ถอดผ้าอ้อมเมื่อไหร่ดี? ^_^
posted on 16 Jul 2009 15:02 by hayashikisara in BabyCareอาทิตย์นี้หยุดสามวัน ก็เลยจะกลับบ้านพ่อแม่สามีที่จังหวัดชิกะอีกแล้วค่ะ (ทั้งที่เดือนหน้าจะไปอยู่ยาวรอคลอดอยู่แล้ว -_-;) ตอนนี้ตั้งครรภ์ 30 weeks น้ำหนักขึ้นมา 10 กิโล โดนหมอเตือนและสั่งควบคุมแคลลอรี่ด่วน -_-; (อีกแล้ว) คลอดที่ญี่ปุ่นนี่เครียดก็เรื่องควบคุมน้ำหนักนี่แหล่ะฮ่วย... กรุเป็นนักมวยเหรอวะคะ... (แต่ตอนอาคิขึ้น 15 กิโลก็ยังคลอดมาได้ ไม่ถึงกับทรมานเท่าไหร่...)
ตอนนี้อาคิมาสะอายุ 2 ขวบ 3 เดือน... นอกจากเรื่องพูดและพัฒนาการบลาๆแล้ว คนเริ่มถามกันมากมายถึงเรื่องถอดผ้าอ้อม ยังไม่ถอดผ้าอ้อมอีกเหรอ? ยังทำไม่ได้อีกเหรอ? ลูกชั้นทำได้แล้วนะ ทำได้นานแล้วด้วย บลาๆๆๆ
เรื่องถอดผ้าอ้อมนี่ไม่รีบเท่าไหร่... (จะว่าไป อีนี่แม่_ไม่รีบอะไรซักอย่าง) หลายคนดูรีบมากอย่างกับว่าลูกใครถอดผ้าอ้อมได้ก่อนแปลว่าเก่ง ฉลาด หลักแหลม ไฮโซ โอกาสเอ็นฯติดจุฬามันจะมากขึ้น... ก็เลยลองเอาบทความที่แปลอ้างอิงจากนิตยสารและบทความของญี่ปุ่นมาให้อ่าน เพื่อปลอบใจพ่อแม่ที่ยังถอดผ้าอ้อมลูกไม่สำเร็จแล้วกังวลจนท้องผูกเองบ้างค่ะ -_-;
การที่เด็กจะขับถ่ายเข้าห้องน้ำเองได้นั้น เป็นปัญหาของเด็ก ไม่ใช่ปัญหาของพ่อแม่ เมื่อเด็กเจริญเติบโตถึงวัยพอที่จะเข้าใจรู้เรื่องอะไรแล้ว ก็จะรู้สึกอยากทำอะไรเอง อยากเลียนแบบพ่อแม่ อยากเข้าห้องน้ำเหมือนพ่อแม่เอง ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่จะคอนโทรลระบบขับถ่ายเองได้ก็ขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางสมองด้วย ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน (ไม่เกี่ยวกับ IQ) หน้าที่ของพ่อแม่คือควรจะสังเกตลูกให้ดี และให้เริ่มตอนที่พัฒนาการของลูกพร้อม เพื่อลดปัญหาความเครียดทั้งของตัวพ่อแม่และเด็ก (คือถ้าเด็กยังทำไม่ได้แล้วไปบังคับให้ทำได้ บางทีเด็กจะเสียความมั่นใจในตัวเองไปเลย)
จากแบบสอบถามพ่อแม่เด็กจำนวน 2185 คน แม่ๆจำนวน 70% อยากให้ลูกถอดผ้าอ้อมได้เร็วๆกันทั้งนั้น เนื่องมาจากราคาผ้าอ้อมสุดแพง (คำนวณแล้วเฉลี่ยตกแผ่นละประมาณ 30 เยน) และความสะดวกเวลาไปไหนต่อไหน ทว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว เด็กที่ถอดผ้าอ้อมได้สำเร็จเป็นจำนวนมากที่สุดคือเด็กอายุ 36-40 เดือน (3 ขวบไปแล้ว) เป็นจำนวน 36.3% และเด็กอายุ 31-35 เดือนทำสำเร็จได้รองลงมาคือ 28%
ที่สำคัญคือ เด็กที่ถอดผ้าอ้อมสำเร็จในช่วงอายุ 41-45 เดือนก็มีถึง 14.3% และเด็กที่จะถอดผ้าอ้อมได้สำเร็จตอนช่วง 26-30 เดือน (2 ขวบกว่า) มีเพียงแค่ 10.1% เท่านั้นเอง
ความลำบากของแม่ๆในการฝึกถอดผ้าอ้อมลูกในญี่ปุ่นก็มีหลายอย่าง ไหนจะเรื่องของฤดูกาลที่ไม่เหมาะสม (ไม่มีใครอยากฝึกถอดผ้าอ้อมลูกตอนฤดูหนาว ได้เป็นหวัดกันตาย เลอะเทอะทีซักผ้ากันสามสี่ตัวต่อครั้ง) บางบ้านก็ปูพรมเพริมอีกต่างหาก แม่บ้านก็ใช่จะ่ว่าง เลี้ยงลูกคนเดียวต้องทำทุกอย่างคนเดียวยังต้องมาคอยซักผ้าเยอะแยะมากมาย แถมต้องเดินหรือขี่จักรยานออกไปซื้อกับข้าวทุกวัน หากลูกเราไปเรี่ยราดข้างนอกล่ะโคตรจะเสียจริตจิตประสาทเลย... -_-;
การจะเริ่มฝึกเด็กให้ถอดผ้าอ้อมนั้น ไม่้ใช่เรื่องที่จะเริ่มตามความสะดวกของพ่อแม่ แต่ควรเริ่มเมื่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของเด็กพร้อมแล้ว จึงต้องเริ่มจากการสังเกตลูกของเราให้ดีก่อน สัญญาณต่างๆที่น่าจะให้เราเริ่มฝึกลูกได้ก็เช่น
1. เด็กเริ่มฉี่ห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไป
2. พูดจาสื่อสารพอได้ในระดับหนึ่ง
3. กินข้าวเองได้
4. มีความรู้สึกอยากเลียนแบบพ่อแม่หรือคนอื่นๆ
เมื่อดูแล้วคิดว่าน่าจะเริ่มได้แล้ว...ก็ให้เริ่มอย่างเป็นขั้นตอนด้วยการ...
1. เริ่มฝึกด้วยการใช้้ผ้าอ้อมสำหรับ training หรือเปลี่ยนมาใส่กางเกงในธรรมดาดู (เตรียมไว้เยอะๆ และเตรียมใจว่าจะต้องซักผ้าเยอะด้วย) สื่อให้เด็กรู้ว่าเวลาฉี่ราดมันเปียกนะ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนตัวใหม่ให้ และบอกว่าเปลี่ยนใหม่แล้ว สะอาด แห้ง สบา่ยด้วย ให้เด็กรู้สึกถึงความแตกต่างและเข้าใจว่าเปียก แห้งเป็นยังไง
2. สอนให้เด็กรู้จัก “ฉี่” กับ “อึ” เวลาเด็กฉี่หรืออึมาก็ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาเปลี่ยนให้เฉยๆ ให้พูดว่า “ฉี่มาเหรอครับ?” “อึ๊ๆมาใช่ไหม?” อะไรทำนองนี้เสมอๆ เด็กจะค่อยจำได้เอง
3. ให้เด็กมีความรู้สึกอยากเลียนแบบไม่ใช่บังคับให้นั่งกระโถนไปงั้น เช่นถ้าเราจะไปเข้าห้องน้ำก็บอกซะหน่อยว่ามาม้าจะไปฉี่นะ เด็กจะค่อยๆเข้าใจเองว่าเวลาจะไปฉี่ต้องไปที่ห้องน้ำ ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นรายการเด็กจะมีสอนเข้าห้องน้ำ (หรือมีพวกวีดีโอ, หนังสือสอนเข้าห้องน้ำขาย) เด็กดูแล้วจะอยากเลียนแบบ โดยเฉพาะเวลาเห็นเด็กในวัยเดียวกันทำ
4. ชวนให้นั่งกระโถนบ่อยๆ (ไม่ต้องบังคับ) ลองนึกถึงปกติมนุษย์มักจะปวดฉี่หรือไปฉี่กันตอนไหน? เช่นตื่นนอนก็ชวนนั่งกระโถนก่อน หรือเวลาจะออกจากบ้าน หลังทานข้าวเสร็จสักพักก็ลองชวนนั่งกระโถนดู เวลาลูกบังเอิญทำได้อย่าลืมชมให้เว่อร์ราวกับสอบฟิสิกส์ได้เหรียญทองโอลิมปิค เด็กชอบถูกพ่อแม่ชมอยู่แล้ว ใครๆก็อยากทำได้อีก
5. ทำห้องน้ำให้เป็นห้องน่าเข้าสำหรับเด็ก เช่นหารูปภาพน่ารักๆมาแปะหรือรูปคาแรคเตอร์ที่เด็กชอบมาแปะ เวลาชวนจะได้ง่ายๆหน่อยเช่นชวนไปหาอันปังแมน ไปหาพี่มิคกี้กัน หรือทำอะไรเป็นรางวัลให้ลูกเวลาทำสำเีร็จ เช่นเอาสติกเกอร์มาแปะให้ หรือทำเหรียญทองให้ลูกสะสม เด็กจะรู้สึกดีใจเวลาตัวเองทำอะไรสำเร็จ มีความมั่นใจมากขึ้น
6. ระหว่างฝึกก็อย่าลืมเตรียมสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม... จะได้ไม่อารมณ์เสียเวลาลูกขับถ่ายเรี่ยราด เปียกก็เปียกไป เลอะก็เลอะไป ไม่ใช่ให้ลูกใส่ชุดกระโปรงสุดแพงแล้วก็กรีดร้องเสียดาย...
7. อย่่าลืมว่ากลางวันกับกลางคืนเป็นคนละเรื่องกัน แม้ว่าเด็กจะควบคุมการขับถ่ายในตอนกลางวันได้แล้ว แต่การฉี่รดที่นอนนั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย (ตอนหลับเด็กจะคอนโทรลไม่ได้) พึงสังวรณ์ว่าเด็กจะฉี่รดที่นอนไปจนถึงประถมนั่นแหล่ะ
ถ้าเริ่มแล้วไม่สำเร็จ ดูแล้วยังไม่ได้ก็อย่าไปทู่ซี้ ถอยทัพไปใส่ผ้าอ้อมไปก่อนจะดีกว่า อย่าไปดุ อย่าไปเสียอารมณ์ หงุดหงิดรำคาญ เด็กจะหมดความมั่นใจในตัวเอง บางทีจับกระแสความหงุดหงิดของพ่อแม่ได้จะรู้สึกเสียใจด้วย
หนึ่งในความเป็นจริงก็คือเด็กสมัยนี้ถอดผ้าอ้อมได้ช้ากว่าสมัยก่อนเฉลี่ยถึง 9 เดือนเลยทีเดียว ดังนั้นไม่แปลกที่แม่ๆจะโดนคนสมัยก่อน (เช่นแม่ปั๋ว) กระแนะกระแหนต่อว่าหาว่าถอดผ้าอ้อมลูกได้ช้า เนื่องจากสมัยก่อนใช้ผ้าอ้อมที่เป็นผ้า พ่อแม่ก็ลำบากและเหน็ดเหนื่อยกับการซักผ้ามาก จึงพยายามเต็มที่ที่จะให้ลูกนั่งกระโถนเองได้เร็วๆ ในขณะเดียวกันที่บ้านก็มีคนช่วยประมาณนึง (อยู่เป็นครอบครัวใหญ่กว่าสมัยนี้) ไม่ได้เลี้ยงลูกคนเดียวทั้งวี่ทั้งวันอย่างนี้ และในปัจจุบันนี้ความคิดและแนวทางการเลี้ยงลูกก็เปลี่ยนไป เน้นเอาเด็กเป็นสำคัญมากกว่าความสะดวกของพ่อแม่ เน้นรอให้เด็กมีพัฒนาการพร้อมมากกว่าสมัยก่อน ไม่มีใครผิดใครถูก เป็นเรื่องของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป อย่าไปเครียด อย่าไปคิดมากเรื่องคำพูดคนอื่น
สำหรับเด็กที่ถูกส่งไปเนอสเซอรี่ตั้งแต่เล็กๆหรือมีพี่เลี้ยง ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาในการถอดผ้าอ้อมเท่าไหร่ แต่สำหรับแม่ๆที่ต้องฝึกลูกถอดผ้าอ้อมเองก็อาจจะต้องเผชิญกับปัญหาเครียดๆมากมาย เพราะในระหว่างฝึก เด็กก็จะต้องมีการทำเรี่ยราดกันบ้าง บางคนก็โมโหที่ฝึกเท่าไหร่ลูกก็ทำไม่ได้ พึงสำนึกไว้เสมอว่าการถอดผ้าอ้อมนั้นอย่างไรก็ตามจะช้าจะเร็วซักวันมันก็ต้องถอดได้เอง ไม่มีใครใส่ผ้าอ้อมไปจนถึงอายุ 20 หรอก แต่ก็ไม่ใช่จะบอกว่าให้ปล่อยละเลยไม่ต้องสนใจลูกเลย ให้คอยสังเกตและซัพพอร์ตเมื่อเด็กพร้อม ค่อยๆสอนให้รู้จักศัพท์ที่เกี่ยวกับห้องน้ำกันไปทีละเล็กละน้อย
สำหรับบางคนที่ถอดผ้าอ้อมสำเร็จไปแล้ว... ไม่ใช่จะโล่งใจได้ซะทีเดียว เพราะจะมีเคสที่ว่าอยู่ๆลูกกลับทำไม่ได้อีก กรณีนี้ให้ลองพิจารณาสาเหตุอื่นๆดูเพราะเด็กอาจมีความเครียดเรื่องอื่นเข้ามาแทรก ทำให้กลับไปทำไม่ได้อีกครั้งเช่น
1. คุณแม่ท้องน้องอีกคน... (ช็อค...)
2. คุณแม่คลอดน้องอีกคน (รู้สึกตกกระป๋อง... เครียด -_-;)
3. พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อย
4. ถึงพ่อแม่ไม่ทะเลาะกันให้เห็น แต่บรรยากาศภายในบ้านอึมครึุม พ่อแม่เฉยเมยใส่กัน
5. ถูกส่งไปเรียนอะไรนู่นนี่วุ่นวายไปหมด
6. สภาพแวดล้อมวุ่นวายตลอดเวลา
7. โดนดุด่ารุนแรงหรือโดนตีเวลาทำผิดพลาด
8. แม่พยายามอดทนโดยไม่ดุด่าหรือตี แต่กลายเป็นหงุดหงิดตลอดเวลา ฯลฯ
เด็กนั้นไวและอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมมาก
นอกจากนี้ช่วงเวลาการถอดผ้าอ้อมได้ของเด็กๆในแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไป ก็เนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมหลายๆอย่าง เช่นประเทศร้อน จะฝึกเด็กถอดผ้าอ้อมเมื่อไหร่ยังไงก็ได้ แก้ผ้าอยู่บ้านก็ได้ หรือประเทศที่บ้านเป็นไม้ทำความสะอาดง่าย มีพื้นที่ให้เด็กวิ่งเล่น เด็กก็แก้ผ้าอยู่กับบ้านได้อีก แต่ประเทศหนาวหรือประเทศที่มีฤดูกาลต้องคอยดูจังหวะดีๆ ช่วงหน้าหนาวขืนเอาลูกมาฝึกถอดผ้าอ้อมก็อาจเป็นหวัดไม่สบายกันไปอีก... -_-; นอกจากนี้ช่วงเวลาที่เด็กต้องเข้าโรงเรียนของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน ประเทศที่เด็กต้องรีบเข้าเรียนเร็วพ่อแม่ก็ต้องรีบฝึกให้ลูกเข้าห้องน้ำได้เร็วๆ ถ้าที่ไหนเด็กเข้าเรียน 4-5 ขวบก็ไม่มีเหตุผลจะต้องรีบอะไรมาก ดังนั้นจึงไม่ควรเอามาตรฐานของประเทศอื่นมาวัดลูกของเรา
บราซิล
ชาวบราซิลนิยมฝึกลูกให้ยืนเองได้เร็วๆ และเริ่มฝึกให้เด็กถอดผ้าอ้อมได้เร็วตั้งแต่ขวบนึงเป็นต้นไป ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะต้องการประหยัดค่าผ้าอ้อมด้วย เนื่องจากมีสวนและมีพื้นที่ให้เด็กวิ่งเล่นและปกติยังปล่อยให้วิ่งเท้าเปล่าได้ จึงไม่ต้องใช้กระโถนฝึกและไม่ต้องห่วงเรื่องเลอะเทอะเท่าไหร่
อเมริกา
ส่วนใหญ่ใช้ผ้าอ้อมกระดาษกันเหมือนญี่ปุ่น นิยมฝึกเด็กให้ถอดผ้าอ้อมโดยการนั่งกระโถน มีกระโถนมากมายหลายแบบให้เลือกฝึก
อินโดนีเซีย
ส่วนใหญ่ยังใช้ผ้าอ้อมแบบผ้าอยู่ บ้านที่มีคนอยู่เยอะก็จะช่วยกันซักผ้าอ้อม ช่วยกันเลี้ยงดูเด็ก บ้านที่มีกะตังค์หน่อยก็จะใช้ผ้าอ้อมกระดาษและจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลลูก การฝึกเรื่องต่างๆก็จะเป็นหน้าที่ของพี่เลี้ยง ไม่ใช่พ่อแม่ เนื่องจากอากาศร้อน เด็กสามารถจะใส่กางเกงในตัวเดียวอยู่บ้านได้ ซักผ้าก็แห้งเร็ว มีแนวโน้มจะถอดผ้าอ้อมได้เร็วและง่าย
จีน
ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละที่ ส่วนใหญ่หน้าร้อนเด็กๆจะไม่ได้ใส่ผ้าอ้อมกัน ส่วนใหญ่มักจะจับให้เด็กนั่งกระโถนบ่อยๆตั้งแต่ขวบนึงขึ้นไป ตามต่างจังหวัดมันจะมีกางเกงแบบเปิดตูดขายด้วย แบบว่าอยากฉี่อยากอึตรงไหนก็ได้เลย สะดวกจริง... @_@;
ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ผู้หญิงทำงานมาก เนื่องจากแม่ๆต้องทำงานกัน ส่วนใหญ่ก็จะใช้ผ้าอ้อมกระดาษกันเป็นหลัก กระโถนนี่เหมือนจะเป็นของเล่นเด็กอย่างหนึ่งคือซื้อให้แต่เนิ่นๆ เมื่อเด็กเริ่มสนใจก็เริ่มฝึกกันได้เลย แต่ปกติจะเริ่มจริงจังตั้งแต่เด็ก 2 ขวบเป็นต้นไป เด็กส่วนใหญ่ต้องเข้าโรงเรียนตอน 3 ขวบและต้องถอดผ้าอ้อมให้ได้ก่อน จึงต้องพยายามกันพอสมควร
นอร์เวย์
เริ่มฝึกถอดผ้าอ้อมประมาณ 2 ขวบครึ่ง ไม่ได้ใช้กางเกงในแบบเทรนนิ่ง ส่วนใหญ่จะรอฝึกตอนหน้าร้อน เนื่องจากมีช่วงอากาศหนาวมาก เด็กจะถอดผ้าอ้อมได้ประมาณ 3-6 ขวบแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเรื่องที่เดี๋ยวก็ถอดได้เอง ไม่ต้องรีบร้อนและไม่ต้องซีเรียสกับมันมาก
สวีเดน
ไม่มีคำว่า Toilet Training และไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องฝึก เรื่องการเข้าห้องน้ำได้เป็นเรื่องพัฒนาการตามธรรมชาติ ก็รอวันเด็กทำได้กันไป จริงๆพอเด็กอายุประมาณ 2 ขวบครึ่งก็ซื้อกระโถนให้ แต่ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก นั่งกันไปแบบชิวๆ...
แทนซาเนีย
พื้นที่ส่วนใหญ่สามารถฉี่ๆอึๆได้โดยไม่มีใครมาว่า อากาศร้อนและพื้นเป็นทรายเยอะ ไม่มีกลิ่น ไม่อับด้วย จนเด็กรู้เรื่องก็ค่อยๆสอนและจำได้เองว่าไปเข้าห้องน้ำยังไง
สำหรับอาคิมาสะเอง ก็ยังไม่พร้อมด้วยหลายประการเหมือนกัน เพราะยังดื่มนมวันนึงเป็นลิตร @_@; ฉี่บ่อยยังติดกันอยู่ สนทนาสื่อสารก็ไม่ได้ ไม่รู้จักฉี่ไม่รู้จักอึ (มาม้ายังไม่เรียกเลย) ที่สำคัญ อุนจิก็ยังไม่แข็งอีกต่างหาก -_-; เลยตัดสินใจรอไปก่อน ไม่รีบไม่ร้อน แต่เพราะช่วงนี้เป็นหน้าร้อน เวลาอยู่บ้านบางทีก็เลยให้ใส่้กางเกงในผ้าธรรมดาแทน (เช็ดซักกันสนุก) ถ้าปล่อยไปเล่นที่ระเบียงก็ให้แก้ผ้าล่อนจ้อนกันไปเลย ^_^; แค่ให้รู้สึกเปียกรู้สึกแห้ง รู้ว่าฉี่หรือว่าอึ ไม่ได้รีบร้อนอะไร... ตอนนี้พอฉี่ออกมาก็ร้อง “อ้า...” ทำท่าเสียดาย แค่นี้ก็พอแล้ว...
ไปกันช้าๆของเราอย่างนี้ต่อไป ^_^
อ้างอิง
Aera With Baby ฉบับเดือนมิถุนายน 2009
ป.ล. ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาทำอะไรเลยเพราะอาคิไม่ค่อยนอนกลางวัน -_-; แต่อาคิก็พูดได้เพิ่มหลายคำมากขึ้น (แม้จะไม่เรียกมาม้าเลยก็ตาม 5555) พรุ่งนี้โอยะโกะเคียวชิทสึเป็นวันที่ต้องไปปรึกษาเดี่ยวอีกแล้ว ส่วนเราตัดสินใจแล้วว่าคงให้อาคิเรียนอนุบาลแค่สองปี แล้วคงไม่ส่งใบสมัครให้เสียตังค์ด้วย ได้ไปอ่านบทความของแม่ๆรุ่นพี่หลายคนที่ส่งลูกเรียนแค่สองปี (หลายคนก็เป็นแม่ที่มีลูกเกิดช่วงท้ายๆแบบเรา บางคนก็ลูกยังไม่พูดเหมือนกันตอนนั้น แต่ตอนนี้ก็ปกติดีและรู้สึกว่าตัดสินใจถูกต้องที่ส่งแค่สองปี) ถึงแม้หลายคนจะบอกว่าให้ไปอยู่รวมกลุ่มกับเด็กวัยเดียวกันแล้วจะดี แต่สุดท้ายก็เอามุมมองของอาคิเป็นที่ตั้งดีกว่า อยากให้พี่น้องได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันด้วย อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกันปีนึง อีกหน่อยถึงไม่อยากไปโรงเรียนก็ต้องไปอยู่ดี ช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับพ่อแม่เต็มที่ก็ตอนเล็กๆอย่างนี้แหล่ะ
นึกอะไรได้บางอย่าง...
แอบขำ ^_^




