ผลการสำรวจของ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ฉบับปี 2010 บอกว่า… 

เงินทุนสนับสนุนด้านสาธารณะของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา เมื่อเทียบกับ ค่าGDPของญี่ปุ่นแล้ว มีแค่ 3.3% เท่านั้น ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในตำแหน่งท้ายสุดใน 28 ประเทศที่มีการทำสำรวจครั้งนี้

 

....

 

แปลเป็นภาษาคนให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ภาษีของประเทศไม่ค่อยจะเอาไปลงทุนกับการศึกษาในประเทศซักเท่าไหร่นั่นแหละ =_=;

 

ถึงแม้ข้อมูลที่เอาไปใช้วิเคราะห์จะเป็นข้อมูลที่เก็บไปเมื่อปี 2007 และหลังจากนั้นได้มีการพยายามปรับปรุงแก้ไขการศึกษาญี่ปุ่นหลายอย่างเช่นมีนโยบายให้เรียนฟรีจนถึงม.ปลายอะไรอย่างนี้ออกมาแล้ว ถ้าเอาข้อมูลใหม่ๆไปวิเคราะห์ก็อาจจะไม่ถึงกับอยู่ในอันดับโหล่อย่างนี้ก็ตาม ยังไงซะก็คงได้อันดับท้ายๆ และถือว่าเป็นประเทศที่ประชาชนต้องลงทุนจ่ายเงินเองเพื่อให้ได้การศึกษาที่ดีอ่ะนะ

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่เป็นการเทียบกับประเทศในกลุ่มสมาชิก OECD ที่มี 34 ประเทศเท่านั้นนะ (แต่ครั้งนี้ที่ร่วมทำการสำรวจสถิติกันมีแค่ 28 ประเทศ <<แล้วแต่หัวข้อ) สมาชิกทั้งหมด 34 ประเทศที่ว่าก็ได้แก่ ออสเตรีย, เบลเยี่ยม, แคนาดา, เดนมาร์ก, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, กรีก, ไอร์แลนด์, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลักเซมเบิร์ก, ฮอลันดา, โปรตุเกส, เสปน, นอร์เวย์, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี, อังกฤษ, อเมริกา, ญี่ปุ่น,ฟินแลนด์, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, แมกซิโก, เชคโก, ฮังการี, เกาหลี, โปแลนด์, สโลวะเกีย, ชิลี, สโลเวเนีย, อิสราเอล, เอสโตเนีย

 

4 ประเทศสุดท้ายที่เขียนข้างบนเพิ่งเป็นสมาชิกกันเมื่อปี 2010 นี้เอง

 

เอาเป็นว่าสรุปจาก OECD indicator ในหัวข้อการศึกษา (Education at a glance) แล้วจะได้รู้ว่าการศึกษาของญี่ปุ่นตอนนี้เป็นยังไงได้ดังนี้

 

1. ในประเทศญี่ปุ่นนั้น คนจบการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโก etc.) โอกาสจะหางานได้สูงกว่าจบแค่การศึกษาระดับกลาง (ม.ต้นและม.ปลาย) แหงล่ะ...

 

ผลการสำรวจเมื่อปี 2008 บอกว่า อัตราการหางานได้ของนักเรียนที่จบม.ปลาย ผู้ชายหางานได้ 87.6% และผู้หญิงหางานได้ 61.7% เปอร์เซ็นคนตกงาน ผู้ชาย 4.7% และผู้หญิง 4.0% 

 

ในขณะที่อัตราการหางานได้ของคนจบการศึกษาระดับสูง ประเภทการศึกษามหาวิทยาลัย ผู้ชายหางานได้ 93.4% และผู้หญิง 66.9% และการศึกษาที่ไม่ใช่รูปแบบมหาวิทยาลัย (เซมมงกักโกอะไรพวกนี้) ผู้ชาย 92.9% ผู้หญิง 64.8% เปอร์เซ็นคนตกงานของคนจบการศึกษาสูงทั้งที่จบมหาวิทยาลัยคือผู้ชาย 2.5% ผู้หญิง 3.2% ส่วนเปอร์เซ็นคนตกงานของคนจบการศึกษาสูงกว่ามัธยมแต่ไม่ใช่รูปแบบมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ที่ ผู้ชาย 4.0% ผู้หญิง 3.6%

 

สรุปว่าการศึกษาสูงโดยเฉพาะเรียนจบมหาลัยมีโอกาสได้งานสูงนั่นแหละ เรียนเข้าไปนะน้องเอ๊ย~~

 

2. จากค่าเฉลี่ยที่ OECD ทำสำรวจพบว่า ในทุกระดับของการศึกษาที่จบนั้น ยังไงผู้ชายก็หางานได้มากกว่าผู้หญิง แต่ยิ่งการศึกษาในระดับสูงขึ้นมากเท่าไหร่ ช่องว่างในการหางานได้ของผู้หญิงผู้ชายจะลดน้อยลงไป ทว่าของญี่ปุ่นนั้นเป็นตรงกันข้าม (ยิ่งเรียนสูงยิ่งหางานไม่ได้ =_=; บริษัทไม่อยากจ้าง ดังนั้น สาวๆที่อยากทำงานที่ญี่ปุ่น เรียนสูงไปจะไม่มีงานทำเน้อ... เค้าสนใจคนที่เริ่มทำงานกับบริษัทได้เร็วๆมากกว่า)

 

3. เมื่อดูค่าการลงทุนทางการศึกษาของชาวญี่ปุ่น (หมายถึงเงินลงทุนในการศึกษาของคนที่กำลังอยู่ในระหว่างศึกษาอยู่ตอนนี้ต่อคน) แล้วพบว่า ตัวเลขสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD หมายความว่าคนญี่ปุ่นค่อนข้างจะเห็นความสำคัญต่อการศึกษา และลงทุนในการศึกษากันมาก

 

4. ทว่าถ้าหาค่าเฉลี่ยของรัฐบาลที่ลงทุนกับการศึกษาแล้ว จะได้ตัวเลขที่ต่ำว่าค่าเฉลี่ยของ OECD หมายความว่า ประชาชนให้การสำคัญกับการศึกษา แต่รัฐบาลไม่ได้สนับสนุนมากเท่าที่ควร ดังนั้นประชาชนต้องออกเงินเอง =_=; 

 

5. ค่าเฉลี่ยเงินที่ต้องออกเองสำหรับการศึกษาของญี่ปุ่น (ข้อมูลปี 2007) คือ 33.3% ซึ่งถือว่ามากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศใน OECD ที่มีแค่ 17.4% อยู่มาก ซึ่งถือเป็นอันดับ 4 ของประเทศที่ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการออกเงินเพื่อการศึกษาเองรองลงมาจาก เกาหลี, ชิลี และอเมริกา ตามลำดับ

 

6. โดยเฉพาะการศึกษาระดับสูง (หลังจบม.ปลาย อันได้แก่มหาวิทยาลัย, ป.โท, ป.เอก, เซมมงกักโกทั้งหลาย) ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องออกเงินเองมากทีเดียวถ้าเทียบกับประเทศในกลุ่มประเทศอื่นๆ

 

7. รายละเอียดของจำนวนเงินที่ชาวญี่ปุ่นต้องออกเองเพื่อการศึกษา ในวัยก่อนประถม (อนุบาล, เนอสเซอรี่ etc.) 56.2% การศึกษาระดับต้นและกลาง (ประถม ~ ม.ปลาย) 10.1% และการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโก) 67.5% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของ OEAD ในวัยก่อนประถม (อนุบาล, เนอสเซอรี่ etc.) 20.3% การศึกษาระดับต้นและกลาง (ประถม ~ ม.ปลาย) 9.7% และการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโก) 30.9% จะเห็นได้ว่าช่วงก่อนเข้าประถม และถ้าจะเรียนมากกว่าม.ปลาย คนญี่ปุ่นต้องออกเงินกันเองเป็นจำนวนมาก =_=; รัฐไม่ค่อยจะมีอะไรสนับสนุนให้เลย (แต่พวกเราชาวไทย ก็ดั้นด้นมาเรียนกัน เอิ๊ก)

 

8. ญี่ปุ่นและเกาหลีถูกจับให้อยู่กลุ่มเดียวกันอย่างสามัคคี คือกลุ่ม `ค่าเล่าเรียนของการศึกษาระดับสูงมหาแพง และรัฐไม่มีนโยบายช่วยเหลืออะไรห่_อะไรเท่าไหร่เลย` เป็นกลุ่มที่บัดซ_จัง T^T (แต่มีทุนให้ชาวต่างชาติมากกว่าชาวญี่ปุ่นเยอะแยะ ดังนั้นได้ทุนอะไรก็เงียบๆไป และตั้งหน้าตั้งตาเรียนไปเหอะ) 

 

9. สำหรับเปอร์เซ็นการเรียนอนุบาลของชาวญี่ปุ่น สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศใน OECD ด้วยกัน ของญี่ปุ่นคนเรียนอนุบาลกัน 86.0% (เด็ก 3-4 ขวบ) ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศใน OECD อยู่ที่ 71.5%

 

 

10. เปอร์เซ็นนักเรียนเรียนต่อม.ปลายของญี่ปุ่น คิดเป็น 95% ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD ที่อยู่ที่ 80% แปลว่าเด็กญี่ปุ่นอย่างน้อยก็เรียนจบม.ปลายกันเป็นส่วนใหญ่

 

11. ทว่าเปอร์เซ็นคนเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นนั้นอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ของ OECD อยู่ที่ 56% 

ของญี่ปุ่นนั้น คนต่อมหาลัยหลังจากจบม.ปลายคิดเป็น 48% ทว่าก็มีคนไปต่ออย่างอื่นที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยอีก (พวกเซมมงกักโก etc.) 29% 

 

12. เปอร์เซ็นคนเรียนจบการศึกษาระดับสูง (มหาลัย + เซมมงกักโกและอื่นๆ) ของญี่ปุ่นคิดเป็น 98% (คือถ้าเข้าไปเรียนแล้วส่วนใหญ่ก็จะจบ) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่อยู่ที่ 80% (อีก 20% เข้าไปเรียนแล้วจบเห่...)

 

13. ชั่วโมงสอนเฉลี่ยของบรรดาอาจารย์ในสถาบันการศึกษาในญี่ปุ่น การศึกษาระดับต้น 709 ชั่วโมง/ปี ระดับกลาง 603 ชั่วโมง และระดับสูง 500 ชั่วโมง (ยิ่งเรียนสูง อาจารย์ยิ่งว่าง =_=;) น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ที่การศึกษาระดับต้น 786 ชั่วโมง/ปี ระดับกลาง 703 ชั่วโมง และระดับสูง 681 ชั่วโมง  

 

14. ทว่าชั่วโมงการทำงานตามที่กฏหมายกำหนดของญี่ปุ่น การศึกษาระดับต้นและกลาง 1899 ชั่วโมง มากกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD เยอะอยู่ (ของ OECD การศึกษาระดับต้น 1659 ชั่วโมง/ปี ระดับกลาง 1662 ชั่วโมง และระดับสูง 1657 ชั่วโมง) คือทำงานเยอะ แต่ไม่ค่อยได้สอน กร๊ากกก แล้วเมิงไปทำอะไรกัน???

 

15. จำนวนคนเฉลี่ยต่อคลาส ในการศึกษาญี่ปุ่นระดับต้น (ประถม) เฉลี่ย 28.1 คน/คลาส ในขณะที่ OECD 21.6 คนต่อคลาส ที่สำคัญก็คือ 15 ประเทศจาก 31 ประเทศนั้นมีนักเรียนต่อคลาสไม่ถึง 20 คน ประเทศที่มีนักเรียนเกิน 25 คนต่อหนึ่งห้องเรียนมีแค่ 8 ประเทศเท่านั้น

 

16. จำนวนคนเฉลี่ยต่อคลาส ในการศึกษาญี่ปุ่นระดับกลางแรก (ม.1-3) เฉลี่ย 33.2 คน/คลาส ในขณะที่ OECD 23.9 คนต่อคลาส มีแค่ 6 ประเทศจาก 29 ประเทศที่ให้ข้อมูล ที่มีนักเรียนในห้องเกิน 30 คนต่อห้อง

 

17. เงินเดือนเฉลี่ยของอาจารย์ที่สอนการศึกษาระดับต้นและกลางมาเป็นเวลา 15 ปีของญี่ปุ่นอยู่ที่ 48,655 ดอลล์ ในขณะที่ของ OECD อาจารย์ที่สอนการศึกษาระดับต้นได้อยู่ที่ 39,426 ดอลล์ การศึกษาระดับกลางแรก (ม.ต้น) 41,927 ดอลล์ และการศึกษาระดับกลางหลัง (ม.ปลาย) 45,850 ดอลล์

 

18. คิดเป็นรายได้ของอาจารย์เฉลี่ยเทียบกับ GDP ต่อคนอยู่ที่ 1.44 ในขณะที่ของ OECD อาจารย์ที่สอนการศึกษาระดับต้นได้อยู่ที่ 1.16 การศึกษาระดับกลางแรก (ม.ต้น) 1.22  และการศึกษาระดับกลางหลัง (ม.ปลาย) 1.29

 

19. สรุปว่าอาจารย์ญี่ปุ่นเงินเดือนสูง เวลาทำงานเยอะ แต่ไม่เอาไปสอนหนังสือ (?)

 

ข้างล่างนี้เป็นแรงกิ้งอันดับประเทศตามลำดับเงินที่ใช้ในการศึกษาไล่จากซ้าย เขียวคือการศึกษาระดับต้น (ประถม) 

ฟ้าคือการศึกษาระดับกลาง (ม.ต้น~ม.ปลาย)

และส้มคือการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโกและอื่นๆ)

 

 

 

จะเห็นได้ว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะลงทุนกับการศึกษาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ในการศึกษาทุกระดับ (ต้องขอโทษคนที่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกด้วย T^T ไล่ให้คร่าวๆสามอันดับแล้วกัน ของการศึกษาระดับต้นอันดับ 1 ไอซ์แลนด์ อันดับ 2 อเมริกา และอันดับ 3 นอร์เวย์ ของการศึกษาระดับกลาง อันดับ 1 สวิซ อันดับ 2 นอร์เวย์ อันดับ 3 อเมริกา ของการศึกษาระดับสูง อันดับ 1 อเมริกา อันดับ 2 สวิซ อันดับ 3 สวีเดน)

 

ประเทศที่ติดแรงกิ้งอันดับต้นๆถือเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา มีการลงทุนกับอุปกรณ์ สิ่งก่อสร้าง และอื่นๆเพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีในการศึกษา ดูแล้วเป็นประเทศน่าอยู่น่าเลี้ยงลูกประเทศนึงเลยทีเดียว

 

ทว่าอีกกราฟนึง กราฟนี้บอกถึงจำนวนเงินที่ประชาชนต้องออกค่าใช้จ่ายส่วนตัวในการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงม.ต้นต่อคน (รวมค่าโรงเรียนพิเศษ, ค่าครูสอนพิเศษอะไรพวกนี้) ทางขวามือเป็นชื่อประเทศ ไล่จากข้างบนเป็นฟินแลนด์, ญี่ปุ่น, เกาหลี, สวีเดน, อังกฤษ, อเมริกา และค่าเฉลี่ยของ OECD

 

 

 

จะเห็นได้ว่า ญี่ปุ่น, เกาหลี และอเมริกา เป็นประเทศที่คนต้องจ่ายเงินเองเพื่อให้ลูกมีการศึกษาที่ดีกันมากกว่าค่าเฉลี่ยไปเยอะทีเดียว (เกาหลียิ่งไปไกล =_=;) ดูอย่างประเทศสวีเดน, ฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการลงทุนการศึกษาสูงติดอันดับต้นๆ เด็กๆได้รับการศึกษาที่ดี มีสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ดี โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องหาทางจ่ายเองมาก

 

ดังนั้นประเทศที่คนต้องจ่ายเองเยอะ ก็จะกลายเป็นประเทศที่มีการเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะเท่ากับว่าถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่สามารถจะไปเรียนพิเศษไปอะไรได้ ใครมีเงินก็ได้เรียนดีๆ ไม่มีเงินก็ไม่ได้เรียนไม่ดี เก็บเงินซะ... =_=;

 

อย่างที่บอกว่าข้อมูลที่เอาไปใช้คำนวณเป็นข้อมูลเมื่อปี 2007 ของญี่ปุ่น หลังจากนั้นญี่ปุ่นได้มีการเพิ่มการศึกษาภาคบังคับให้เป็นถึงม.ปลาย และจากข้อมูลเหล่านี้ คิดว่าต่อไปนี้รัฐบาลคงมีนโยบายต่างๆเพิ่มขึ้นมามากขึ้น อาจจะมีสวัสดิการอะไรมากขึ้น (ไม่รู้จะคาดหวังได้เท่าไหร่)

 

ใครที่แต่งงานกับคนญี่ปุ่น มีลูกเลี้ยงลูกที่ญี่ปุ่น ก็เป็นข้อมูลนึงให้เตรียมเก็บตังค์ไว้ด้วยนะจ๊ะ ส่วนคนที่ลูกไม่ได้เป็นประชากรญี่ปุ่น แล้วมาบ่นว่าญี่ปุ่นเก็บเงินลูกตัวเองแพงกว่าคนญี่ปุ่น เป็นการแบ่งแยก (เป็นชาตินิยมอีกเช่นเคย ประเทศนี้ทำอะไรจะผิดหมดทุกข้อหา... ในฐานะ ชาตินิยมไปนะตัว) ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว =_=; เพราะเราไม่ใช่ประชากรเค้า สวัสดิการเรียนฟรีในการศึกษาภาคบังคับเค้ามีให้ประชากรเค้าน่ะ มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้น่ะนะ... ใครจะมาเรียน ก็เตรียมเงินถุงเงินถังมาเลยนะ

 

 

 

ป.ล. หายไปหลายวันเพราะกลับชิกะมาช่วงโอบ้งค่ะ m(_ _)m

 

 


 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

When he sees you going in the sand with your beautiful bride dresses moment etched in his memory will remain forever. They are less formal and more relaxed

#28 By prom dresses (218.4.60.70) on 2011-09-08 09:05

งั้นโบว์คงเข้าใจผิดไปเองตอนแปลบทความน่ะค่ะ @_@; แต่ทั้งบทความนี้ก็แปลมาอีกทีจากไอ้ที่บอกนี่ล่ะค่ะ ไมไ่ด้คิดเองแต่อย่างใด =_=;

ส่วนเรื่องเรียนฟรีมีแต่ค่าเล่าเรียนนี่รู้อยู่แล้วค่ะ @_@; เพียงแต่เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่ม OECD แล้วได้ผลออกมาแบบนี้ ว่าประชาชนยังต้องรับภาระมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ที่บอกว่ารวมค่าเรียนพิเศษ ค่าจ้างครูมาสอน ก็แปลมาค่ะ ตามบทความหมด เรื่องชั่วโมงทำงานของอาจารย์ญี่ปุ่น คือเทียบกับประเทศในกลุ่มที่เค้าก็ต้องสอนเหมือนกัน ทำวิจัยเหมือนกัน แต่ได้ผลว่าอาจารย์ญี่ปุ่นเงินเดือนสูงกว่า ทำงานน้อยกว่า ทั้งหมดนี้ก็ตามสถิติที่ผลออกมาว่าอย่างนั้น

มันเป็นบทความที่เปรียบเทียบญี่ปุ่นกับประเทศใน OECD อย่างที่บอกข้างต้น @_@; ไม่ใช่แบบสอบถามความเห็นประชาชนญี่ปุ่นหรือรัฐบาลญี่ปุ่นสำรวจมาบอกค่ะ m(_ _)m

#27 By Hayashi Kisara on 2011-08-20 15:24

ขออนุญาตแจ้งนิดนึงนะคะที่คุณโบว์เขียนว่าการศึกษาภาคบังคับของญี่ปุ่นถึงระดับมัธยมปลายน่ะที่จริงไม่ใช่ค่ะ ยังบังคับแค่ 9 ปีคือต้องเรียนให้จบชั้นมัธยมต้นเท่านั้น ส่วนระดับมัธยมปลายตอนนี้ไม่ได้บังคับว่าต้องเรียนค่ะ เพียงแต่ว่าถ้าจะเรียนก็ได้เรียนฟรีเพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน(พรรค Minshuto ที่เคยเป็นฝ่ายค้านมาก่อน)แต่คำว่าเรียนฟรีหมายถึงแค่ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน (授業料)และค่าตำราเรียน ซึ่งสำหรับรร.รัฐบาลก็ตกปีละประมาณ 120,000 แต่พ่อแม่ยังคงต้องเสีย 学費 ซึ่งเป็นเงินสะสมเพื่อกิจกรรมต่างๆในรร.รวมทั้งการไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัด(修学旅行) สำหรับรร.ของลูกสาวต้องเสียเดือนละ 11,000 เยนค่ะ นอกจากนี้พ่อแม่ยังต้องเสียเงินค่ารถไฟ/รถเมล์ไปกลับ ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าชุดพละ ค่าชุดกีฬาฯกรณีที่เด็กเข้าชมรม (部活動)และค่าเดินทางไปแข่งกีฬากับรร.อื่นๆเองหมด เพราะฉะนั้นถึงจะได้ละเว้นค่าเล่าเรียนก็ยังต้องมีรายจ่ายส่วนอื่นอยู่ดีค่ะ

#26 By K.M. (122.196.182.135) on 2011-08-19 14:50

ประเทศทางสแกนฯ นี่น่าอยู่จริงอะไรจริง

ถ้าประเทศไทยเราทำกราฟเทียบกับเค้าบ้างก็คง...sad smile
เวลาทำงานเยอะ จะได้เตรียมแผนการสอน เตรียมสื่อการสอน หรือทำวิจัยไงครับ

อย่างพวกอาจารย์ในเมืองไทยมักจะบ่นกันว่า ไม่มีเวลาทำวิจัย น่ะครับ

ข้อมูลแน่นปึ้กเลยครับ โบว์ :)

#24 By aaax on 2011-08-18 17:17

ก็ไปเน้นนโยบาย ลดแลกแจกแถม สนับสนุนให้ประชาชน งอมืองอเท้า รอเงินช่วยเหลือกันต่อไป ทำนองว่า เรียนไปก็เท่านั้น อยู่ไปวันๆ ก็ได้เงินเท่าเทียม... ทำนองนี้

ข้องใจนโยบายแท็ปเล็ทมาก อยากทราบรายละเอียดว่ายังไงกันแน่... แต่ไม่รู้จะไปหาอ่านเอาจากไหน เพราะไม่ค่อยมีนโยบายละเอียดๆให้ทราบเลย

พอแระ เดี๋ยวจะเบี่ยงประเด็นจขบ.ไป sad smile

#23 By ใครถามยะ on 2011-08-18 16:09

มารัฐบาลชุดนี้ยิ่งแล้วใหญ่
ไม่มีนโยบายการศึกษาเลย
นโยบายเรียนฟรีที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้ต่อยอด
Hot!

#22 By CatunCafe on 2011-08-18 12:58

มีลูกต่างคิด ชีวิตมีสุข "ไบร์วู้ดมาร์กาเร็ต"

(โฆษณาอะไรหว่า แหะ ๆ sad smile)

#21 By DurianGuan ป่วนรัก on 2011-08-17 20:34

big smile Hot!

โอกาสหางาน เรียน 4 ปี เพิ่ม 10% เอง T___T

แต่ก็ชัดจริงๆ นะว่า ลงทุนกับการศึกษากันสูงมาก
ทั้ง ตนเอง และ รัฐ

อยากให้ประเทศไทยลงทุนกับการศึกษามากกว่านี้จัง

#20 By วิหคสีคราม on 2011-08-17 14:03

น่าสงสารประเทศไทยเน้อเรื่องการศึกษานี่ยังไม่ไปไหนเลย

#19 By มกร (125.26.59.234) on 2011-08-17 09:53

อยากเห็นตัวเลขของบ้านเราบ้างจัง เพราะรัฐบาลประกาศปาวๆว่าเรียนฟรี แต่ฟังจากบรรดาคุณพ่อคุณแม่แล้วมันก็ไม่ได้ฟรีหรอกนะ เห็นว่าต้องจ่ายค่าบำรุงอะไรต่างๆให้โรงเรียนมากกว่าตอนที่ไม่มีนโยบายเรียนฟรีอีกค่ะ

#18 By suijeu (101.108.143.10) on 2011-08-17 09:04

อาจารย์ญี่ปุ่น ถ้าเป็นระดับหมาวิทยาลัยขึ้นไป ส่วนมากเค้าทำวิจัยกันเยอะครับ งานตีพิมพ์ งานประชุมวิชาการงานประชุมวิชาการนี้ ญุี่ปุ่นถือเป็นแนวหน้าเลยนะ

#17 By Dimosfobos (124.120.89.77) on 2011-08-17 08:38

ถ้ามาสำรวจที่บ้านเราบ้างก็อาจจะคล้ายๆเกาหลีเข้าไปทุกทีนะคะ คือมีเงินก็อัดเรียนพิเศษกันไป ใครไปไม่มีก็เรียนโรงเรียนรัฐบาลอะไรแบบนี้ sad smile Hot! Hot!

#16 By Bluemood Manga and CG on 2011-08-17 05:46

ว่าด้วยข้อหนึ่งเรื่องว่าคนจบการศึกษาสูงมีโอกาสได้งานมากกว่า จริงๆตามตรรกะก็ดูแหงล่ะจริงๆนะคะ และในประเทศส่วนใหญ่ก็คงเป็นอย่างนั้น แต่คุ้นๆว่าเคยอ่านเจอมาค่ะว่าสถิติเรื่องการศึกษาและการบรรจุเข้างานของไทย เปอร์เซ็นต์คนที่จบม.ต้นได้รับบรรจุงานมากกว่าระดับปริญญาตรีอีกค่ะ อ่านแล้วแบบ O_____O อืม..แต่ก็นะ เขาคงวัดกันที่ตัวเลขเป็นหลัก ไม่ได้นำลักษณะงานมารวมพิจารณาด้วย (เช่น อาจจะนับงานพนักงานล้างจานกับพนักงานบริษัทเป็นงานหนึ่งงานเหมือนกัน เด็กจบม.ต้นคงไม่เกี่ยงงาน แต่เด็กจบป.ตรีมันจะมีสักกี่คนจะจะยอมมาทำงานล้างจาน.. อะไรแบบนี้)

ส่วนเรื่องค่าเล่าเรียนไม่เท่ากันระหว่างคนในชาติและคนต่างชาติโดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย ดูเป็นลักษณะร่วมของญี่ปุ่น อเมริกา และอังกฤษ อยู่นะคะ (ประเทศอื่นอาจจะมีอีกแต่ไม่ทราบฮ่ะ) แต่เท่าๆที่ทราบ ในยุโรปภาคพื้นทวีปนี่มหาวิทยาลัยของรัฐคิดค่าเล่าเรียนเท่ากันทุกคนไม่เกี่ยงสัญชาติค่ะ ยิ่งประเทศที่รัฐสวัสดิการดีเด่นอย่างประเทศแถบสแกนดิเนเวียนี่ให้เรียนฟรีเลยมั้งคะ มีเพื่อนเป็นคนฟินแลนด์ เธอเล่าให้ฟังว่านอกจากจะเรียนฟรีจนถึงอายุ 28 แล้ว ยังมีสตางค์ให้รายเดือนอีกด้วย (ไม่ได้มากมายอะไรแต่ก็ยังดี) เป็นเพื่อนที่รู้จักกันตอนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น เธอก็มาโครงการเดียวกัน ขนาดพักเทอมที่ฟินแลนด์ไว้แล้วมาเรียนญี่ปุ่นก็ยังได้เงินช่วยส่วนนี้ ส่วนเพื่อนอีกคนเป็นสวีเดนประเทศเพื่อนบ้านก็บอกว่าเรียนฟรี แต่ไม่มีเงินให้ฟรีๆ มีให้แต่เป็นเชิง student loan ประมาณนี้อ่ะค่ะ

ส่วนที่ฝรั่งเศสนี่ ค่าเล่าเรียนไม่ฟรีแต่ถูกค่ะ (คิดแล้วถูกกว่าเรียนที่ไทยอีก) ค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยรัฐตกราว 400 ยูโรกว่าๆ แบ่งเป็นค่าเรียนประมาณ 200 ยูโร ส่วนอีก 200 กว่ายูโรเป็นค่าประกันสังคม (ประกันสุขภาพนักเรียน) ที่บังคับให้จ่ายตามระบบ ถ้าเป็นเด็กฝรั่งเศสที่ใช้สิทธิประกันของพ่อแม่ได้ก็ไม่ต้องเสียเจ้าส่วนสองร้อยกว่ายูฯนี่ได้ด้วย เคยไปต่อคิวจ่ายค่าเล่าเรียนตอนป.โทปีแรก คนที่ต่อแถวข้างหน้ากำเหรียญห้ายูโรมาจ่ายเป็นค่าธรรมเนียนห้องสมุดอย่างเดียวอ่ะค่ะ เหมือนจะเป็นนักเรียนทุนแบบได้ยกเว้นค่าเล่าเรียน แบบว่า..โอ้ว สุดยอด ห้ายูโร 5555

(ป.ล. ทั้งนี้ทั้งนั้นเขียนมาจากความทรงจำ ไม่มี reference เป็นจริงจังทางการเลย แต่อย่าถือเป็นจริงจังล่ะกันค่ะ จำได้จากความทรงจำล้วนๆ)

#15 By RUBIS on 2011-08-17 05:38

Hot! Hot! Hot!
ข้อมูลปึ้กจริงๆ
รัฐบาลลงทุนน้อย ประชาชนลงทุนเองมาก แต่มันก็ได้ผลดีจากการศึกษาที่ลงทุนไป
ยังดีกว่ารัฐบาลลงทุนเยอะ(กินเยอะ) แล้วประชาชนยังต้องลงทุนอีก สุดท้ายก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรเลย

#14 By Moonlighteas on 2011-08-17 02:53

จริงๆผมว่าลองให้ออกเองก็ดีนะ
เหมือนเด็กไทยทุกวันนี้ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการศึกษา
อาจจะเป็นเพราะเรียนฟรีน่ะแหละ
แต่ส่วนนึงจะโทษเด็กๆไปหมดก็ไม่ถูก
เพราะว่าระบบการศึกษาไทยตอนนี้มันเฟลจริงๆ

ปล.เอ็นทรี่นี้เป็นผลมาจากการศึกษาอนาคตของตัวน้อยทั้งสองสินะครับ=_=sad smile

#13 By Bacon on 2011-08-17 00:54

เริ่มดีใจที่ไม่มีลูกไม่มีครอบครัวก็ตรงนี้ละครับ

#12 By HAKURO on 2011-08-16 23:15

อาจารย์มหาลัยเอาเวลาไปทำวิจัยหมดไงล่ะครับ ได้เงินเพิ่มอีกต่างหาก confused smile

จริงๆ ก็คือเอาเวลาไปคุมเด็กทำวิจัยนั่นเอง ...
ได้ข่าวว่าเด็กป.โท ป.เอก แทบจะต้องกินนอนกันในแลปเลยทีเดียว...

#11 By Little Lamb on 2011-08-16 22:09

เเต่ดูว่าต่างประเทศเขาจบม.ปลายเเล้วหางานง่ายกว่าเด็กบ้านเราเยอะเลยนะคะ (บ้านเราถ้าไม่จบป.ตรีเเทบกินเเกลบ)

ค่าเล่าเรียนป.ตรีขึ้นไปของเเต่ละประเทศก็สูงพอควร น่าเสียดายที่รัฐไม่ค่อยสนับสนุนเนอะ

ขอบคุณเนื้อหาดีๆที่เอามาเเบ่งปันค่ะ ^^Hot! Hot!

#10 By Runako@JISAME. on 2011-08-16 21:24

ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา !! // ปรบมือ
Hot! Hot!

#9 By Mew Al Sax ' on 2011-08-16 19:36

ถึงว่าประเทศนี้แข่งกันเรียน
เพราะความกดดันด้านหน้าที่การงาน -_-;

#8 By -` เหล้าบ๊วย on 2011-08-16 18:52

ต้องพยายามเรียนหนังสือ
แล้วก็ต้องเข้าทำงานกับบริษัทให้ไ้ด้เร็วๆสิน่ะฮะ

#7 By BAYIA バヤイエア on 2011-08-16 18:24

พวกอาจารย์ระดับสูงๆ
เค้าต้องแบ่งเวลาไปทำงานวิจัยด้วยค่าา
เตรียมการสอนอีกอะไรอีกงี้
เลยเหลือชั่วโมงสอนน้อย
ไม่เหมือนโรงเรียนอนุบาลที่ทุกชั่วโมงทำงานต้องอยู่กับเด็กๆ อะค่ะ

#6 By aidaaya (118.172.200.202) on 2011-08-16 18:14

มิน่า ก่อนหน้านี้เห็นสำรวจที่บอกว่าส่วนใหญ่อยากเป็นอาจารย์ เพราะเงินเดือนเยอะ เวลาว่างเยอะนี่เอง Hot! Hot!

#5 By natcha on 2011-08-16 17:51

โห มหาลัยที่แพงสุด 67.5% บร๊ะเจ้า!

กลุ่มนอร์ดิกนี่ค่อนข้างจะดีทุกประเทศเลย
ประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกเอย การศึกษาดีที่สุดในโลกเอย

ไทยจ๋า...อิจฉาอ่ะ เอาอย่างเค้าบ้างสิ (555)

Hot! Hot! Hot!

#4 By เม on 2011-08-16 17:45

ตัวเลขเต็มไปหมด . ... Hot!ลงทุนเรียนสูง โอกาสได้งานก็สูงเป็นเรื่องปกติcry

#3 By zhomao on 2011-08-16 17:35

โอ้ๆๆ
ก็สมควรแล้วล่ะนะที่ต้องเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

Hot! Hot! Hot!

#2 By mokona on 2011-08-16 17:05

แปลกใจวันนี้โบว์อัพตอนหัวค่ำ big smile


มิน่าล่ะเนาะ ในโรงเรียนของลูกสาว(จินนี่) เด็กเกาหลีที่พ่อแม่ส่งมาเรียนนั้น เยอะถึงเยอะมาก และอยู่หอกันแบบเป็นล่ำเป็นสัน ทางโรงเรียนถึงขั้นจัดหอพักแยกให้เป็น หอเกาหลี เชียวนะเออ


แต่การศึกษาของประเทศไหน ก็ดูจะจำเพาะสำหรับประชากรในประเทศนั้นจริงๆเนอะ

ประเทศที่นิยมเรียนวุฒิสูงๆ (แต่ทำงานกันไม่ค่อยเป็น) อย่างเราก็ไปเทียบอะไรกับเค้าไม่ได้เลย ทั้งมาตรฐานและ ตัวเงิน sad smile


Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#1 By ใครถามยะ on 2011-08-16 16:49