้น สาวๆที่อยากทำงานที่ญี่ปุ่น เรียนสูงไปจะไม่มีงานทำเน้อ... เค้าสนใจคนที่เริ่มทำงานกับบริษัทได้เร็วๆมากกว่า)

 

3. เมื่อดูค่าการลงทุนทางการศึกษาของชาวญี่ปุ่น (หมายถึงเงินลงทุนในการศึกษาของคนที่กำลังอยู่ในระหว่างศึกษาอยู่ตอนนี้ต่อคน) แล้วพบว่า ตัวเลขสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD หมายความว่าคนญี่ปุ่นค่อนข้างจะเห็นความสำคัญต่อการศึกษา และลงทุนในการศึกษากันมาก

 

4. ทว่าถ้าหาค่าเฉลี่ยของรัฐบาลที่ลงทุนกับการศึกษาแล้ว จะได้ตัวเลขที่ต่ำว่าค่าเฉลี่ยของ OECD หมายความว่า ประชาชนให้การสำคัญกับการศึกษา แต่รัฐบาลไม่ได้สนับสนุนมากเท่าที่ควร ดังนั้นประชาชนต้องออกเงินเอง =_=; 

 

5. ค่าเฉลี่ยเงินที่ต้องออกเองสำหรับการศึกษาของญี่ปุ่น (ข้อมูลปี 2007) คือ 33.3% ซึ่งถือว่ามากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศใน OECD ที่มีแค่ 17.4% อยู่มาก ซึ่งถือเป็นอันดับ 4 ของประเทศที่ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการออกเงินเพื่อการศึกษาเองรองลงมาจาก เกาหลี, ชิลี และอเมริกา ตามลำดับ

 

6. โดยเฉพาะการศึกษาระดับสูง (หลังจบม.ปลาย อันได้แก่มหาวิทยาลัย, ป.โท, ป.เอก, เซมมงกักโกทั้งหลาย) ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องออกเงินเองมากทีเดียวถ้าเทียบกับประเทศในกลุ่มประเทศอื่นๆ

 

7. รายละเอียดของจำนวนเงินที่ชาวญี่ปุ่นต้องออกเองเพื่อการศึกษา ในวัยก่อนประถม (อนุบาล, เนอสเซอรี่ etc.) 56.2% การศึกษาระดับต้นและกลาง (ประถม ~ ม.ปลาย) 10.1% และการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโก) 67.5% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของ OEAD ในวัยก่อนประถม (อนุบาล, เนอสเซอรี่ etc.) 20.3% การศึกษาระดับต้นและกลาง (ประถม ~ ม.ปลาย) 9.7% และการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโก) 30.9% จะเห็นได้ว่าช่วงก่อนเข้าประถม และถ้าจะเรียนมากกว่าม.ปลาย คนญี่ปุ่นต้องออกเงินกันเองเป็นจำนวนมาก =_=; รัฐไม่ค่อยจะมีอะไรสนับสนุนให้เลย (แต่พวกเราชาวไทย ก็ดั้นด้นมาเรียนกัน เอิ๊ก)

 

8. ญี่ปุ่นและเกาหลีถูกจับให้อยู่กลุ่มเดียวกันอย่างสามัคคี คือกลุ่ม `ค่าเล่าเรียนของการศึกษาระดับสูงมหาแพง และรัฐไม่มีนโยบายช่วยเหลืออะไรห่_อะไรเท่าไหร่เลย` เป็นกลุ่มที่บัดซ_จัง T^T (แต่มีทุนให้ชาวต่างชาติมากกว่าชาวญี่ปุ่นเยอะแยะ ดังนั้นได้ทุนอะไรก็เงียบๆไป และตั้งหน้าตั้งตาเรียนไปเหอะ) 

 

9. สำหรับเปอร์เซ็นการเรียนอนุบาลของชาวญี่ปุ่น สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศใน OECD ด้วยกัน ของญี่ปุ่นคนเรียนอนุบาลกัน 86.0% (เด็ก 3-4 ขวบ) ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศใน OECD อยู่ที่ 71.5%

 

 

10. เปอร์เซ็นนักเรียนเรียนต่อม.ปลายของญี่ปุ่น คิดเป็น 95% ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD ที่อยู่ที่ 80% แปลว่าเด็กญี่ปุ่นอย่างน้อยก็เรียนจบม.ปลายกันเป็นส่วนใหญ่

 

11. ทว่าเปอร์เซ็นคนเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นนั้นอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ของ OECD อยู่ที่ 56% 

ของญี่ปุ่นนั้น คนต่อมหาลัยหลังจากจบม.ปลายคิดเป็น 48% ทว่าก็มีคนไปต่ออย่างอื่นที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยอีก (พวกเซมมงกักโก etc.) 29% 

 

12. เปอร์เซ็นคนเรียนจบการศึกษาระดับสูง (มหาลัย + เซมมงกักโกและอื่นๆ) ของญี่ปุ่นคิดเป็น 98% (คือถ้าเข้าไปเรียนแล้วส่วนใหญ่ก็จะจบ) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่อยู่ที่ 80% (อีก 20% เข้าไปเรียนแล้วจบเห่...)

 

13. ชั่วโมงสอนเฉลี่ยของบรรดาอาจารย์ในสถาบันการศึกษาในญี่ปุ่น การศึกษาระดับต้น 709 ชั่วโมง/ปี ระดับกลาง 603 ชั่วโมง และระดับสูง 500 ชั่วโมง (ยิ่งเรียนสูง อาจารย์ยิ่งว่าง =_=;) น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ที่การศึกษาระดับต้น 786 ชั่วโมง/ปี ระดับกลาง 703 ชั่วโมง และระดับสูง 681 ชั่วโมง  

 

14. ทว่าชั่วโมงการทำงานตามที่กฏหมายกำหนดของญี่ปุ่น การศึกษาระดับต้นและกลาง 1899 ชั่วโมง มากกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD เยอะอยู่ (ของ OECD การศึกษาระดับต้น 1659 ชั่วโมง/ปี ระดับกลาง 1662 ชั่วโมง และระดับสูง 1657 ชั่วโมง) คือทำงานเยอะ แต่ไม่ค่อยได้สอน กร๊ากกก แล้วเมิงไปทำอะไรกัน???

 

15. จำนวนคนเฉลี่ยต่อคลาส ในการศึกษาญี่ปุ่นระดับต้น (ประถม) เฉลี่ย 28.1 คน/คลาส ในขณะที่ OECD 21.6 คนต่อคลาส ที่สำคัญก็คือ 15 ประเทศจาก 31 ประเทศนั้นมีนักเรียนต่อคลาสไม่ถึง 20 คน ประเทศที่มีนักเรียนเกิน 25 คนต่อหนึ่งห้องเรียนมีแค่ 8 ประเทศเท่านั้น

 

16. จำนวนคนเฉลี่ยต่อคลาส ในการศึกษาญี่ปุ่นระดับกลางแรก (ม.1-3) เฉลี่ย 33.2 คน/คลาส ในขณะที่ OECD 23.9 คนต่อคลาส มีแค่ 6 ประเทศจาก 29 ประเทศที่ให้ข้อมูล ที่มีนักเรียนในห้องเกิน 30 คนต่อห้อง

 

17. เงินเดือนเฉลี่ยของอาจารย์ที่สอนการศึกษาระดับต้นและกลางมาเป็นเวลา 15 ปีของญี่ปุ่นอยู่ที่ 48,655 ดอลล์ ในขณะที่ของ OECD อาจารย์ที่สอนการศึกษาระดับต้นได้อยู่ที่ 39,426 ดอลล์ การศึกษาระดับกลางแรก (ม.ต้น) 41,927 ดอลล์ และการศึกษาระดับกลางหลัง (ม.ปลาย) 45,850 ดอลล์

 

18. คิดเป็นรายได้ของอาจารย์เฉลี่ยเทียบกับ GDP ต่อคนอยู่ที่ 1.44 ในขณะที่ของ OECD อาจารย์ที่สอนการศึกษาระดับต้นได้อยู่ที่ 1.16 การศึกษาระดับกลางแรก (ม.ต้น) 1.22  และการศึกษาระดับกลางหลัง (ม.ปลาย) 1.29

 

19. สรุปว่าอาจารย์ญี่ปุ่นเงินเดือนสูง เวลาทำงานเยอะ แต่ไม่เอาไปสอนหนังสือ (?)

 

ข้างล่างนี้เป็นแรงกิ้งอันดับประเทศตามลำดับเงินที่ใช้ในการศึกษาไล่จากซ้าย เขียวคือการศึกษาระดับต้น (ประถม) 

ฟ้าคือการศึกษาระดับกลาง (ม.ต้น~ม.ปลาย)

และส้มคือการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโกและอื่นๆ)

 

 

 

จะเห็นได้ว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะลงทุนกับการศึกษาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ในการศึกษาทุกระดับ (ต้องขอโทษคนที่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกด้วย T^T ไล่ให้คร่าวๆสามอันดับแล้วกัน ของการศึกษาระดับต้นอันดับ 1 ไอซ์แลนด์ อันดับ 2 อเมริกา และอันดับ 3 นอร์เวย์ ของการศึกษาระดับกลาง อันดับ 1 สวิซ อันดับ 2 นอร์เวย์ อันดับ 3 อเมริกา ของการศึกษาระดับสูง อันดับ 1 อเมริกา อันดับ 2 สวิซ อันดับ 3 สวีเดน)

 

ประเทศที่ติดแรงกิ้งอันดับต้นๆถือเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา มีการลงทุนกับอุปกรณ์ สิ่งก่อสร้าง และอื่นๆเพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีในการศึกษา ดูแล้วเป็นประเทศน่าอยู่น่าเลี้ยงลูกประเทศนึงเลยทีเดียว

 

ทว่าอีกกราฟนึง กราฟนี้บอกถึงจำนวนเงินที่ประชาชนต้องออกค่าใช้จ่ายส่วนตัวในการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงม.ต้นต่อคน (รวมค่าโรงเรียนพิเศษ, ค่าครูสอนพิเศษอะไรพวกนี้) ทางขวามือเป็นชื่อประเทศ ไล่จากข้างบนเป็นฟินแลนด์, ญี่ปุ่น, เกาหลี, สวีเดน, อังกฤษ, อเมริกา และค่าเฉลี่ยของ OECD

 

 

 

จะเห็นได้ว่า ญี่ปุ่น, เกาหลี และอเมริกา เป็นประเทศที่คนต้องจ่ายเงินเองเพื่อให้ลูกมีการศึกษาที่ดีกันมากกว่าค่าเฉลี่ยไปเยอะทีเดียว (เกาหลียิ่งไปไกล =_=;) ดูอย่างประเทศสวีเดน, ฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการลงทุนการศึกษาสูงติดอันดับต้นๆ เด็กๆได้รับการศึกษาที่ดี มีสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ดี โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องหาทางจ่ายเองมาก

 

ดังนั้นประเทศที่คนต้องจ่ายเองเยอะ ก็จะกลายเป็นประเทศที่มีการเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะเท่ากับว่าถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่สามารถจะไปเรียนพิเศษไปอะไรได้ ใครมีเงินก็ได้เรียนดีๆ ไม่มีเงินก็ไม่ได้เรียนไม่ดี เก็บเงินซะ... =_=;

 

อย่างที่บอกว่าข้อมูลที่เอาไปใช้คำนวณเป็นข้อมูลเมื่อปี 2007 ของญี่ปุ่น หลังจากนั้นญี่ปุ่นได้มีการเพิ่มการศึกษาภาคบังคับให้เป็นถึงม.ปลาย และจากข้อมูลเหล่านี้ คิดว่าต่อไปนี้รัฐบาลคงมีนโยบายต่างๆเพิ่มขึ้นมามากขึ้น อาจจะมีสวัสดิการอะไรมากขึ้น (ไม่รู้จะคาดหวังได้เท่าไหร่)

 

ใครที่แต่งงานกับคนญี่ปุ่น มีลูกเลี้ยงลูกที่ญี่ปุ่น ก็เป็นข้อมูลนึงให้เตรียมเก็บตังค์ไว้ด้วยนะจ๊ะ ส่วนคนที่ลูกไม่ได้เป็นประชากรญี่ปุ่น แล้วมาบ่นว่าญี่ปุ่นเก็บเงินลูกตัวเองแพงกว่าคนญี่ปุ่น เป็นการแบ่งแยก (เป็นชาตินิยมอีกเช่นเคย ประเทศนี้ทำอะไรจะผิดหมดทุกข้อหา... ในฐานะ ชาตินิยมไปนะตัว) ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว =_=; เพราะเราไม่ใช่ประชากรเค้า สวัสดิการเรียนฟรีในการศึกษาภาคบังคับเค้ามีให้ประชากรเค้าน่ะ มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้น่ะนะ... ใครจะมาเรียน ก็เตรียมเงินถุงเงินถังมาเลยนะ

 

 

 

ป.ล. หายไปหลายวันเพราะกลับชิกะมาช่วงโอบ้งค่ะ m(_ _)m