ผลการสำรวจของ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ฉบับปี 2010 บอกว่า… 

เงินทุนสนับสนุนด้านสาธารณะของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา เมื่อเทียบกับ ค่าGDPของญี่ปุ่นแล้ว มีแค่ 3.3% เท่านั้น ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในตำแหน่งท้ายสุดใน 28 ประเทศที่มีการทำสำรวจครั้งนี้

 

....

 

แปลเป็นภาษาคนให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ภาษีของประเทศไม่ค่อยจะเอาไปลงทุนกับการศึกษาในประเทศซักเท่าไหร่นั่นแหละ =_=;

 

ถึงแม้ข้อมูลที่เอาไปใช้วิเคราะห์จะเป็นข้อมูลที่เก็บไปเมื่อปี 2007 และหลังจากนั้นได้มีการพยายามปรับปรุงแก้ไขการศึกษาญี่ปุ่นหลายอย่างเช่นมีนโยบายให้เรียนฟรีจนถึงม.ปลายอะไรอย่างนี้ออกมาแล้ว ถ้าเอาข้อมูลใหม่ๆไปวิเคราะห์ก็อาจจะไม่ถึงกับอยู่ในอันดับโหล่อย่างนี้ก็ตาม ยังไงซะก็คงได้อันดับท้ายๆ และถือว่าเป็นประเทศที่ประชาชนต้องลงทุนจ่ายเงินเองเพื่อให้ได้การศึกษาที่ดีอ่ะนะ

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่เป็นการเทียบกับประเทศในกลุ่มสมาชิก OECD ที่มี 34 ประเทศเท่านั้นนะ (แต่ครั้งนี้ที่ร่วมทำการสำรวจสถิติกันมีแค่ 28 ประเทศ <<แล้วแต่หัวข้อ) สมาชิกทั้งหมด 34 ประเทศที่ว่าก็ได้แก่ ออสเตรีย, เบลเยี่ยม, แคนาดา, เดนมาร์ก, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, กรีก, ไอร์แลนด์, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลักเซมเบิร์ก, ฮอลันดา, โปรตุเกส, เสปน, นอร์เวย์, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี, อังกฤษ, อเมริกา, ญี่ปุ่น,ฟินแลนด์, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, แมกซิโก, เชคโก, ฮังการี, เกาหลี, โปแลนด์, สโลวะเกีย, ชิลี, สโลเวเนีย, อิสราเอล, เอสโตเนีย

 

4 ประเทศสุดท้ายที่เขียนข้างบนเพิ่งเป็นสมาชิกกันเมื่อปี 2010 นี้เอง

 

เอาเป็นว่าสรุปจาก OECD indicator ในหัวข้อการศึกษา (Education at a glance) แล้วจะได้รู้ว่าการศึกษาของญี่ปุ่นตอนนี้เป็นยังไงได้ดังนี้

 

1. ในประเทศญี่ปุ่นนั้น คนจบการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโก etc.) โอกาสจะหางานได้สูงกว่าจบแค่การศึกษาระดับกลาง (ม.ต้นและม.ปลาย) แหงล่ะ...

 

ผลการสำรวจเมื่อปี 2008 บอกว่า อัตราการหางานได้ของนักเรียนที่จบม.ปลาย ผู้ชายหางานได้ 87.6% และผู้หญิงหางานได้ 61.7% เปอร์เซ็นคนตกงาน ผู้ชาย 4.7% และผู้หญิง 4.0% 

 

ในขณะที่อัตราการหางานได้ของคนจบการศึกษาระดับสูง ประเภทการศึกษามหาวิทยาลัย ผู้ชายหางานได้ 93.4% และผู้หญิง 66.9% และการศึกษาที่ไม่ใช่รูปแบบมหาวิทยาลัย (เซมมงกักโกอะไรพวกนี้) ผู้ชาย 92.9% ผู้หญิง 64.8% เปอร์เซ็นคนตกงานของคนจบการศึกษาสูงทั้งที่จบมหาวิทยาลัยคือผู้ชาย 2.5% ผู้หญิง 3.2% ส่วนเปอร์เซ็นคนตกงานของคนจบการศึกษาสูงกว่ามัธยมแต่ไม่ใช่รูปแบบมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ที่ ผู้ชาย 4.0% ผู้หญิง 3.6%

 

สรุปว่าการศึกษาสูงโดยเฉพาะเรียนจบมหาลัยมีโอกาสได้งานสูงนั่นแหละ เรียนเข้าไปนะน้องเอ๊ย~~

 

2. จากค่าเฉลี่ยที่ OECD ทำสำรวจพบว่า ในทุกระดับของการศึกษาที่จบนั้น ยังไงผู้ชายก็หางานได้มากกว่าผู้หญิง แต่ยิ่งการศึกษาในระดับสูงขึ้นมากเท่าไหร่ ช่องว่างในการหางานได้ของผู้หญิงผู้ชายจะลดน้อยลงไป ทว่าของญี่ปุ่นนั้นเป็นตรงกันข้าม (ยิ่งเรียนสูงยิ่งหางานไม่ได้ =_=; บริษัทไม่อยากจ้าง ดังนั้น สาวๆที่อยากทำงานที่ญี่ปุ่น เรียนสูงไปจะไม่มีงานทำเน้อ... เค้าสนใจคนที่เริ่มทำงานกับบริษัทได้เร็วๆมากกว่า)

 

3. เมื่อดูค่าการลงทุนทางการศึกษาของชาวญี่ปุ่น (หมายถึงเงินลงทุนในการศึกษาของคนที่กำลังอยู่ในระหว่างศึกษาอยู่ตอนนี้ต่อคน) แล้วพบว่า ตัวเลขสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD หมายความว่าคนญี่ปุ่นค่อนข้างจะเห็นความสำคัญต่อการศึกษา และลงทุนในการศึกษากันมาก

 

4. ทว่าถ้าหาค่าเฉลี่ยของรัฐบาลที่ลงทุนกับการศึกษาแล้ว จะได้ตัวเลขที่ต่ำว่าค่าเฉลี่ยของ OECD หมายความว่า ประชาชนให้การสำคัญกับการศึกษา แต่รัฐบาลไม่ได้สนับสนุนมากเท่าที่ควร ดังนั้นประชาชนต้องออกเงินเอง =_=; 

 

5. ค่าเฉลี่ยเงินที่ต้องออกเองสำหรับการศึกษาของญี่ปุ่น (ข้อมูลปี 2007) คือ 33.3% ซึ่งถือว่ามากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศใน OECD ที่มีแค่ 17.4% อยู่มาก ซึ่งถือเป็นอันดับ 4 ของประเทศที่ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการออกเงินเพื่อการศึกษาเองรองลงมาจาก เกาหลี, ชิลี และอเมริกา ตามลำดับ

 

6. โดยเฉพาะการศึกษาระดับสูง (หลังจบม.ปลาย อันได้แก่มหาวิทยาลัย, ป.โท, ป.เอก, เซมมงกักโกทั้งหลาย) ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องออกเงินเองมากทีเดียวถ้าเทียบกับประเทศในกลุ่มประเทศอื่นๆ

 

7. รายละเอียดของจำนวนเงินที่ชาวญี่ปุ่นต้องออกเองเพื่อการศึกษา ในวัยก่อนประถม (อนุบาล, เนอสเซอรี่ etc.) 56.2% การศึกษาระดับต้นและกลาง (ประถม ~ ม.ปลาย) 10.1% และการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโก) 67.5% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของ OEAD ในวัยก่อนประถม (อนุบาล, เนอสเซอรี่ etc.) 20.3% การศึกษาระดับต้นและกลาง (ประถม ~ ม.ปลาย) 9.7% และการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโก) 30.9% จะเห็นได้ว่าช่วงก่อนเข้าประถม และถ้าจะเรียนมากกว่าม.ปลาย คนญี่ปุ่นต้องออกเงินกันเองเป็นจำนวนมาก =_=; รัฐไม่ค่อยจะมีอะไรสนับสนุนให้เลย (แต่พวกเราชาวไทย ก็ดั้นด้นมาเรียนกัน เอิ๊ก)

 

8. ญี่ปุ่นและเกาหลีถูกจับให้อยู่กลุ่มเดียวกันอย่างสามัคคี คือกลุ่ม `ค่าเล่าเรียนของการศึกษาระดับสูงมหาแพง และรัฐไม่มีนโยบายช่วยเหลืออะไรห่_อะไรเท่าไหร่เลย` เป็นกลุ่มที่บัดซ_จัง T^T (แต่มีทุนให้ชาวต่างชาติมากกว่าชาวญี่ปุ่นเยอะแยะ ดังนั้นได้ทุนอะไรก็เงียบๆไป และตั้งหน้าตั้งตาเรียนไปเหอะ) 

 

9. สำหรับเปอร์เซ็นการเรียนอนุบาลของชาวญี่ปุ่น สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศใน OECD ด้วยกัน ของญี่ปุ่นคนเรียนอนุบาลกัน 86.0% (เด็ก 3-4 ขวบ) ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศใน OECD อยู่ที่ 71.5%

 

 

10. เปอร์เซ็นนักเรียนเรียนต่อม.ปลายของญี่ปุ่น คิดเป็น 95% ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD ที่อยู่ที่ 80% แปลว่าเด็กญี่ปุ่นอย่างน้อยก็เรียนจบม.ปลายกันเป็นส่วนใหญ่

 

11. ทว่าเปอร์เซ็นคนเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นนั้นอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ของ OECD อยู่ที่ 56% 

ของญี่ปุ่นนั้น คนต่อมหาลัยหลังจากจบม.ปลายคิดเป็น 48% ทว่าก็มีคนไปต่ออย่างอื่นที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยอีก (พวกเซมมงกักโก etc.) 29% 

 

12. เปอร์เซ็นคนเรียนจบการศึกษาระดับสูง (มหาลัย + เซมมงกักโกและอื่นๆ) ของญี่ปุ่นคิดเป็น 98% (คือถ้าเข้าไปเรียนแล้วส่วนใหญ่ก็จะจบ) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่อยู่ที่ 80% (อีก 20% เข้าไปเรียนแล้วจบเห่...)

 

13. ชั่วโมงสอนเฉลี่ยของบรรดาอาจารย์ในสถาบันการศึกษาในญี่ปุ่น การศึกษาระดับต้น 709 ชั่วโมง/ปี ระดับกลาง 603 ชั่วโมง และระดับสูง 500 ชั่วโมง (ยิ่งเรียนสูง อาจารย์ยิ่งว่าง =_=;) น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ที่การศึกษาระดับต้น 786 ชั่วโมง/ปี ระดับกลาง 703 ชั่วโมง และระดับสูง 681 ชั่วโมง  

 

14. ทว่าชั่วโมงการทำงานตามที่กฏหมายกำหนดของญี่ปุ่น การศึกษาระดับต้นและกลาง 1899 ชั่วโมง มากกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD เยอะอยู่ (ของ OECD การศึกษาระดับต้น 1659 ชั่วโมง/ปี ระดับกลาง 1662 ชั่วโมง และระดับสูง 1657 ชั่วโมง) คือทำงานเยอะ แต่ไม่ค่อยได้สอน กร๊ากกก แล้วเมิงไปทำอะไรกัน???

 

15. จำนวนคนเฉลี่ยต่อคลาส ในการศึกษาญี่ปุ่นระดับต้น (ประถม) เฉลี่ย 28.1 คน/คลาส ในขณะที่ OECD 21.6 คนต่อคลาส ที่สำคัญก็คือ 15 ประเทศจาก 31 ประเทศนั้นมีนักเรียนต่อคลาสไม่ถึง 20 คน ประเทศที่มีนักเรียนเกิน 25 คนต่อหนึ่งห้องเรียนมีแค่ 8 ประเทศเท่านั้น

 

16. จำนวนคนเฉลี่ยต่อคลาส ในการศึกษาญี่ปุ่นระดับกลางแรก (ม.1-3) เฉลี่ย 33.2 คน/คลาส ในขณะที่ OECD 23.9 คนต่อคลาส มีแค่ 6 ประเทศจาก 29 ประเทศที่ให้ข้อมูล ที่มีนักเรียนในห้องเกิน 30 คนต่อห้อง

 

17. เงินเดือนเฉลี่ยของอาจารย์ที่สอนการศึกษาระดับต้นและกลางมาเป็นเวลา 15 ปีของญี่ปุ่นอยู่ที่ 48,655 ดอลล์ ในขณะที่ของ OECD อาจารย์ที่สอนการศึกษาระดับต้นได้อยู่ที่ 39,426 ดอลล์ การศึกษาระดับกลางแรก (ม.ต้น) 41,927 ดอลล์ และการศึกษาระดับกลางหลัง (ม.ปลาย) 45,850 ดอลล์

 

18. คิดเป็นรายได้ของอาจารย์เฉลี่ยเทียบกับ GDP ต่อคนอยู่ที่ 1.44 ในขณะที่ของ OECD อาจารย์ที่สอนการศึกษาระดับต้นได้อยู่ที่ 1.16 การศึกษาระดับกลางแรก (ม.ต้น) 1.22  และการศึกษาระดับกลางหลัง (ม.ปลาย) 1.29

 

19. สรุปว่าอาจารย์ญี่ปุ่นเงินเดือนสูง เวลาทำงานเยอะ แต่ไม่เอาไปสอนหนังสือ (?)

 

ข้างล่างนี้เป็นแรงกิ้งอันดับประเทศตามลำดับเงินที่ใช้ในการศึกษาไล่จากซ้าย เขียวคือการศึกษาระดับต้น (ประถม) 

ฟ้าคือการศึกษาระดับกลาง (ม.ต้น~ม.ปลาย)

และส้มคือการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโกและอื่นๆ)

 

 

 

จะเห็นได้ว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะลงทุนกับการศึกษาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ในการศึกษาทุกระดับ (ต้องขอโทษคนที่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกด้วย T^T ไล่ให้คร่าวๆสามอันดับแล้วกัน ของการศึกษาระดับต้นอันดับ 1 ไอซ์แลนด์ อันดับ 2 อเมริกา และอันดับ 3 นอร์เวย์ ของการศึกษาระดับกลาง อันดับ 1 สวิซ อันดับ 2 นอร์เวย์ อันดับ 3 อเมริกา ของการศึกษาระดับสูง อันดับ 1 อเมริกา อันดับ 2 สวิซ อันดับ 3 สวีเดน)

 

ประเทศที่ติดแรงกิ้งอันดับต้นๆถือเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา มีการลงทุนกับอุปกรณ์ สิ่งก่อสร้าง และอื่นๆเพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีในการศึกษา ดูแล้วเป็นประเทศน่าอยู่น่าเลี้ยงลูกประเทศนึงเลยทีเดียว

 

ทว่าอีกกราฟนึง กราฟนี้บอกถึงจำนวนเงินที่ประชาชนต้องออกค่าใช้จ่ายส่วนตัวในการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงม.ต้นต่อคน (รวมค่าโรงเรียนพิเศษ, ค่าครูสอนพิเศษอะไรพวกนี้) ทางขวามือเป็นชื่อประเทศ ไล่จากข้างบนเป็นฟินแลนด์, ญี่ปุ่น, เกาหลี, สวีเดน, อังกฤษ, อเมริกา และค่าเฉลี่ยของ OECD

 

 

 

จะเห็นได้ว่า ญี่ปุ่น, เกาหลี และอเมริกา เป็นประเทศที่คนต้องจ่ายเงินเองเพื่อให้ลูกมีการศึกษาที่ดีกันมากกว่าค่าเฉลี่ยไปเยอะทีเดียว (เกาหลียิ่งไปไกล =_=;) ดูอย่างประเทศสวีเดน, ฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการลงทุนการศึกษาสูงติดอันดับต้นๆ เด็กๆได้รับการศึกษาที่ดี มีสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ดี โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องหาทางจ่ายเองมาก

 

ดังนั้นประเทศที่คนต้องจ่ายเองเยอะ ก็จะกลายเป็นประเทศที่มีการเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะเท่ากับว่าถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่สามารถจะไปเรียนพิเศษไปอะไรได้ ใครมีเงินก็ได้เรียนดีๆ ไม่มีเงินก็ไม่ได้เรียนไม่ดี เก็บเงินซะ... =_=;

 

อย่างที่บอกว่าข้อมูลที่เอาไปใช้คำนวณเป็นข้อมูลเมื่อปี 2007 ของญี่ปุ่น หลังจากนั้นญี่ปุ่นได้มีการเพิ่มการศึกษาภาคบังคับให้เป็นถึงม.ปลาย และจากข้อมูลเหล่านี้ คิดว่าต่อไปนี้รัฐบาลคงมีนโยบายต่างๆเพิ่มขึ้นมามากขึ้น อาจจะมีสวัสดิการอะไรมากขึ้น (ไม่รู้จะคาดหวังได้เท่าไหร่)

 

ใครที่แต่งงานกับคนญี่ปุ่น มีลูกเลี้ยงลูกที่ญี่ปุ่น ก็เป็นข้อมูลนึงให้เตรียมเก็บตังค์ไว้ด้วยนะจ๊ะ ส่วนคนที่ลูกไม่ได้เป็นประชากรญี่ปุ่น แล้วมาบ่นว่าญี่ปุ่น