BabyCare

ถอดผ้าอ้อมเมื่อไหร่ดี? ^_^

posted on 16 Jul 2009 15:02 by hayashikisara  in BabyCare

อาทิตย์นี้หยุดสามวัน ก็เลยจะกลับบ้านพ่อแม่สามีที่จังหวัดชิกะอีกแล้วค่ะ (ทั้งที่เดือนหน้าจะไปอยู่ยาวรอคลอดอยู่แล้ว -_-;) ตอนนี้ตั้งครรภ์ 30 weeks น้ำหนักขึ้นมา 10 กิโล โดนหมอเตือนและสั่งควบคุมแคลลอรี่ด่วน -_-; (อีกแล้ว) คลอดที่ญี่ปุ่นนี่เครียดก็เรื่องควบคุมน้ำหนักนี่แหล่ะฮ่วย... กรุเป็นนักมวยเหรอวะคะ... (แต่ตอนอาคิขึ้น 15 กิโลก็ยังคลอดมาได้ ไม่ถึงกับทรมานเท่าไหร่...)

 

  

ตอนนี้อาคิมาสะอายุ 2 ขวบ 3 เดือน... นอกจากเรื่องพูดและพัฒนาการบลาๆแล้ว คนเริ่มถามกันมากมายถึงเรื่องถอดผ้าอ้อม ยังไม่ถอดผ้าอ้อมอีกเหรอ? ยังทำไม่ได้อีกเหรอ? ลูกชั้นทำได้แล้วนะ ทำได้นานแล้วด้วย บลาๆๆๆ

 

  

เรื่องถอดผ้าอ้อมนี่ไม่รีบเท่าไหร่... (จะว่าไป อีนี่แม่_ไม่รีบอะไรซักอย่าง) หลายคนดูรีบมากอย่างกับว่าลูกใครถอดผ้าอ้อมได้ก่อนแปลว่าเก่ง ฉลาด หลักแหลม ไฮโซ โอกาสเอ็นฯติดจุฬามันจะมากขึ้น... ก็เลยลองเอาบทความที่แปลอ้างอิงจากนิตยสารและบทความของญี่ปุ่นมาให้อ่าน เพื่อปลอบใจพ่อแม่ที่ยังถอดผ้าอ้อมลูกไม่สำเร็จแล้วกังวลจนท้องผูกเองบ้างค่ะ -_-;

 

  

การที่เด็กจะขับถ่ายเข้าห้องน้ำเองได้นั้น เป็นปัญหาของเด็ก ไม่ใช่ปัญหาของพ่อแม่ เมื่อเด็กเจริญเติบโตถึงวัยพอที่จะเข้าใจรู้เรื่องอะไรแล้ว ก็จะรู้สึกอยากทำอะไรเอง อยากเลียนแบบพ่อแม่ อยากเข้าห้องน้ำเหมือนพ่อแม่เอง ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่จะคอนโทรลระบบขับถ่ายเองได้ก็ขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางสมองด้วย ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน (ไม่เกี่ยวกับ IQ) หน้าที่ของพ่อแม่คือควรจะสังเกตลูกให้ดี และให้เริ่มตอนที่พัฒนาการของลูกพร้อม เพื่อลดปัญหาความเครียดทั้งของตัวพ่อแม่และเด็ก (คือถ้าเด็กยังทำไม่ได้แล้วไปบังคับให้ทำได้ บางทีเด็กจะเสียความมั่นใจในตัวเองไปเลย)

 

  

จากแบบสอบถามพ่อแม่เด็กจำนวน 2185 คน แม่ๆจำนวน 70% อยากให้ลูกถอดผ้าอ้อมได้เร็วๆกันทั้งนั้น เนื่องมาจากราคาผ้าอ้อมสุดแพง (คำนวณแล้วเฉลี่ยตกแผ่นละประมาณ 30 เยน) และความสะดวกเวลาไปไหนต่อไหน ทว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว เด็กที่ถอดผ้าอ้อมได้สำเร็จเป็นจำนวนมากที่สุดคือเด็กอายุ 36-40 เดือน (3 ขวบไปแล้ว) เป็นจำนวน 36.3% และเด็กอายุ 31-35 เดือนทำสำเร็จได้รองลงมาคือ 28%

 

  

ที่สำคัญคือ เด็กที่ถอดผ้าอ้อมสำเร็จในช่วงอายุ 41-45 เดือนก็มีถึง 14.3% และเด็กที่จะถอดผ้าอ้อมได้สำเร็จตอนช่วง 26-30 เดือน (2 ขวบกว่า) มีเพียงแค่ 10.1% เท่านั้นเอง

 

  

ความลำบากของแม่ๆในการฝึกถอดผ้าอ้อมลูกในญี่ปุ่นก็มีหลายอย่าง ไหนจะเรื่องของฤดูกาลที่ไม่เหมาะสม (ไม่มีใครอยากฝึกถอดผ้าอ้อมลูกตอนฤดูหนาว ได้เป็นหวัดกันตาย เลอะเทอะทีซักผ้ากันสามสี่ตัวต่อครั้ง) บางบ้านก็ปูพรมเพริมอีกต่างหาก แม่บ้านก็ใช่จะ่ว่าง เลี้ยงลูกคนเดียวต้องทำทุกอย่างคนเดียวยังต้องมาคอยซักผ้าเยอะแยะมากมาย แถมต้องเดินหรือขี่จักรยานออกไปซื้อกับข้าวทุกวัน หากลูกเราไปเรี่ยราดข้างนอกล่ะโคตรจะเสียจริตจิตประสาทเลย... -_-; 

 

  

การจะเริ่มฝึกเด็กให้ถอดผ้าอ้อมนั้น ไม่้ใช่เรื่องที่จะเริ่มตามความสะดวกของพ่อแม่ แต่ควรเริ่มเมื่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของเด็กพร้อมแล้ว จึงต้องเริ่มจากการสังเกตลูกของเราให้ดีก่อน สัญญาณต่างๆที่น่าจะให้เราเริ่มฝึกลูกได้ก็เช่น

 

 

1. เด็กเริ่มฉี่ห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไป

 

2. พูดจาสื่อสารพอได้ในระดับหนึ่ง

 

3. กินข้าวเองได้

 

4. มีความรู้สึกอยากเลียนแบบพ่อแม่หรือคนอื่นๆ

   

เมื่อดูแล้วคิดว่าน่าจะเริ่มได้แล้ว...ก็ให้เริ่มอย่างเป็นขั้นตอนด้วยการ...

 

1. เริ่มฝึกด้วยการใช้้ผ้าอ้อมสำหรับ training หรือเปลี่ยนมาใส่กางเกงในธรรมดาดู (เตรียมไว้เยอะๆ และเตรียมใจว่าจะต้องซักผ้าเยอะด้วย) สื่อให้เด็กรู้ว่าเวลาฉี่ราดมันเปียกนะ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนตัวใหม่ให้ และบอกว่าเปลี่ยนใหม่แล้ว สะอาด แห้ง สบา่ยด้วย ให้เด็กรู้สึกถึงความแตกต่างและเข้าใจว่าเปียก แห้งเป็นยังไง

  

2. สอนให้เด็กรู้จัก “ฉี่” กับ “อึ” เวลาเด็กฉี่หรืออึมาก็ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาเปลี่ยนให้เฉยๆ ให้พูดว่า “ฉี่มาเหรอครับ?” “อึ๊ๆมาใช่ไหม?” อะไรทำนองนี้เสมอๆ เด็กจะค่อยจำได้เอง

  

3. ให้เด็กมีความรู้สึกอยากเลียนแบบไม่ใช่บังคับให้นั่งกระโถนไปงั้น เช่นถ้าเราจะไปเข้าห้องน้ำก็บอกซะหน่อยว่ามาม้าจะไปฉี่นะ เด็กจะค่อยๆเข้าใจเองว่าเวลาจะไปฉี่ต้องไปที่ห้องน้ำ ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นรายการเด็กจะมีสอนเข้าห้องน้ำ (หรือมีพวกวีดีโอ, หนังสือสอนเข้าห้องน้ำขาย) เด็กดูแล้วจะอยากเลียนแบบ โดยเฉพาะเวลาเห็นเด็กในวัยเดียวกันทำ

  

4. ชวนให้นั่งกระโถนบ่อยๆ (ไม่ต้องบังคับ) ลองนึกถึงปกติมนุษย์มักจะปวดฉี่หรือไปฉี่กันตอนไหน? เช่นตื่นนอนก็ชวนนั่งกระโถนก่อน หรือเวลาจะออกจากบ้าน หลังทานข้าวเสร็จสักพักก็ลองชวนนั่งกระโถนดู เวลาลูกบังเอิญทำได้อย่าลืมชมให้เว่อร์ราวกับสอบฟิสิกส์ได้เหรียญทองโอลิมปิค เด็กชอบถูกพ่อแม่ชมอยู่แล้ว ใครๆก็อยากทำได้อีก

  

5. ทำห้องน้ำให้เป็นห้องน่าเข้าสำหรับเด็ก เช่นหารูปภาพน่ารักๆมาแปะหรือรูปคาแรคเตอร์ที่เด็กชอบมาแปะ เวลาชวนจะได้ง่ายๆหน่อยเช่นชวนไปหาอันปังแมน ไปหาพี่มิคกี้กัน หรือทำอะไรเป็นรางวัลให้ลูกเวลาทำสำเีร็จ เช่นเอาสติกเกอร์มาแปะให้ หรือทำเหรียญทองให้ลูกสะสม เด็กจะรู้สึกดีใจเวลาตัวเองทำอะไรสำเร็จ มีความมั่นใจมากขึ้น

  

6. ระหว่างฝึกก็อย่าลืมเตรียมสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม... จะได้ไม่อารมณ์เสียเวลาลูกขับถ่ายเรี่ยราด เปียกก็เปียกไป เลอะก็เลอะไป ไม่ใช่ให้ลูกใส่ชุดกระโปรงสุดแพงแล้วก็กรีดร้องเสียดาย...

  

7. อย่่าลืมว่ากลางวันกับกลางคืนเป็นคนละเรื่องกัน แม้ว่าเด็กจะควบคุมการขับถ่ายในตอนกลางวันได้แล้ว แต่การฉี่รดที่นอนนั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย (ตอนหลับเด็กจะคอนโทรลไม่ได้) พึงสังวรณ์ว่าเด็กจะฉี่รดที่นอนไปจนถึงประถมนั่นแหล่ะ

  

ถ้าเริ่มแล้วไม่สำเร็จ ดูแล้วยังไม่ได้ก็อย่าไปทู่ซี้ ถอยทัพไปใส่ผ้าอ้อมไปก่อนจะดีกว่า อย่าไปดุ อย่าไปเสียอารมณ์ หงุดหงิดรำคาญ เด็กจะหมดความมั่นใจในตัวเอง บางทีจับกระแสความหงุดหงิดของพ่อแม่ได้จะรู้สึกเสียใจด้วย

 

  

หนึ่งในความเป็นจริงก็คือเด็กสมัยนี้ถอดผ้าอ้อมได้ช้ากว่าสมัยก่อนเฉลี่ยถึง 9 เดือนเลยทีเดียว ดังนั้นไม่แปลกที่แม่ๆจะโดนคนสมัยก่อน (เช่นแม่ปั๋ว) กระแนะกระแหนต่อว่าหาว่าถอดผ้าอ้อมลูกได้ช้า เนื่องจากสมัยก่อนใช้ผ้าอ้อมที่เป็นผ้า พ่อแม่ก็ลำบากและเหน็ดเหนื่อยกับการซักผ้ามาก จึงพยายามเต็มที่ที่จะให้ลูกนั่งกระโถนเองได้เร็วๆ ในขณะเดียวกันที่บ้านก็มีคนช่วยประมาณนึง (อยู่เป็นครอบครัวใหญ่กว่าสมัยนี้) ไม่ได้เลี้ยงลูกคนเดียวทั้งวี่ทั้งวันอย่างนี้ และในปัจจุบันนี้ความคิดและแนวทางการเลี้ยงลูกก็เปลี่ยนไป เน้นเอาเด็กเป็นสำคัญมากกว่าความสะดวกของพ่อแม่ เน้นรอให้เด็กมีพัฒนาการพร้อมมากกว่าสมัยก่อน ไม่มีใครผิดใครถูก เป็นเรื่องของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป อย่าไปเครียด อย่าไปคิดมากเรื่องคำพูดคนอื่น

 

  

สำหรับเด็กที่ถูกส่งไปเนอสเซอรี่ตั้งแต่เล็กๆหรือมีพี่เลี้ยง ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาในการถอดผ้าอ้อมเท่าไหร่ แต่สำหรับแม่ๆที่ต้องฝึกลูกถอดผ้าอ้อมเองก็อาจจะต้องเผชิญกับปัญหาเครียดๆมากมาย เพราะในระหว่างฝึก เด็กก็จะต้องมีการทำเรี่ยราดกันบ้าง บางคนก็โมโหที่ฝึกเท่าไหร่ลูกก็ทำไม่ได้ พึงสำนึกไว้เสมอว่าการถอดผ้าอ้อมนั้นอย่างไรก็ตามจะช้าจะเร็วซักวันมันก็ต้องถอดได้เอง ไม่มีใครใส่ผ้าอ้อมไปจนถึงอายุ 20 หรอก แต่ก็ไม่ใช่จะบอกว่าให้ปล่อยละเลยไม่ต้องสนใจลูกเลย ให้คอยสังเกตและซัพพอร์ตเมื่อเด็กพร้อม ค่อยๆสอนให้รู้จักศัพท์ที่เกี่ยวกับห้องน้ำกันไปทีละเล็กละน้อย

 

  

สำหรับบางคนที่ถอดผ้าอ้อมสำเร็จไปแล้ว... ไม่ใช่จะโล่งใจได้ซะทีเดียว เพราะจะมีเคสที่ว่าอยู่ๆลูกกลับทำไม่ได้อีก กรณีนี้ให้ลองพิจารณาสาเหตุอื่นๆดูเพราะเด็กอาจมีความเครียดเรื่องอื่นเข้ามาแทรก ทำให้กลับไปทำไม่ได้อีกครั้งเช่น

 

 

1. คุณแม่ท้องน้องอีกคน... (ช็อค...)

 

2. คุณแม่คลอดน้องอีกคน (รู้สึกตกกระป๋อง... เครียด -_-;)

 

3. พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อย

 

4. ถึงพ่อแม่ไม่ทะเลาะกันให้เห็น แต่บรรยากาศภายในบ้านอึมครึุม พ่อแม่เฉยเมยใส่กัน

 

5. ถูกส่งไปเรียนอะไรนู่นนี่วุ่นวายไปหมด

 

6. สภาพแวดล้อมวุ่นวายตลอดเวลา

 

7. โดนดุด่ารุนแรงหรือโดนตีเวลาทำผิดพลาด

 

8. แม่พยายามอดทนโดยไม่ดุด่าหรือตี แต่กลายเป็นหงุดหงิดตลอดเวลา ฯลฯ

 

เด็กนั้นไวและอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมมาก

  

นอกจากนี้ช่วงเวลาการถอดผ้าอ้อมได้ของเด็กๆในแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไป ก็เนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมหลายๆอย่าง เช่นประเทศร้อน จะฝึกเด็กถอดผ้าอ้อมเมื่อไหร่ยังไงก็ได้ แก้ผ้าอยู่บ้านก็ได้ หรือประเทศที่บ้านเป็นไม้ทำความสะอาดง่าย มีพื้นที่ให้เด็กวิ่งเล่น เด็กก็แก้ผ้าอยู่กับบ้านได้อีก แต่ประเทศหนาวหรือประเทศที่มีฤดูกาลต้องคอยดูจังหวะดีๆ ช่วงหน้าหนาวขืนเอาลูกมาฝึกถอดผ้าอ้อมก็อาจเป็นหวัดไม่สบายกันไปอีก... -_-;  นอกจากนี้ช่วงเวลาที่เด็กต้องเข้าโรงเรียนของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน ประเทศที่เด็กต้องรีบเข้าเรียนเร็วพ่อแม่ก็ต้องรีบฝึกให้ลูกเข้าห้องน้ำได้เร็วๆ ถ้าที่ไหนเด็กเข้าเรียน 4-5 ขวบก็ไม่มีเหตุผลจะต้องรีบอะไรมาก ดังนั้นจึงไม่ควรเอามาตรฐานของประเทศอื่นมาวัดลูกของเรา

 

  

บราซิล

 

           ชาวบราซิลนิยมฝึกลูกให้ยืนเองได้เร็วๆ และเริ่มฝึกให้เด็กถอดผ้าอ้อมได้เร็วตั้งแต่ขวบนึงเป็นต้นไป ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะต้องการประหยัดค่าผ้าอ้อมด้วย เนื่องจากมีสวนและมีพื้นที่ให้เด็กวิ่งเล่นและปกติยังปล่อยให้วิ่งเท้าเปล่าได้ จึงไม่ต้องใช้กระโถนฝึกและไม่ต้องห่วงเรื่องเลอะเทอะเท่าไหร่

 

  

อเมริกา

 

           ส่วนใหญ่ใช้ผ้าอ้อมกระดาษกันเหมือนญี่ปุ่น นิยมฝึกเด็กให้ถอดผ้าอ้อมโดยการนั่งกระโถน มีกระโถนมากมายหลายแบบให้เลือกฝึก

 

  

อินโดนีเซีย

 

           ส่วนใหญ่ยังใช้ผ้าอ้อมแบบผ้าอยู่ บ้านที่มีคนอยู่เยอะก็จะช่วยกันซักผ้าอ้อม ช่วยกันเลี้ยงดูเด็ก บ้านที่มีกะตังค์หน่อยก็จะใช้ผ้าอ้อมกระดาษและจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลลูก การฝึกเรื่องต่างๆก็จะเป็นหน้าที่ของพี่เลี้ยง ไม่ใช่พ่อแม่ เนื่องจากอากาศร้อน เด็กสามารถจะใส่กางเกงในตัวเดียวอยู่บ้านได้ ซักผ้าก็แห้งเร็ว มีแนวโน้มจะถอดผ้าอ้อมได้เร็วและง่าย

 

  

จีน

 

           ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละที่ ส่วนใหญ่หน้าร้อนเด็กๆจะไม่ได้ใส่ผ้าอ้อมกัน ส่วนใหญ่มักจะจับให้เด็กนั่งกระโถนบ่อยๆตั้งแต่ขวบนึงขึ้นไป ตามต่างจังหวัดมันจะมีกางเกงแบบเปิดตูดขายด้วย แบบว่าอยากฉี่อยากอึตรงไหนก็ได้เลย สะดวกจริง... @_@;

 

 

 

股割れパンツ

 

 

  

ฝรั่งเศส

 

           ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ผู้หญิงทำงานมาก เนื่องจากแม่ๆต้องทำงานกัน ส่วนใหญ่ก็จะใช้ผ้าอ้อมกระดาษกันเป็นหลัก กระโถนนี่เหมือนจะเป็นของเล่นเด็กอย่างหนึ่งคือซื้อให้แต่เนิ่นๆ เมื่อเด็กเริ่มสนใจก็เริ่มฝึกกันได้เลย แต่ปกติจะเริ่มจริงจังตั้งแต่เด็ก 2 ขวบเป็นต้นไป เด็กส่วนใหญ่ต้องเข้าโรงเรียนตอน 3 ขวบและต้องถอดผ้าอ้อมให้ได้ก่อน จึงต้องพยายามกันพอสมควร

 

  

นอร์เวย์

 

           เริ่มฝึกถอดผ้าอ้อมประมาณ 2 ขวบครึ่ง ไม่ได้ใช้กางเกงในแบบเทรนนิ่ง ส่วนใหญ่จะรอฝึกตอนหน้าร้อน เนื่องจากมีช่วงอากาศหนาวมาก เด็กจะถอดผ้าอ้อมได้ประมาณ 3-6 ขวบแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเรื่องที่เดี๋ยวก็ถอดได้เอง ไม่ต้องรีบร้อนและไม่ต้องซีเรียสกับมันมาก

 

  

สวีเดน

 

           ไม่มีคำว่า Toilet Training และไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องฝึก เรื่องการเข้าห้องน้ำได้เป็นเรื่องพัฒนาการตามธรรมชาติ ก็รอวันเด็กทำได้กันไป จริงๆพอเด็กอายุประมาณ 2 ขวบครึ่งก็ซื้อกระโถนให้ แต่ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก นั่งกันไปแบบชิวๆ...

 

  

แทนซาเนีย

 

           พื้นที่ส่วนใหญ่สามารถฉี่ๆอึๆได้โดยไม่มีใครมาว่า อากาศร้อนและพื้นเป็นทรายเยอะ ไม่มีกลิ่น ไม่อับด้วย จนเด็กรู้เรื่องก็ค่อยๆสอนและจำได้เองว่าไปเข้าห้องน้ำยังไง

 

  

สำหรับอาคิมาสะเอง ก็ยังไม่พร้อมด้วยหลายประการเหมือนกัน เพราะยังดื่มนมวันนึงเป็นลิตร @_@; ฉี่บ่อยยังติดกันอยู่ สนทนาสื่อสารก็ไม่ได้ ไม่รู้จักฉี่ไม่รู้จักอึ (มาม้ายังไม่เรียกเลย) ที่สำคัญ อุนจิก็ยังไม่แข็งอีกต่างหาก -_-; เลยตัดสินใจรอไปก่อน ไม่รีบไม่ร้อน แต่เพราะช่วงนี้เป็นหน้าร้อน เวลาอยู่บ้านบางทีก็เลยให้ใส่้กางเกงในผ้าธรรมดาแทน (เช็ดซักกันสนุก) ถ้าปล่อยไปเล่นที่ระเบียงก็ให้แก้ผ้าล่อนจ้อนกันไปเลย ^_^; แค่ให้รู้สึกเปียกรู้สึกแห้ง รู้ว่าฉี่หรือว่าอึ ไม่ได้รีบร้อนอะไร... ตอนนี้พอฉี่ออกมาก็ร้อง “อ้า...” ทำท่าเสียดาย แค่นี้ก็พอแล้ว...

 

ไปกันช้าๆของเราอย่างนี้ต่อไป ^_^    

 

อ้างอิง

http://www.unicharm.co.jp

http://www.shimajiro.co.jp

Aera With Baby ฉบับเดือนมิถุนายน 2009

 

 

 

ป.ล. ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาทำอะไรเลยเพราะอาคิไม่ค่อยนอนกลางวัน -_-; แต่อาคิก็พูดได้เพิ่มหลายคำมากขึ้น (แม้จะไม่เรียกมาม้าเลยก็ตาม 5555) พรุ่งนี้โอยะโกะเคียวชิทสึเป็นวันที่ต้องไปปรึกษาเดี่ยวอีกแล้ว ส่วนเราตัดสินใจแล้วว่าคงให้อาคิเรียนอนุบาลแค่สองปี แล้วคงไม่ส่งใบสมัครให้เสียตังค์ด้วย ได้ไปอ่านบทความของแม่ๆรุ่นพี่หลายคนที่ส่งลูกเรียนแค่สองปี (หลายคนก็เป็นแม่ที่มีลูกเกิดช่วงท้ายๆแบบเรา บางคนก็ลูกยังไม่พูดเหมือนกันตอนนั้น แต่ตอนนี้ก็ปกติดีและรู้สึกว่าตัดสินใจถูกต้องที่ส่งแค่สองปี) ถึงแม้หลายคนจะบอกว่าให้ไปอยู่รวมกลุ่มกับเด็กวัยเดียวกันแล้วจะดี แต่สุดท้ายก็เอามุมมองของอาคิเป็นที่ตั้งดีกว่า อยากให้พี่น้องได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันด้วย อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกันปีนึง อีกหน่อยถึงไม่อยากไปโรงเรียนก็ต้องไปอยู่ดี ช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับพ่อแม่เต็มที่ก็ตอนเล็กๆอย่างนี้แหล่ะ

 

 

 

 

 

01

 

 

 

 

 

02

 

 

 

นึกอะไรได้บางอย่าง...

 

 

 

03

 

 

 

แอบขำ ^_^

 

 

 

 

 

 

 

        

พาอาคิไปตรวจสุขภาพของเด็กขวบครึ่งมา.. ศูนย์สุขภาพของเมืองอยู่บนเนินสูงชัน (เข็นเบบี้คาร์แทบไม่ไป) เหนื่อยมาก.. -_-; เข็นประจันหน้ากับรถสวนที่ลงเนินกันมาด้วยความเร็วอีกต่างหาก.. ไม่มีฟุตบาท ไม่มีทางเท้า ไม่มีรั้ว ไม่มีเส้น.. เข็นหลบสิบล้อกันไปอย่างนั้น.. มีความปลอดภัยสมกับที่เป็นศูนย์สุขภาพ.. มิน่าโรงพยาบาลเมืองมันถึงอยู่ติดกัน เผื่อใครเจอสิบล้อเสยก่อนมาถึงได้เข้า ICU ไปเลย.. -_-; (ไม่ต้องตรวจมันแล้วสุขภาพ.. ผลออกเห็นๆว่าสุขภาพย่ำแย่)

แต่ก็ปลอดภัยแหล่ะ (แม้จะนึกด่าว่ามันนัดทำไมบ่ายโมงตอนที่เด็กมันกำลังอยากจะนอนกลางวัน) -_-; เด็กๆกระจองอแงกันเต็มไปหมด (ง่วงด้วย) แต่มีผู้เชี่ยวชาญมาคอยเล่น อ่านนิทาน ร้องเพลง สอนเต้นให้เด็กๆกัน.. ทว่าอาคิไร้ความสนใจอย่างสิ้นเชิง.. -_-; เด็กคนอื่นหลายคนร้องไ้ด้เต้นได้หมด เพราะมันเป็นเพลงเด็กเหมือนแบบ..กำมือขึ้นแล้วหมุนๆแบบบ้านเราที่พ่อแม่รู้จักกันอยู่แล้ว แล้วก็คงเปิดให้ลูกฟัง สอนลูกกันมา.. แต่บ้านเราไม่มีอ่ะค่ะเพราะเราไม่ได้ถูกคนญี่ปุ่นเลี้ยงมาหนิ... ท่าเต้นไรไม่รู้จัก -_-;

ที่สำคัญ.. เด็กคนอื่นๆรู้จักอันปังแมนกันหมด.. แต่อาคิเฉยเมยมาก.. (ไร้ความตื่นเต้นสุดๆ) คือ.. ไอ้อ้วนแว่นมันไม่ยอมให้รู้จักกะอันปังแมนเด็ดขาด.. เพราะมันไม่ชอบตั้งแต่เด็ก (trauma?) มันหาว่าฮีโร่อะไรหัวเป็นหนมปังไส้ถั่วแดง.. -_-; (แหม..ก็การ์ตูนเด็กๆ) แล้วคือมันไม่ชอบที่มีฉากปราบอธรรม.. สู้กันมีหมัดมีลูกถีบ.. มันให้ดูแต่ดิสนีย์เพราะมิคกี้คงไม่ลุกขึ้นมาต่อยโดนัล.. (คือ.. มันเป็นคนขวางโลกงี้แหล่ะ ปล่อยมัน..) <-- มันไม่อยากให้ดูการ์ตูนธรรมะปราบอธรรม เพราะมันอยากเลี้ยงลูกให้เป็นอธรรมซะเองน่ะ มันบอกฝ่ายธรรมะเสียเปรียบ -_-; (ดูมัน)

จากนั้นเค้าก็จะเรียกให้เข้าไปในห้องทีละ 4-5 คน.. ประมาณห้องสัมภาษณ์.. -_-; คือจะคุยกันรายตัว ดูจากเอกสารที่เรากรอกมาประกอบด้วยว่าเราเลี้ยงลูกยังไง ให้ลูกนอนกี่โมงตื่นกี่โมง กินข้าวกี่มื้อ ของว่างกี่มื้อ กำหนดเวลาดูโทรทัศน์กี่ชั่วโมง.. ของเราค่อนข้างจะเพอร์เฟ็คได้รับคำชม.. เพราะเลี้ยงตามหนังสือ -_-; ก็ตามมาตรฐานเค้าเปี๊ยบ...

ทีนี้ก็ว่ากันด้วยเรื่องพัฒนาการ.. อาเจ๊ก็จะชวนคุย สอบถามนู่นนี่ ชวนอาคิเล่นไปด้วย.. ส่วนอาคิก็เป็นประเภทจืดชืด.. -_-; ไม่ค่อยสนจะเล่นอะไรเท่าไหร่ ไม่ตอบสนองอะไรอาเจ๊เลย..

เจ๊ : เวลาให้ปากกาน้องอาคิแล้ว แกเขียนอะไรเล่นบ้างไหมคะ?

เรา : ไม่ค่ะ (... ไม่เคยให้ปากกานี่หว่า)

เจ๊ : เวลาไปข้างนอกแกวิ่งไปที่อื่นบ้างหรือเปล่า? เรียกแล้วแกกลับมาไหมคะ?

เรา : ไม่ค่ะ (กู่ไม่กลับอ่ะค่ะ.. เหมือนปล่อยหมาออกจากโซ่)

เจ๊ : แกพูดคำที่มีความหมายเป็นคำๆอะไรได้บ้างไหมคะ?

เรา : ไม่มี... (สื่อกันด้วยจิตค่ะบ้านนี้)

เจ๊ : แกเข้าใจความหมายที่คุณพูดไหม?

เรา : ...... (เราว่าไม่..)

เจ๊ : เรียกแล้วมาหาคุณไหม?

เรา : ไม่เคยนะ.. (แต่หันมองเพราะรู้ว่าเรียกชื่อ จากนั้นก็เชิดใส่)

เจ๊ : แกเล่นต่อบล็อคไม้บ้างไหม?

เรา : ทำลายอย่างเดียว..

เจ๊ : แกเล่นเอาของเข้าๆออกกล่องบ้างไหมคะ?

เรา : ไม่.. (เอาออกอย่างเดียว ไม่เห็นมันเก็บอะไรใส่เลย)

เจ๊ : แกชี้นู่นชี้นี่ให้ดูบ้างไหม?

เรา : ไม่นะ.. (จะว่าไป.. เราก็ไม่เคยชี้มือให้มันดูอะไรเลย.. พูดกับมันเฉยๆ)

เจ๊ : แกเล่นจ๊ะเอ๋ๆได้ไหม?

เรา : .... (เล่น.. แต่ไม่เห็นมันหัวเราะเลย)

เจ๊ : แล้วลูกคุณชอบเล่นอะไรล่ะคะ?

เรา : ...... เล่นน้ำ.. ไล่จับ

เจ๊ : คุณไม่ค่อยได้เล่นกับลูกหรือเปล่าคะ?

เรา : ก็อาจจะไม่ค่อยได้เล่นนะ (เพราะเล่นกับเด็กไ่ม่ค่อยเป็น ไม่สามารถทำเสียงปัญญาอ่อนได้เท่าไหร่ด้วย.. ไม่ชินกับการทำตัวแบบ..ไม่เป็นผู้ใหญ่ -_-;)

เจ๊ : อย่าโทษตัวเอง

เรา : .... (เมิงจะเอาไงกับกรู?)

สรุปว่า.. จากการสัมภาษณ์ยาวนาน.. เจอจับแยกเดี่ยว.. -_-; ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญอีกคนนึงคนเดียวอีกห้องนึงไปเลย.. คนเดียว คิดว่าเค้าเห็นว่าเป็นชาวต่างชาติด้วย คงคิดว่าอีนี่จะเลี้ยงลูกรอดมั้ยเนี่ย.. เค้าก็คุยๆๆต่อแต่จุดประสงค์คือต้องการจะลองเล่นกับอาคิดู.. ทว่าอาคิดันหลับ.. -_-; (ก็เป็นเวลานอนกลางวันของมัน) เค้าเลยตัดสินว่า..

ลูกคุณพัฒนาการช้ากว่าปกติ.. -_-; (ขอบใจนะ)

จะต้องมาใหม่อีกครั้ง (โอ้วววว โน่วววว ม่ายยยยย กรูไม่อยากขึ้นเนินนี้อีกแล้ววว!!)

ออกจากห้องไปยังไม่จบ.. ต้องไปรอตรวจฟันต่อ หมอดูฟันแล้วก็เก็บตัวอย่างในปากเพื่อไปเช็คว่าเป็นคนที่ฟันผุง่ายหรือยากแค่ไหน ต้องมาฟังผลอีกทีวันที่ 13 เดือนหน้า (มาอีก... กรู.. -_-;)

ต่อไปก็ตรวจร่างกาย วัดน้ำหนัก ส่วนสูง แก้ผ้าให้หมอดูว่าไม่ได้โดนผู้ปกครองซ้อม.. ตรวจเสร็จใส่เสื้อผ้่ากลับบ้านได้..

เหนื่อย.. เมล์ไปบอกไอ้อ้วนแว่นว่าเจ้าหน้าที่บอกว่าพัฒนาการช้ากว่าปกติ.. ต้องมาใหม่ ไอ้นี่ก็ประสาท โทรไปหาแม่ตัวเองเพื่อขอคำแนะนำ.. -_-; คุณแม่ปั๋วก็วิจารณ์มาว่าก็เราไม่ยอมให้กินข้าวเอง คือเราต้องปล่อยแบบว่าไม่กินเองก็ไม่ต้องกินข้าว ให้อดไปเลย.. -_-; (เด็ดเดี่ยวว่ะ มันเพิ่งจะขวบครึ่ง) แต่จริงๆปัญหามันไม่ใช่เรื่องพัฒนาการอะไรประเภทนั้นซะหน่อย.. ฮ่วย.. -_-; (แต่เราคิดว่าแม่คุณฮายาชิไม่ได้จะว่าอะไรเราหรอก เพราะนิสัยเธอไม่ใช่อย่างนั้น)

คือที่นี่ขวบครึ่งสองขวบกินกันเองได้แล้วไง บางคนใช้ตะเกียบได้แล้วอีกต่างหาก -_-;

กลับมาจ้องหน้ากับอาคิ...

เอ็ง..

อ่ะ.. ปากกา..

ป๊องๆๆๆ เคาะกะละมัง อ่าง ไห.. -_-;

(ก็่ถ้ามันวาดรูปออกมาเป็นแบบปิกัสโซ่จะตกใจยิ่งกว่า) แต่อืมม์.. เราก็ไม่ได้เครียดนะ มันอาจจะเล่นไม่เหมือนคนอื่น ทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น..แต่ก็ไม่ถึงกับทำอะไรให้เรากังวลว่ามันจะเป็นไรป่าววะเนี่ย.. คือมันไม่อ่านหนังสือนิทานเด็ก.. ไม่ค่อยเล่นของเล่น.. ไม่ชอบฟังเพลงเด็ก.. แต่มันก็ไม่ถึงกับดูไร้พัฒนาการซะทีเดียวหรอก.. บางทีก็มีอะไรที่อธิบายไม่ได้เหมือนกัน

อย่างแบบ.. เพลงที่เราเปิดแค่ครั้งสองครั้งมันกลับจำได้ อย่างเพลง Because I love u มันจะออกเสียงทุกครั้งที่มีคำว่า Love you @_@; (ไม่ได้ออกเสียงเป็นคำว่า Love you หรอกนะ แต่มันก็ทำให้เราเห็นว่ามันจับจังหวะได้ แล้วมันรู้ว่ามีคำว่า Love you อยู่ตรงไหน..) ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงชอบเพลงนี้เหมือนกัน เราเคยเปิดแค่ครั้งเดียวนานมาแล้ว แล้วเมื่อวันก่อนมาเปิดอีกครั้งมันก็หัวเราะแล้วก็ร้องของมันอย่างเงี้ย.. @_@; มันจำได้เว้ยเฮ้ย..

อีกเพลงคือ Habanera เป็นเพลง classic เพลงนึงที่มีท่อนถูกใจมันเหมือนกัน.. พอถึงตรงที่ว่ามันก็จะออกเสียงออกมาอีกแล้วก็หัวเราะชอบใจ.. เฉพาะตรงทำนองเดียวที่มันชอบเท่านั้น..

มันก็ไม่ถึงกับโง่ใช่ป่ะ...

แต่เอาเหอะ.. เราจะทำตัวปัญญาอ่อนให้มากขึ้น.. แล้วก็จะพยายามเล่นกับมันมากขึ้นแล้วกัน.. (ถึงแม้มันก็ไม่เล่นกับเราอยู่ดี.. คืออาคิเป็นประเภทเล่นหรือทำอะไรอยู่คนเดียวแล้วถ้าเราเห็นจะเข้าไปเล่นด้วยจะเลิกทันที) -_-; ไม่เข้าใจมันเหมือนกัน... เราต้องพยายามชี้มือชี้ไม้แล้วบอกมันว่านี่คือ XXX ล่ะมั้ง.. ที่ผ่านมาเราแทบไม่เคยใช้คำพูดเด็กๆกับลูกเลย.. -_-; (ไม่เข้ากับบุคคลิกเราอย่างแรง) แต่ป๊ะป๋าสามารถทำตัวปัญญาอ่อนได้ดีพอสมควร.. (แรกๆรับไม่ได้ แต่เอาเหอะ.. เพื่อลูก)

พอดีกับที่ว่าอ้วนแว่นมันไปสมัครคอร์สทดลองเรียนของสถาบันนึงให้ (มันคืออะไร? อินเตอร์เนชั่นแนลโฮอิคุเอ็ง?) คือมันใกล้บ้าน แล้วเราก็กะว่าจะไม่เอาลูกเข้าอนุบาล แต่จะให้ลูกเข้าที่นี่ อาทิตย์ละวันสองวันก็พอ.. ไม่ต้องบ้าไปเรียนทุกวัน ทีนี้เค้ามีให้ทดลองเรียนก่อนสองเดือน ก็เลยไปสมัคร เค้าจับฉลากเอาแล้วเราได้.. เริ่มเดือนหน้าทุกวันพฤหัสเป็นเวลาสองเดือน..

เค้าก็ไม่ได้สอนอะไรหรอก คือเอาไปให้มีเพื่อน เล่นๆๆร้องเพลงด้วยกัน แม่ๆก็เล่นไปด้วยเท่านั้นแหล่ะ.. นี่เราต้องออกไปสู่สังคมแม่บ้านแล้วหรือ.. -_-;

แล้วพัฒนาการของอาคิน้อยจะเป็นยังไง.. ต้องติดตามกันต่อไป.. (ไม่เป็นไรลูก.. แม่เลี้ยงหนูด้ายยยยย ^_^;)

 

 



เดินเล่นแถวบิวาโกะ




นึกออกละ! มันเข้าใจคำว่าหางหมูกับหูกระต่ายนะ! (แต่ไม่รู้จะเอาไปใช้ในสถานการณ์ไหนได้... -_-;)





เล่นมาก.. หน้าคะมำร้องไห้เลย.. มาม้าขอโทษ... (ขอโทษที่หัวเราะ...)

 

 

นิยาย,เรื่องสั้น, Illustration, ไดอารี่เก่าๆเกี่ยวกับญี่ปุ่น m(_ _)m >> http://hayashikisara.warabimochi.net

ต่อจากวันก่อน.. นี่เป็นอีกท็อปปิคนึงที่อยากจะพูดถึงค่ะ ^_^; หน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องสอนลูกแบบต่าง.. m(_ _)m

 

1. นอนเร็วตื่นเร็ว.. ทานข้าวเช้า


เรื่องปกติๆที่ดูเหมือนไม่ต้องมาบอกกัน.. แต่แนวโน้มของพ่อแม่สมัยใหม่นั้นมักจะนอนดึกกันมากขึ้นเรื่อยๆ.. (เราด้วย -_-;) ภาพคุณแม่เข็นเบบี้คาร์เดินไปเดินมาในตอนกลางคืนก็มีมากขึ้น.. จริงๆแล้วเป็นเรื่องสำคัญมากที่ควรจะฝึกเด็กให้นอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้า... (เด็กสองขวบครึ่งส่วนใหญ่จะนอนสามทุ่มตื่น 7 โมงเช้า บางคนนอน 4 ทุ่ม ตื่น 8 โมงก็มี..) และเรื่องการทานอาหารเช้าก็เป็นเรื่องที่ควรจะฝึกตั้งแต่เด็กๆ..


- ฝึกทำกิจวัตรก่อนนอน เช่นเปลี่ยนชุดนอน แปรงฟัน เป็นเครื่องหมายว่าเรากำลังจะนอนกันแล้วนะ..
- พอได้เวลาก็ปิดทีวีและสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับการนอน...
- พอเด็กนอนบนเตียงแล้วก็ให้อ่านหนังสือนิทานที่ชอบหรือเล่นต่อคำ หรือร้องเพลงด้วยกันไปพักหนึ่ง ดูเวลาเหมาะสมแล้วบอกว่าให้มาต่อกันพรุ่งนี้
- เด็กอาจนอนไม่หลับถ้าไม่ได้เล่นเต็มที่ในตอนกลางวัน ถ้าไม่ยอมนอนจริงๆก็เปิดสวนสนุกเล่นกันให้เหนื่อยก่อนพักนึง.. ^_^; (เพราะฉะนั้นทางที่ดีตอนกลางวันควรปล่อยให้ซนเต็มที่)
- พอเด็กโตพอที่จะเข้านอนคนเดียวได้ให้แต่งตั้งตุ๊กตา..ตั้งชื่อไว้.. (ถ้ามีตุ๊กตาที่สนิทอยู่แล้วก็ใช้ตัวนั้นแหล่ะ) บอกลูกว่า “วันนี้นอนกับน้องกระต่ายนะ” หรือ “วันนี้น้อง กระต่ายบอกว่าอยากนอนกับหนู” ให้พาไปนอนด้วยกัน หลังจากนอนด้วยกันประจำแล้ว พอถึงเวลานอนให้เรียกลูกว่า “ ถึงเวลานอนของน้องกระต่ายแล้ว.. น้องกระต่ายง่วงแล้วล่ะ พาไปนอนเถอะ” เด็กจะกล้านอนคนเดียวได้ ^_^
- ตอนเช้าให้ปลุกลูกด้วยความแจ่มใส ทำห้องให้สว่าง เปิดม่งเปิดม่านให้แสงเข้า






2. เข้าห้องน้ำเอง..


ฝึกให้นั่งกระโถนได้ตั้งแต่ขวบนึงขึ้นไป ค่อยๆถอดผ้าอ้อมแล้วจับนั่งกระโถนวันละครั้งสองครั้ง ไม่ต้องนานและไม่ต้องคาดหวังว่ามันจะอึหรือฉี่ ถ้าบังเอิญลูกมันฉี่ออกมาตอนนั่งพอดี (แม้จะกระปริบประปรอยหรือหยดออกมาหยดสองหยด) ก็ให้ชมว่าเก่งจังเลย (เว่อร์นิดหน่อย) ให้จำหรือจดบันทึกดูว่าลูกเราฉี่หรืออึเวลาประมาณนี้ วันต่อๆไปให้ลองเวลาเดียวกันใหม่..
วิธีหลอกล่อให้ลูกนั่งกระโถน


- ทำความสนิทสนมกับกระโถน..โดยการเอาสติ๊กเกอร์น่ารักๆมาแปะด้วยกัน หรือประดิษฐ์อะไรมาแขวนมาแปะด้วยกัน.. (จะตั้งชื่อกระโถนก็ได้)
- เอารูปตัวละครที่ลูกชอบมาแปะที่กำแพงข้างๆ (เช่นอันปังแมน) หรือจะวาดเองแล้วตั้งชื่อก็ได้ พอถึงเวลาก็เรียกลูกว่า “ อาคิค้าบ.. ไปหาอันปังแมนกันอีกว่า”
- ทำเหรียญรางวัลให้ลูก (ด้วยกระดาษสีแถวนี้แหล่ะ) หรือสติ๊กเกอร์ได้ฟรีอะไรก็ได้.. เวลาลูกทำสำเร็จก็ดีอกดีใจ บอกว่านี่เป็นรางวัล ถ้าลูกทำไม่สำเร็จก็บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวไว้มาลองกันใหม่เนอะ..
อย่าลืมว่าพอถึงเวลาเด็กมันก็จะทำได้เองทุกคน.. ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนแต่อย่างใด.. ให้เวลาลูกมากๆ.. อย่างน้อยสามขวบก็ทำได้ และช่วงแรกๆที่ถอดผ้าอ้อมก็ต้องมีฉี่ราด อึราดกันบ้าง ไม่ต้องดุหรืออะไร ถ้าดูแล้วไม่ไหว ก็กลับไปใส่ผ้าอ้อมไปก่อน ไม่ต้องเครียด
นอกจากนี้แล้วให้เปลี่ยนเครื่องนอนเป็นแบบรับได้เต็มที่ถ้าลูกฉี่รดที่นอน ไม่ต้องไปขู่ลูกหรืออะไรทั้งนั้น แค่ฉี่เอง.. ซักโลด...





3. เปลี่ยนเสื้อผ้าเอง


กว่าเด็กจะทำเองได้เต็มที่ก็สามขวบไปแล้วนู่น.. แต่สองขวบเด็กจะเริ่มอยากทำเองละ.. อะไรๆก็จะอยากทำเองขึ้นมาทันที (แต่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง) ไม่ต้องไปหงุดหงิด.. ให้หาทางแอบช่วย.. (แอบจริงๆ) แบบไม่ให้ลูกเห็นว่าแอบจับตรงนี้ให้ตรงนั้นให้.. (อย่าไปทำลายความรู้สึกอยากทำเองของเด็ก) นอกจากนี้ให้เลือกซื้อเสื้อผ้าที่มันใส่ง่ายๆ.. หลวมๆหน่อยก็ดี เอาที่มีกระดุมน้อยๆ หรือเป็นยางยืดไม่มีกระดุมไปเลย ไม่ใช่กะจะให้ลูกคอสเพล์โลลิเพราะมันน่ารัก.. อีเด็กสองสามขวบที่ไหนมันจะกระเสือกกระสนใส่กระโปรงบานขนาดนั้นเองได้.. -_-;
ควรเผื่อเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าของลูกไว้นานๆ.. ไม่ใช่จะออกไปข้างนอกแบบรีบๆ แล้วอีลูกก็มัวแต่บอกจะทำเอง.. ทางที่ดีเผื่อเวลาให้มันทำไปเลย.. ให้มันใส่เสื้อไปชั่วโมงนึงเลย


นอกจากนี้อาจจะสอนให้เด็กเลือกเสื้อผ้าเอง (ซักสองขวบไปก็จะทำได้แล้ว) ตอนแรกทำเป็นลืมเตรียมก่อน.. เช่นลืมถุงเท้า บอกลูกว่า “ อาคิ.. มาม้าลืมถุงเท้า อาคิไปหยิบถุงเท้ามาให้หน่อยได้ป่าว?” แล้วปล่อยให้ลูกไปหามา... จากนั้นแม่ก็เริ่มให้ลูกหาเองทีละอย่างสองอย่าง.. ในที่สุดก็ให้มันเตรียมเสื้อผ้าของมันเอง.. อย่าลืมจัดเก็บเสื้อผ้าลูกให้มันเป็นหมวดหมู่หยิบง่ายสำหรับเด็ก


และเพื่อป้องกันเหตุการณ์.. รีบจะออกไปข้างนอกแต่ลูกมัวแต่เลือกเสื้อผ้า.. -_-; หรือจะออกไปทำธุระแต่ลูกเลือกเสื้อผ้าอุบาทว์ออกมา บนล่างสีไม่เข้ากันแม้แต่น้อย.. (และมันยืนยันว่ามันจะใส่ชุดนี้ออกไป) ลองเปลี่ยนมาเตรียมเสื้อผ้ากันตั้งแต่ตอนกลางคืน ทำเป็นเอาออกมาวางจัดเป็นชุดให้ แล้วถามว่าพรุ่งนี้หนูจะใส่แบบไหนดี? (หรือจับใส่เดินแฟชั่น เด็กผู้หญิงช้อบชอบ..) เลือกได้แล้วก็วางไว้แบบนั้น ตอนเช้าให้มาใส่ของมันเอง (เดี๋ยวมันลืมอีกว่าเมื่อวานเลือกกันแล้ว)


แต่ถ้าตื่นมามันยืนยันจะใส่อะไรๆอุบาทว์ๆของมันให้เราอายอีก.. (เช่นจะไปงานแต่งงานแต่มันจะใส่ชุดอันปังแมนไป) ก็บอกไปว่า “หนูอยากใส่ชุดนี้ใช่ไหมลูก? แต่วันนี้ไม่ได้นะ เอาไว้พรุ่งนี้แล้วกัน” (ถึงเวลาเด็ดขาดก็ต้องเด็ดขาด โดยเน้นว่า เราเข้าใจมันถูกต้องดีแล้วว่าอยากจะเอาไอ้นี่ แต่ตอนนี้ไม่ได้)


นอกจากฝึกใส่เสื้อผ้าแล้ว.. อย่าลืมฝึกให้ถอดเสื้อผ้าให้เป็นที่เป็นทางด้วย.. (ใส่ตะกร้า) อะไรที่จะใส่อีกก็ให้มันพับเอง (สามขวบจะพับเองได้) ถ้ามันถอดทิ้งให้เอาเสื้อมันวิ่งไล่ บอกว่าเหม็นๆๆ หรือหลอกแบบคนโบราณว่าผีจะมาหลอก บลาๆๆว่าไป...


รองเท้า... เด็กมักจะชอบใส่สลับข้างกัน.. ให้ลองหาสติ๊กเกอร์มาติดหรือทำอะไรให้เข้าใจง่าย สอนให้วางเรียงกันใหุ้ถูกไว้ก่อนหลังจากถอด พอจะใส่อีกทีก็ไม่ผิดแล้ว



4. แปรงฟัน


ถ้าเด็กอยู่ในวัยแปรงฟันได้แล้ว.. แต่ยังไม่ยอมแปรงเอง ให้เปลี่ยนมาเป็นนั่งหันหน้าเข้าหาและอ้าปากใส่กัน.. ส่งแปรงให้ลูกบอกให้แปรงให้มาม้า.. ส่วนมาม้าก็แปรงให้หนู.. เด็กจะุถูกหลอกไปเอง..


พยายามทำให้เป็นกิจวัตร เช่นพอถึงเวลาก็เรียกไปแปรงฟันด้วยกัน เราก็ไปยืนแปรงกับลูก เด็กก็จะดูว่าเราทำไงบ้าง เลียนแบบเราเอง.. แต่เด็กๆยังแปรงฟันไม่เก่ง วันนึงอย่างน้อยแม่ควรจะแปรงให้เองหนึ่งครั้ง


นอกจากแปรงฟันแล้วควรจะสอนให้ล้างมือก่อนกินข้าวและทุกครั้งหลังจากกลับมาจากข้างนอกด้วย




5. เก็บของเล่นให้เป็นระเบียบ


ถ้าเด็กอยู่ในวัยที่เก็บของเล่นเองได้แล้ว (สองขวบไป) แต่สอนให้เก็บแล้วไม่เก็บ ให้เปลี่ยนมาเล่นเกมกัน อาจจะแข่งกันเก็บว่าใครเก็บได้เยอะกว่ากัน หรือเล่นเกมหาเพื่อนตุ๊กตา ให้เอาตุ๊กตามาใส่รวมกันถังนี้ อีกถังก็หาเพื่อนเลโก้ ให้เอาเลโก้มารวมกัน คอยคิดเกมให้เด็กเก็บของและสนุกไปด้วย


ตัวแม่เอง.. ควรเก็บของให้เป็นที่และเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบอย่างสม่ำเสมอ เพราะเด็กจะชินกับการหยิบของเล่นออกมาใหม่จากที่เดียวกันทุกครั้ง ก็จะรู้ละว่าของมันอยู่ตรงไหน และชินกับความสะอาด ชินกับเหตุการณ์แม่เก็บของเล่น.. เด็กจะรับรู้ได้ถึงความสำคัญของการเก็บของเล่น (ไม่งั้นแม่คงไม่ทำตลอด) และจะเลียนแบบไปเอง.. (อย่าลืมว่าอยากให้ลูกทำอะไร เราต้องทำก่อน เพราะเด็กจะเลียนแบบเราเป็นส่วนใหญ่)


นอกจากนี้ต้องดูด้วยว่า.. ของเล่นมันมากเกินจะเก็บได้หรือเปล่า.. -_-; ควรจะกำหนดไปเลยว่าเราจะซื้อของเล่นแค่พอใส่เต็มตู้หรือเต็มถังนี้เท่านั้น.. ให้พูดกับลูกบ่อยๆว่าถ้าซื้อของเล่นมาเต็มอีถังนี้ก็จะไม่ซื้อแล้วนะ.. (กรอกหูมันไว้) พูดบ่อยเข้าเด็กจะเข้าใจและจะไม่รบเร้าของเล่นพร่ำเพรื่อ.. เพราะกลัวถังจะเต็ม..


และ.. อย่าลืมว่าจะให้เด็กเก็บของ.. ต้องจัดที่จัดทางให้มันเหมาะสำหรับเด็กเก็บเองได้ด้วย.. นอกจากนี้อาจจะเปิดเพลงเพลงนึงประจำเวลาเก็บของ.. (แต่งตั้งเป็นเพลงเก็บของ) เป็นว่าเมื่อได้ยินเพลงนี้แล้วเราต้องเก็บของ ข้อดีคือเด็กจะรู้อยู่แล้วว่าเพลงจบตรงไหน.. ก็ค่อยๆเก็บไปให้ทันเพลงจบ ไม่ต้องมารีบร้อนเพราะแม่สั่งให้รีบเก็บ.. ไอ้รีบเก็บของแม่ก็ไม่รู้ว่ามันกี่นาทีแค่ไหน.. เก็บช้าโดนแม่ด่าอีก.. -_-;





6. กินข้าวเอง


เริ่มได้ตั้งแต่ขวบนึง.. ตอนแรกไม่ต้องทำอะไร.. ให้ร่วมถือช้อนไปก่อน รอจนกว่าเด็กจะรู้สึกอยากทานเองขึ้นมาก็ได้ แรกๆให้ทำกับข้าวเป็นชิ้นๆก้อนๆมาเลย.. ไม่ต้องนึกถึงว่ามันเป็นเมนูอะไร.. ทำออกมาหลายๆอย่างให้หยิบให้จับกินเอง.. (แรกๆยังไม่กินหรอก.. เอาไปขยำหรืออะไร ก็ปล่อยไป.. เราก็หยิบป้อนของเราไปก่อน) วันนึงมื้อเดียวก็ได้.. หรือถ้าใช้ช้อนป้อน.. คำสุดท้ายก็ลองจับมือให้เอาเข้าปากเอง ทำประมาณว่าคำสุดท้ายคำเดียวหนูกินเองนะ



สำหรับเด็กที่เลือกกิน.. ให้ลองร่วมด้วยช่วยกันทำอาหาร.. เช่นช่วยกันล้างผัก เช็ดผัก (ระหว่างนั้นเราก็พูดให้ทำความหนิทหนมกัน) หรือไม่ก็ปลูกเองเลย.. สมมติเกลียดมะเขือเทศก็ปลูกซะเลย.. ช่วยกันรดน้ำพรวนดิน ดูมันเติบโตด้วยกัน เด็กบางคนจะยอมกินไอ้ที่ตัวเองปลูกขึ้นมา.. วิธีอื่นก็เช่นทำออกมาให้หน้าตาน่ารัก.. เช่นเอาแม่พิมพ์มาพิม์แครอทเป็นรูปดาวรูปหัวใจ แต่ถ้าไม่ชอบจริงๆไม่ต้องไปบังคับ ให้หาทางแอบซ่อนตามอาหารแบบไม่ให้เห็น กินไปไม่รู้เรื่องแทน..


เด็กที่ไม่ค่อยจะยอมกินข้าว.. ก่อนอื่นให้พิจารณาก่อนว่าที่เราเตรียมนั้นเยอะไปหรือเปล่า? ให้ลองสังเกตว่าลูกเรากินแค่ไหน.. และให้กินเฉพาะมื้อที่กำหนด (เช่นสามมื้อ อาหารว่างหนึ่งครั้ง) อย่าให้กินพร่ำเพรื่อ ให้ออกแรงเล่นมากๆ ให้หิวเวลากิน.. ถ้าหิวเด็กก็กินเอง..
เด็กอมข้าว.. กำหนดไว้เลยว่าให้กินข้าวเป็นเวลาประมาณเท่าไหร่ อย่าให้นานเกินควร.. (ส่วนใหญ่กินเองไม่น่าจะเกิน 30 นาที) ถ้าเห็นได้ชัดว่ากินๆเล่นๆ อมข้าว ไม่เสร็จซะที ให้บอกว่าเดี๋ยวเข็มยาวนาฬิกาถึงเลข 6 มาม้าจะเก็บแล้วนะ (ไม่ต้องโมโห ไม่ต้องดุ) พอถึงเวลาก็เก็บเลย ร้องไห้ก็ปล่อยไปก่อน.. หลังจากนั้นให้รอดู ถ้าหิวแล้วมาบอกให้สอนว่า นี่เป็นเพราะหนูไม่ตั้งใจกินข้าว มื้อหน้าต้องตั้งใจกินข้าวนะ แต่ถ้าไม่้ร้องหิว.. ที่กินช้าอาจเป็นเพราะเราจัดข้าวให้เยอะเกินไป..





7. ไม่ให้เสียงดังในที่สาธารณะ


ถ้าเด็กยังเบบี้ก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่จะห้ามไม่ให้มันร้อง.. ^_^; แต่คือถ้าเด็กโตรู้เรื่องแล้ว (สองขวบไปแล้ว) ชอบไปวิ่งเล่นในรถไฟหรือในที่สาธารณะหรือในงานอะไรที่ไหน.. ให้ทำเป็นเล่นเกมกับเด็กว่าใครพูดก่อนแพ้.. หรือไม่ก็ต่อไปนี้เราจะพูดกันแบบกระซิบ.. แล้วก็กระซิบข้างหูคุยกันคิกคักหรืออะไรไป.. แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กจะอยู่นิ่งได้ไม่นาน มันเป็นธรรมชาติ.. ถ้ากลัวเสียมารยาทก็ไม่ต้องเอาไปพวกงานแต่งงาน,งานศพ (ไม่ใช่งานที่เด็กๆจะไป) เพราะเอามันไปแล้วจะไปห้ามไม่ให้มันวิ่งเล่นได้ไง.. ไม่มีอะไรจะทำ.. ครึ่งชั่วโมง ชั่วโมงนึงพอทนได้ แต่นานๆเข้าทนไม่ได้หรอก.. แล้วจะมาอารมณ์เสียหาว่าดื้อหาว่าไม่ฟัง.. ถ้าจำเป็นต้องไปงานก็ไปแป๊บนึงแล้วขอกลับก่อนก็ได้






8. ไม่ให้หยิบของตามใจตอนซื้อของในซุปเปอร์.. -_-;


อันนี้ก็ต้องสองสามขวบไปแล้ว ทางที่ดีตกลงกับลูกกันไว้ว่าวันนี้เราจะซื้ออะไรกันบ้าง เช่นนั่งลิสต์ นั่งวาดรูปด้วยกัน จากนั้นเวลาไปซื้อก็ให้ช่วยกันหาของตามลิสต์ ให้ลูกดูรูปแล้วก็หาด้วยกัน.. เด็กมันจะไม่มีเวลานึกถึงอย่างอื่น.. แล้วเด็กวัยสองสามขวบจะค่อนข้างแพ้เวลาเราขอให้ช่วย.. (ประมาณมาม้าทำคนเดียวไม่ไหว หรือมาม้าอยากทำกับหนู..)






9. แย่งของเล่นเพื่อน...


อย่าดุฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในทันที.. ถ้าทะเลาะกันก็จับแยกก่อน.. เด็กต่างมีเหตุผลทั้งสองฝ่าย (เช่น แย่งของเล่นชิ้นเดียวกันก็เพราะอยากเล่นทั้งคู่ หรือไม่ยอมแบ่งของเล่นของเราให้คนอื่นเล่น.. หรือของคนอื่นแต่อยากจะเล่น..เลยไปแย่งของเขา -_-;) ให้เน้นความรู้สึกทั้งสองฝ่ายว่า “ อาคิอยากเล่นอันนี้หรือครับ? แต่น้องXXก็อยากเล่นอันนี้เหมือนกันนะ” ถ้าลูกเราเผลอซัดเค้าไปแล้วก็ค่อยๆคุย.. รอให้พร้อมจะขอโทษก่อน ให้บอกความรู้สึกของอีกฝ่ายให้ลูกเราฟัง “น้องXXเค้าก็อยากเล่นเหมือนหนูนั่นแหล่ะ หนูแบ่งให้น้องXXเล่นบ้างได้ไหม? หนูเล่นเสร็จก่อนก็ได้” ถ้าเล่นเสร็จเมื่อไหร่ก็ค่อยพาไปขอโทษด้วยกัน


เหตุผลหนึ่งที่เด็กตีกันส่วนใหญ่เพราะเถียงสู้ไม่ได้ หรือไม่รู้จะพูดอะไร..มาถึงก็ซัดเลย.. เพราะฉะนั้นเราควรจะฝึกลูกเราให้รู้จักพูดสิ่งที่คิด.. เพราะถ้าเด็กรู้ว่าอยากได้อะไรอยากทำอะไรก็จะพูดๆๆๆ ไม่เข้าไปตบเค้ากลิ้งเพราะไม่รู้จะพูดไร.. รู้แต่อยากได้เนี่ย..มาเล่น.. ก็ผลักมันกระเด็นไปเลย.. -_-;





10. ทำยังไงไม่ให้ดูทีวีทั้งวัน..


คือ..เด็กเนี่ย..มันจะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ... ประมาณว่าถึงจะดูอันปังแมนวันละ 18 รอบมันก็ไม่เบื่อ.. -_-; แต่ให้มันนั่งหน้าทีวีตลอดก็ไม่ดี.. ควรจะกำหนดเวลาดูทีวีให้หนุกหนาน โดยการตั้งนาฬิกาปลุก.. บอกให้เข้าใจว่าเดี๋ยวถ้าถึงเวลานี้แล้วนาฬิกาจะดัง ให้เลิกดูนะ.. อีกวิธีก็คืออัดวีดีโอแยกเอาไว้เป็นเวลาๆ เช่นครึ่งชั่วโมง ชั่วโมงนึง คือจบแล้วจบเลย เป็นจอสีฟ้าสีดำมืดไปเลย.. ไม่ต้องไปเปิดซ้ำ.. ให้เด็กเข้าใจว่านี่คือ จบ... ดูไม่ได้แล้ว ^_^; หรือไม่ก็บอกตารางไว้ก่อนเลยว่าเดี๋ยวเราจะไปทำXXYY กันนะ พอถึงเวลาการ์ตูนจบก็ไปกัน ^_^






อ้างอิง: หนังสือ 怒らないしつけのコツ ผู้แต่ง: グループこんぺいと



     

 

ป.ล.  ช่วงนี้อาจจะเขียนเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเยอะหน่อย.. เพราะเป็นเรื่องที่สนใจ และช่วงที่ทำคอมไม่ได้ก็ได้แต่อ่านหนังสือน่ะค่ะ ^_^;