Japan

สำหรับสาวๆเวลาเจอของที่ไม่ชอบอาจจะทำเนียนแอ๊บแบ้วเหลือใส่จานเอาไว้อย่างง่ายๆ ทำเป็นยิ้มแย้มตอแห_บอกหนุ่มไปว่าก็เค้าไม่ชอบหนิหน่า...หนุ่มอาจจะเอ็นดูเห็นว่าน่ารัก ทว่าสำหรับชายหนุ่มบางคนที่ชวนสาวไปเดทด้วยครั้งแรกแล้ว ถ้าจะไปแอบเหลือแครอทหรือบล็อคเคอรี่ไว้ในจานสองสามชิ้นอาจจะเกิดอิมเมจไม่ดีได้ ^_^; 

 

 

อย่ากระนั้นเลย... เราควรจะรู้จักหาทางเอาตัวรอดจากการเจอของที่ไม่ชอบแบบไม่ให้เสียฟอร์มกันดีกว่า

 

 

สมมุติเป็นหนุ่มเกลียดแครอท...

 

 

 

1. ตอนสั่งให้ไปแอบบอกพนักงานเสิร์ฟไว้ก่อนว่า “○○ที่สั่งถ้ามีแครอทช่วยอย่าใส่แครอทมาได้ไหมครับ?” : คืออาหารบางอย่างถึงมันดูหน้าตาไม่น่าจะมีไอ้ที่เราไม่ชอบ แต่ก็ไม่แน่มันอาจจะถูกประดับมาข้างจานอย่างสวยงามด้วยความหวังดีของทางร้าน ให้ลองไปเลียบๆเคียงๆบอกพนักงานไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องมานั่งเลือกตะขิดตะขวงใจ

 

 

 

2. ถามสาวที่พาไปกินข้าวว่า “คุณมีของอะไรที่ไม่ชอบไหม?” : ชวนคุยเลยว่ามีของที่ชอบหรือไม่ชอบยังไงบ้าง คนเราอย่างน้อยต้องมีซักอย่างล่ะน่า... พอผู้หญิงบอกของที่ไม่ชอบและอธิบายงุงิน้ำไหลไฟดับออกมาให้เราฟังแล้ว จะทำให้เราสารภาพถึงของที่ไม่ชอบของเราได้ง่ายขึ้น

 

 

 

3. เหลือมันหลายๆอย่าง : ไม่ใช่ว่าเหลือแต่ของที่เราไม่ชอบ ทำเนียนไปว่าผมอิ่มน่ะครับ กินต่อไม่ไหวแล้ว

 

 

 

4. ทำหน้าด้านตักอาหารจานเราส่วนนึงให้กับสาว พร้อมบอกว่า “อันนี้อร่อยนะ ลองกินดูสิครับ” : เหมือนเราสั่งของอร่อยมาแล้วอยากแบ่งปันให้กับเธอ ดูเป็นผู้ชายน่ารัก อบอุ่น... แต่จริงๆแล้วรีบตักแครอทออกไปให้หมด -_-;

 

 

 

5. อ้างว่ากินแล้วจะดีต่อสุขภาพ : ทำเป็นหวังดี เช่นบอกว่า "คุณรู้ไหมว่ากินแครอทแล้วจะทำให้นมโตนะครับ" (มั่ว) แต่ระวังจะโดนตบ อีตาบร้า มาหาว่าชั้นนมเล็ก...

 

 

 

6. อดทนกินไปแล้วไปสารภาพทีหลัง : ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ทนๆกินไปเลยแล้วไปบอกผู้หญิงทีหลังว่าจริงๆแล้วผมเกลียดแครอทนะ แต่เพราะมากับคุณไม่อยากถูกมองไม่ดีเลยพยายามกินหมดเลย ผู้หญิงจะเป็นปลื้มกับอะไรแบบนี้ คิดเพ้อเจ้อไปเองว่าผู้ชายคนนี้ยอมทำสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อเรา... (กะอีแค่กินแครอท)

 

 

 

7. ทำเป็นตลกบริโภค บอกผู้หญิงไปว่า “หมอสั่งผมไม่ให้กินแครอทน่ะครับ” : ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบผู้ชายตลก... เชื่อสิ 

 

 

 

8. บอกถึงอดีตอันน่าีระทมที่เคยมีต่อแครอท : เช่นแครอทที่เคยปลูกไว้หลังบ้านถูกคนแคระมาถอนไปกิน หรือเห็นแครอทแล้วทำให้นึกถึงโต๊ะจีนงานกงเต๊กของอาม่า

 

 

 

9. เล่นเกมทายของไม่ชอบกันไปเลย : บอกผู้หญิงไปว่าในอาหารจานนี้มีของที่ผมไม่ชอบอยู่หนึ่งอย่าง พอผมกินหมดแล้วคุณลองทายดูนะ... โอ้ว... ช่างเป็นเดทที่สนุกสนาน วิญญาณนักตอบคำถามจะเข้าสิงผู้หญิงที่มากับคุณ

 

 

 

10. ขอให้เค้ากินให้อย่างหน้าด้านๆซะเลย : ไม่ต้องยุ่งยากมากความ ถามเค้าไปว่า “คุณเกลียดแครอทไหมครับ?” ถ้าเค้าไม่เกลียดก็ขอให้เค้ากินให้ซะเลย ทำตัวน่ารักๆหน่อย ผู้หญิงเค้าไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว ยิ่งถ้าปกติเราเป็นคนจริงๆจังดูเครียดๆ การทำตัวมีจุดอ่อนบ้างจะทำให้ดูน่ารักขึ้นมาในสายตาผู้หญิง จริงๆนะ ^_^;

 

 

************

 

 

 

อ้างอิงจากสุโกเรน m(_ _)m

 

 

 

ป.ล. วันนี้อัพสองเอ็นทรี่ (เพราะพิมพ์ไว้หมดแล้ว แปะอย่างเดียว) เอ็นทรี่ก่อนหน้านี้เป็นของอาคิ ยาวมากและอาจจะน่าเบื่อ ใครสนใจเรื่องพัฒนาการเด็ก (หรือสนใจไอ้อาคิ) ก็ไปอ่านดูนะคะ m(_ _)m

 

 

 

 

 

 

 

 

จบสิ้นกันไปกับ 事業仕分け หรือการสังคายนางบประมาณครั้งใหญ่ของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่เรียกแต่ละกระทรวง,กรม,กองที่ขออนุมัติงบประมาณปีหน้ากันมาชี้แจงกันตัวต่อตัว แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการเงินทั้งภาครัฐและเอกชนมาช่วยกันพิจารณาความจำเป็นในการใช้งบที่ว่า จัดกันยาวกว่างานศพไทยเป็นเวลาเก้าวัน ทั้งยังเปิดถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ทให้ประชาชนรู้กันไปเลยว่าแต่ละที่ละที่ของบเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง มีคนสนใจดูเฉลี่ยถึงวันละ 3 แสน 6 หมื่นกว่าคนกันเลยทีเดียว

 

 

 

เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่มีการฉะกันซึ่งๆเช่นนี้ แม้ว่าอาเจ๊ที่รับผิดชอบจะหน้าตากวนตรีน ชอบพูดอะไรจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำอยู่เสมอก็ตาม แต่ก็สะใจประชากรชาวญี่ปุ่นกันไปหลายคน (มันก็เป็นงานเค้าอ่ะนะ เข้าใจว่าคนที่จะมาทำตรงนี้ต้องแข็งๆ จะมาอ่อนปวกเปียกไม่ได้ เอาคนอย่างเดี๊ยนไปก็ตายสิคะ ผัวยังคุมไม่ค่อยได้เลย มันขออะไรส่วนใหญ่ก็ให้โลด 55555)  แต่ละกระทรวงถูกตัดงบกันสนุกสนานเลยทีัเดียว ถึงจะไม่ได้ตามเป้าที่คิดจะตัดก็เถอะ

 

 

 

ญี่ปุ่นตอนนี้มีแต่หนี้ๆๆๆ จะเป็นประเทศที่เป็นหนี้(ประชาชน)เยอะที่สุดในโลกอยู่แล้วมั้งน่ะ

 

 

 

ว่ากันตามประสาแม่บ้าน... ปกติได้เงินผัวมาก็ต้องพยายามบริหารรายจ่ายให้อยู่ตามงบที่ผัวให้ใช่ไหม? แต่การบริหารประเทศที่ผ่านมามันไม่ใช่อย่างนั้น เหมือนกับว่าให้ลูกๆบอกกันเข้ามาว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ เดี๋ยวพ่อแม่ไปหามาให้นะจ๊ะ ไม่มีเดี๋ยวไปยืมเพื่อนให้จ๊ะ

 

 

 

...แล้วครอบครัวมันจะไม่ล่มจมได้ยังไงวะคะ ภาษีเท่าไหร่ก็ไม่พอ กู้หนี้ยืมสินเท่าไหร่ก็ไม่พอ นอกจากจะเฉ่งไอ้ลูกแต่ละตัวมันก่อนว่าเมิงจะเอาไปใช้อะไรกันแน่? จำเป็นจริงหรือเปล่า? ช่วงนี้ครอบครัวเรากำลังลำบากต้องประหยัดๆกันหน่อยนะ งบตรงนี้ยังไม่จำเป็น เอาไปให้น้องก่อนแล้วกัน ของน้องจำเป็นกว่า...อะไรอย่างนี้

 

 

 

นี่เป็นจุดประสงค์ของการสังคายนาต่อหน้ากันครั้งนี้แหล่ะ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพรรคจิมินโตไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ส่วนใหญ่จะจ่ายๆให้ตามที่ลูกๆขอ ไม่ค่อยหน้าเลือดอย่างที่เห็น

 

 

 

แต่คือ... ก็เข้าใจอารมณ์ในส่วนของลูกๆเหมือนกัน เพราะบางอย่างมันก็ต้องมีการใช้ทำอะไรไร้สาระบ้าง หรือถ้าสิ่งที่เราทำถูกบอกว่าไร้สาระนี่ก็เซ็งเป็ด... (เช่นขอเงินไปซื้อการ์ตูน 555) คือมันอาจจะไม่ไร้สาระสำหรับเรา แต่มันไร้สาระสำหรับพ่อแม่ไง... (ทีนี้ไอ้เงินนี้มันเป็นภาษีประชาชนด้วยน่ะสิ)

 

 

 

บางอย่างเป็นงบที่สูงมากเพราะทำเพื่อบริการประชาชนฟรี (ซึ่งเป็นเงินหลายร้อยล้านต่อปี) สำหรับประชาชน การได้เล่นอะไรฟรีๆมันก็ดี แล้วก็เป็นประโยชน์ เป็นประสบการณ์อ่ะเนอะ แต่ต้องมาดูกันว่ามันจำเป็นแค่ไหน บางอย่างผู้เชี่ยวชาญก็เสนอว่าควรจะเก็บเงินเล็กน้อยไม่ใช่้ฟรีทั้งหมด แต่อย่างว่า บางอย่างถ้าเสียเงิน คนมันก็ไม่รู้จะไปลองเล่นทำไมกัน -_-;

 

 

 

วันก่อนที่กระทรวงต่างประเทศโดนเรื่องที่พักท่านทูตอันสุดเว่อร์อลังการในแต่ละประเทศนี่ก็หน้าซีดกันไปเป็นแถบ ท่านผู้พิจารณาให้ไล่ลิสต์มาเลยว่ามีที่พักท่านทูตกี่ประเทศที่มีสระว่ายน้ำ มีสนามเทนนิส พนักงานทูตได้อะไรมากมายยังไงบ้าง แบบว่าประชาชนได้ยินแล้วลมจะจับกันไปเลยทีเดียว ไม่รู้มาก่อนว่าได้กันเยอะขนาดนั้น โอ่ว... กรุจะไปหาผัวเป็นทูตได้ที่ไหน?? ได้ข่าวว่าไม่ทันแล้ว....  

 

 

 

คนที่คัดค้านการตัดงบครั้งนี้ก็มีเยอะ อย่างพวกนักรางวัลโนเบลหลายคนก็ออกมาต่อต้าน บอกว่าทำแบบนี้มันก็ยากที่ญี่ปุ่นจะเป็นที่หนึ่งในด้านต่างๆเพราะไม่มีงบ อีเจ๊ดันเจือกบอกว่าทำไมญี่ปุ่นต้องเป็นที่หนึ่งหมด? เป็นที่สองไม่ได้เหรอ (อ่าว เจ๊... ถ้าเป็นที่สองก็เป็นที่โหล่ไปดีกว่า ไม่ 中途半端 555) ก็เข้าใจได้ทั้งสองฝ่ายนะ... -_-; ที่ผ่านมาญี่ปุ่นพัฒนาอะไรได้หลายอย่างก็เพราะทุ่มทุน เงินถึง จะทำอะไรมันก็ฉลุย คิดพัฒนาอะไรกันมาได้เรื่อยๆ ดังนั้นที่ลุงๆรางวัลโนเบลพูดนี่ก็เข้าใจ... แต่ฝ่ายเจ๊ถึงจะกวนตรีนไปหน่อยก็เข้าใจ ว่าถ้าไปยึดถือกับอะไรที่หนึ่งๆตลอดเงินมันก็ไม่พอ ทรัพยากรมันก็กระจายไปไม่ถึงส่วนที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ

 

 

 

พูดอีกทีก็คือตอนนี้พ่อแม่กำลังจนน่ะฮ่ะ จะให้ทำยังไงล่ะฮ่วย...

 

 

 

อ้อ... เห็นเค้าโดนปรับ โดนลด โดนล้มเลิกกันขนาดนี้พวกเรามีหรือจะรอด งบเกี่ยวกับชาวต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวก็โดนลดกันไปเพียบเหมือนกันค่ะ 5555 ทุนเทินอาจจะหมดไปในไม่ช้า ใครจะชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่นควรจะรีบหน่อย มันอาจจะหายไปในไม่กี่ปีนี้ก็ได้

 

 

 

คือเค้าก็ไม่ได้ฟังหรือตัดสินงบตามที่ผู้เชี่ยวชาญว่ามาทั้งหมดหรอก แล้วก็อย่างที่บอกว่าเอาเข้าจริงๆตัดงบได้ประมาณครึ่งเดียวของเป้าที่ตั้งไว้ บางอย่างขนาดผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นกันว่าอีงบนี้ไม่จำเป็นควรจะตัดทิ้ง แต่สุดท้ายรัฐบาลตัดสินใจอนุมัติก็มี โดนส่วนตัวคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะให้ประชาชนรู้ว่าแต่ละกระทรวง,กรม,กองของบไปทำอะไรกันบ้าง และช่วยกันตัดสินว่าอะไรจำเป็นไม่จำเป็น มีการเอาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินภายนอก (เอกชน) เข้าไปช่วยพิจารณางบ และยังให้คำแนะนำปรับเปลี่ยนให้ทำอย่างนู้นอย่างนี้ด้วย บางอย่างดูเหมือนจะฟรีช่างดีจริง แต่จริงๆที่มันบริการเราฟรีเพราะเอาเงินภาษีเรามาจ่ายต่างหาก แล้วเราผู้ซึ่งเป็นคนจ่ายต้องช่วยกันคิดซิว่า รู้อย่างงี้แล้วยังอยากได้ไหม?? @_@; หรือไม่มีก็ไม่เป็นไร ช่วยเอาไปทำอย่างอื่นที...

 

 

 

 

นี่สงสัยครอบครัวเราก็ต้องทำการสังคายนากันบ้างแล้วมั้ง... ^_^;

 

 

 

 

ป.ล. ช่วงนี้เวลาบีบรัดมาก เหมือนจะมีเวลาทำคอมฯได้แค่ช่วงตี 5 ถึง 7 โมงเช้า (ต้องเลือกเอาว่าจะแก้นิยาย แต่งนิยายต่อ ทำ photoshop วาดรูป หรืออัพบล็อค -_-;) หลัง 7 โมงคุณฮายาชิตื่นก็ต้องทำกับข้าว โอเบงโต จัดการกับลูกๆ ซักผ้าตากผ้า ทำข้าวเช้ากินกับแม่ เก็บกวาดล้างจาน พาอาคิออกไปวิ่งเล่นข้างนอกและซื้อของ กลับมาทำข้าวกลางวันให้แม่กับตัวเอง ล้างจานอีก กว่าจะมีเวลาอีกทีก็บ่ายสองหรือบ่ายสาม ออกกำลังกายนิดหน่อย (กลับมาคบหากับพี่บิลลี่เหมือนเดิม ^_^;) แต่ถ้าอาคิไม่นอนกลางวันก็อาจจะต้องเล่นด้วยจนถึง 4 โมงก็เตรียมทำข้าวเย็น คุณฮายาชิกลับประมาณ 6 โมงครึ่งถึงหนึ่งทุ่ม กินข้าวเย็นเสร็จบางทีก็ออกไปซื้อกับข้าวด้วยกัน กลับมาล้างจานชาม เอาลูกอาบน้ำ สามทุ่ม ถึงเวลาเอาคุเรฮะนอนพอดี... -_-;

 

 

 

 

หมดหนึ่งวันไปอย่างไม่รู้ตัว...

 

 

 

 

 

 

 

How do I survive วะ....

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากโครงการทิ้งลูกไว้กับผัวสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเมื่อวันก่อน... ก็เลยได้ใจ เมื่อวานเลยพาแม่เข้าเกียวโตไปอีกรอบนึง แต่เนื่องจากไม่มีเวลามาก ก็เลยไปแค่คิโยมิสึ (วัดน้ำใส) กับโคไดจิ ขนาดไปแค่นี้แม่ยังแอบช็อปของมาได้อีก พนักงานร้านขายของพูดภาษาไทยได้นิดหน่อย @_@; อย่างว่า... ทัวร์ไทยที่มาเกียวโตทุกทัวร์ก็ต้องมาวัดนี้นี่เนอะ ^_^;

 

เวลาเข้าไปตามแหล่งท่องเที่ยวในเกียวโตจะชอบเล่นเกมหาคนไทยมาก... (555 ใครจะเอาเกมนี้ไปเล่นก็ไม่ว่ากัน) คือบางทีจะสามารถเดาได้จากการแต่งตัวหรือพฤติกรรมต่างๆว่าเป็นคนไทย ซึ่งถ้ามีทัวร์จีนมาพร้อมกันด้วยนี่ความยากของเกมนี้จะอัพขึ้นมาทันที ^_^; อย่างเมื่อวานเห็นคุณป้าคนนึงสวดมนตร์นานมาก (ปกติคนญี่ปุ่นมาวัด อย่างมากก็โยนเหรียญ ตบมือ ไหว้ขอพรนิดหน่อย แต่คิดว่าคุณป้ายืนท่องนะโมสามจบต่อด้วยบทสวดยาวๆ เลยยืนนาน) ปรากฏว่าเป็นคนไทยจริงๆ... ถือว่าได้ไปหนึ่งแต้ม ^_^;

 

จริงๆแล้วมันเป็นเกมเหงาๆของคนจากบ้านมานานเท่านั้นแหล่ะ -_-;

 

เคยไหมเวลาไปเที่ยวคนเดียวแล้วถ่ายรูปออกมาไม่มีตัวตนของตัวเองอยู่เลยในรูปซักใบเนี่ย -_-; เราน่ะเป็นประจำเลย บางทีก็ขอซะหน่อย เดินไปขอให้ลุงป้าแถวนั้นที่มาเที่ยวถ่ายให้หน่อย แล้วไม่รู้เป็นอะไร มักจะเลือกได้ลุงป้าที่มีฝีมือถ่ายรูปได้กะหลั่วมาก T^T อีลุงบางคนมันถ่ายให้แบบขอไปทีสุดๆ หัวกรุขาดไปครึ่งนึงยังถ่ายออกมาได้ บางคนถือกล้องมาซะตัวใหญ่เหมือนจะโปร (หลังจากหัวขาดไปครึ่งนึงเลยพยายามเลือกคนที่ถือกล้องดีๆมาหน่อย ไอ้คนเมื่อกี้เค้าอาจจะถ่ายรูปไม่เป็น แต่มีน้ำใจ) ถ่ายซะไกลเห็นเดี๊ยนตัวเล็กเท่าเม็ดถั่วแดง แหม.. ถ้ากรุจะเอาวิวกว้างๆอย่างนั้นกรุก็ถ่ายเองได้ แค่อยากให้เห็นหน้าตากรุชัดๆหน่อยถึงได้มาเบียดเบียนลุงนี่แหล่ะ T^T

 

ทีนี้คราวนี้มากันสองคนกับแม่... ไม่มีปัญหาเรื่องไร้ตัวตนอีก อย่างมากก็ผลัดกันถ่ายบ้าง (ส่วนใหญ่ถ่ายแต่แม่ในอัตราส่วนรูปแม่ 100 ต่อรูปเราสองใบ...) ทีนี้ก็จะมีประชากรชาวญี่ปุ่นที่มีน้ำใจเห็นเราสองแม่ลูกยืนถ่ายรูปกันน่ารักกุ๊กกิ๊ก ก็เลยมาเสนอตัวถ่ายรูปให้ เป็นที่น่าซาบซึ้งใจยิ่งนักที่เราจะได้มีรูปคู่...

 

ทว่า... คางกรุหาย...

 

หรือมันเป็นอะไรที่ต้องบอกกันก่อน... พี่ช่วยถ่ายให้ติดคางหนูด้วยนะคะ... อะไรอย่างนี้?...

 

แหม... จริงๆเค้าก็อุตส่าห์มีน้ำใจ ถ่ายติดส่วนอะไรของเรามาซักส่วนก็พอแล้วเนอะ...  

 

ก็เลยคัดรูปดีๆมาให้ดู... เนื่องจากได้รับบทเรียนจากคราวก่อนที่อัพรูปกับ Photobucket แล้วทำลิ้งค์มา (อันเป็นวิธีที่ทำประจำ) ปรากฏว่าคราวก่อน Photobucket เกิดบอกว่าแบนวิธเราเต็มแล้วเฉยเลย คนที่เข้ามาหลังๆเลยไม่ได้ดูกัน -_-; แต่ผ่านไปสองสามวันมันก็ดูได้อีก ตกลงแบนวิธกรุเต็มจริงหรือ Photobucket มันมีปัญหาของมันเอง? มีปัญหากับตัวเองแล้วมาโกหกหน้าด้านๆเหมือนเป็นความผิดเรา... (ปกติ Photobucket นี่ วันดีคืนดีชอบมาขู่ให้เราจ่ายเงินอัพเกรดมันอยู่แล้ว เมิงเป็นยากุซ่าเรอะ??)

 

มนุษย์เราต้องรู้จักเรียนรู้ (学習しました!) คราวนี้เลยเปลี่ยนมาอัพเป็น youtube ค่ะท่าน เหอ เหอ ไฮโซซะไม่มี... ปรากฏ หมดเวลาไปครึ่งค่อนวัน ไม่ต้องทำอะไรกินกัน -_-;

 

ยังไงก็ช่วยดูๆกันหน่อยแล้วกัน...

 

 

 

 

ยัง ยัง... แค่นี้ยังไม่สาแก่ใจ ทำไปแล้วเกิดพบว่าเป็นไฟล์วีดีโอคลิปแล้วภาพไม่ชัดเหมือนที่ถ่ายเลย (เสียเวลาไปครึ่งวันเพิ่งรู้ตัว) เลยอัพเป็นไฟล์รูปขึ้นไปไว้ที่โฮมเพจอีกด้วย (ตกลงทำเป็นไฟล์วีดีโอทำไม??? @_@;) ไหนๆก็ไหนๆ เลยใส่รูปเด็กๆไป ใครอยากดูรูปของอาคิมาสะกับคุเรฮะก็ไปดูที่โฮมเพจแทนนะคะ ^_^;

 

http://hayashikisara.warabimochi.net

 

ไปละ แค่นี้ก็หมดไปค่อนวันแล้ว -_-;

 

****************************

น้องทุเรียนกวน : อ่านคอมเม้นต์แล้วซาบซึ้งมากมายค่ะ T-T คือถ้าคนส่วนใหญ่อ่านแล้วเข้าใจว่าต้องการสื่ออะไรก็ไม่เป็นไรน่ะค่ะ (เพราะก็รู้สึกไม่ดีที่เรื่องที่เราเขียนทำให้คนรู้สึกแบบนั้น หรือว่าอ่านแล้วรู้สึกแบบนั้นจริงๆ -_-;) แต่ก็ไม่ทำอะไรค่ะ ปล่อยไปอย่างนี้ เหอะ เหอะ ^_^;

 

น้องการันต์ : พี่ก็คิดว่างั้นแหล่ะ... เขียนมาตั้งเป็นชาติแล้ว -_-;

 

คนเราถ้ามีอคติ อ่านอะไรก็มีแต่อคติ (มีการตามไปอ่านหัวข้ออื่นๆที่เขียนแล้วก็คอมเม้นต์อะไรเดิมๆ) จริงๆแล้วถ้าชอบอะไรไทยๆ อยากอ่านอะไรไทยๆก็ไม่รู้จะมาอ่านบล็อคของคนอยู่ญี่ปุ่นทำไมเง้อ... @_@; ก็อ่านไปเหอะ แต่ไม่เจอหรอกอะไรที่อยากได้น่ะ

 

 

問題児2~3人ぐらい対応できますよ w