อันนี้ก็ไม่ได้เกิดจากการมองบริษัทญี่ปุ่นในแง่ร้ายของเดี๊ยน @_@; มันเป็นหัวข้อ Ranking ของ Goo ที่เค้าไปสอบถามบรรดา OL และ ซาลารี่แมนชาวญี่ปุ่นกันมาว่าธรรมเนียมไหนในบริษัทญี่ปุ่นที่รู้สึกว่ามันไม่ดี

 

บางอย่างอาจจะเป็นธรรมเนียมที่บริษัทญี่ปุ่นในไทยก็มี และบางอย่างก็ไม่มี แต่หากใครคิดจะมาทำงานที่ญี่ปุ่น ก็อาจจะต้องรู้เอาไว้บ้างนะคะ ^^;

 

Ranking ก็ตามนี้ค่ะ

 

 

อันดับ 10 มีเวรชงชาเสิร์ฟ

ถ้าเป็นที่ไทย บริษัทมักจะจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดภายในบริษัท และยังคอยชงชากาแฟให้แขกและคนในบริษัทต่างหาก แต่ที่ญี่ปุ่นนี่ส่วนใหญ่ผู้หญิงในออฟฟิศจะต้องผลัดเปลี่ยนกันชงชา,กาแฟเสิร์ฟให้ชาวบ้าน มันเป็นธรรมเนียมที่มีมานานแล้วและเป็นส่วนหนึ่งของงานออฟฟิศ -_-; ตอนจบมหาวิทยาลัยเข้าไปทำงานใหม่ๆ บริษัทก็มีแม่บ้าน แต่เจ้านายก็เฉพาะเจาะจงให้เราเป็นคนชง @_@; ยิ่งแขกมา เจ้านายก็เรียกเราไปชงชากาแฟเสิร์ฟตลอด ตอนแรกก็ไม่พอใจนะ เพราะมีงานล่ามงานแปลต้องทำเยอะแยะ ต้องมาโดนเรียกไปเสิร์ฟชาอยู่นั่นแหละ  (คือถ้าเป็นคนไทยจะคิดว่า ทำไมกรุต้องมาชงชาอะไรเนี่ยด้วย งานกรุก็เยอะนะ) แต่พอมาอยู่ญี่ปุ่นแล้วได้รู้ว่าธรรมเนียมมันเป็นอย่างนี้ การให้แม่บ้านชงไปเสิร์ฟแขกมันก็ดูไม่ค่อยต้อนรับ ไม่ค่อยจะสุภาพเท่าไหร่ -_-;

 

อันดับ 9 การเซ็ทอุณหภูมิของแอร์/ฮีทเตอร์ ที่ร้อน/หนาวเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานแย่ลง @_@;

มันเป็นธรรมเนียมหรืออะไรของมันวะ?? (แต่เค้า Ranking มาอย่างงี้ ก็แปลตามนี้อ่ะนะคะ)

 

อันดับ 8 ระบบเนงโคโจเร็ทซึ

เป็นระบบที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น คือการที่เงินเดือน ตำแหน่ง จะได้ขึ้นไปพร้อมๆกับอายุและประสบการณ์ทำงานที่มากขึ้นในบริษัท เป็นระบบที่มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ อย่างเด็กใหม่ๆไฟแรงจะรู้สึกไม่ชอบใจที่ตัวเองเข้าไปแล้วเงินเดือนต่ำๆกว่าตาลุงหลายคนที่วันๆทำงานไม่เท่าไหร่ (เพราะในแต่ละบริษัท หนุ่มสาวก็ทำงานหนักกว่าอยู่แล้ว) แต่ถ้าเราอายุมากขึ้น มีครอบครัว มีเรื่องต้องใช้จ่ายมากขึ้นไปตามอายุแล้วก็จะรู้สึกขอบคุณอิระบบนี้อยู่ไม่มากก็น้อย 

นอกจากที่ว่ามาแล้ว ระบบนี้ยังทำให้การย้ายงาน เปลี่ยนงานในบริษัทญี่ปุ่นเป็นไปได้ยาก (เป็นข้อดีสำหรับบริษัท ข้อเสียสำหรับพนักงาน) หากออกจากบริษัทนี้แล้วไปเริ่มต้นที่บริษัทใหม่ ก็จะต้องไปเริ่มที่เงื่อนไขต่ำๆ เงินเดือนต่ำๆ ค่อยๆไต่กันไปใหม่ (จะเปลี่ยนงานต้องคิดแล้วคิดอีกดีๆ) น้อยคนที่จะได้เข้าไปทำตำแหน่งสูงๆ,เงินเดือนสูงๆจากการย้ายบริษัท ทำให้คนญี่ปุ่นไม่ค่อยเปลี่ยนงานกันมาก อยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นั่นกันไป (แต่ก็ต้องยอมรับว่าเพราะมีไอ้ระบบนี้ ทำให้ฐานะรายได้ของคนญี่ปุ่นไม่ต่างกันมาก การจัดการสาธารณูปโภคต่างๆในสังคมก็ทำได้เป็นระเบียบมากขึ้น เพราะสามารถคำนวณได้ว่าคนทำงานที่อายุเท่านี้ จะได้เงินเดือนกันประมาณเท่าไหร่)

 

อันดับ 7 บังคับให้ทุกคนไปเที่ยวกับทางบริษัท

บริษัทญี่ปุ่นหลายบริษัทจะมีการจัดไปเที่ยวกันทั้งบริษัทที่เรียกว่า ฉะอินเรียวโก (社員旅行) ทุกปี การไปเที่ยวกับบริษัทนี้ไม่ค่อยจะเหมือนไทยที่หอบเอาลูกผัวไปด้วยได้ (ต้องแยกบริษัทกับครอบครัวออกจากกัน) พนักงานบริษัทต้องไปคนเดียวเท่านั้น และบางบริษัทก็บังคับว่าต้องไปทุกคนนะจ๊ะ <<บริษัทคุณฮายาชิไม่มี จะเอาเวลาที่ไหนไปเที่ยว ยังไงก็ต้องเหลือคนไว้ดูแลแบคทีเรียของมัน และคนนั้นคือผัวกรุนี่เอง... 

 

อันดับ 6 กลับบ้านก่อนเจ้านายไม่ได้

เหมือนเป็นอันรู้กันว่าถ้าเจ้านายยังนั่งทำงานอยู่ จะค่อนข้างปลีกตัวออกมาได้อย่างลำบากน่าตะขิดตะขวงใจอย่างมาก... =_=; ส่วนคุณฮายาชิจะไล่เจ้านายกลับไปก่อนโดยบอกว่าที่เหลือมันจะทำเอง เพราะมันทำงานเร็วกว่า และพอเจ้านายกลับปุ๊บ ทุกคนจะได้เก็บกระเป๋ากันลัลล้า เป็นหนึ่งในเหตุผลที่มันมักจะถึงบ้านได้ประมาณทุ่ม - ทุ่มครึ่งเป็นประจำ << บางวันเร็วจัด 6 โมงก็ถึงบ้านแล้ว คือตอนนี้มันสปอยนายจนนายกลายเป็นคนหยุดงานบ่อย กลับบ้านเร็ว ลางานครึ่งวันเยอะแยะอะไรอย่างนี้ไปแล้ว =_=; (คงหวังว่านายโดนย้ายเมื่อไหร่ มันจะได้เข้าเสียบ)

 

อันดับ 5 โดนชวนไปดื่มแล้วปฏิเสธยาก

คุณฮายาชิจะไปก็ต่อเมื่อมีเรื่องจะคุย อย่างมากเดือนนึงก็ครั้งนึงมั้ง (ที่เป็นการไปดื่มกันแบบส่วนตัวน่ะนะ ไม่เกี่ยวกับงานเลี้ยงบริษัท) ปกติคุณฮายาชิก็เป็นคนที่ไม่ค่อยจะเหมือนชาวบ้านอยู่แล้ว (เกรียน?) คือมันได้รับเกียรติว่าเป็นพนักงานใหม่ที่เกรียนมากตั้งแต่เข้าไปทำงานบริษัทนี้ใหม่ๆ (ดังไปถึงสำนักงานใหญ่ขนาดที่ว่ามีคนมาดูมัน) นอกจากมันจะพูดจาอะไรตรงๆจนป้าในโรงงานร้องไห้ไปหลายคนแล้ว (แต่ก็รักมันนะ เพราะถึงมันจะปากเสียพูดอะไรฉึกๆๆ แต่มันก็คุ้มครอง เถียงแทน ออกหน้าแทนเสมอ) ดังนั้นแม้แต่เจ้านายมาชวนไปดื่ม ถ้ามันดูแล้วไม่อยากไป มันก็จะปฏิเสธเจ้านายให้ยืนอ้าปากค้างอย่างไม่ไยดีเลย =_=; (แต่นายชินกับมันแล้วแหละ)

 

สำหรับเราผู้เป็นเมีย ก็มองว่าการไปดื่มบ้างอะไรบ้างมันเป็นส่วนหนึ่งของงานนะ เพราะเราเองก็เคยทำงานมาก่อน เวลาชวนกันไปกินข้าวหลังเลิกงาน เราก็เป็นประเภทลัลล้าไปเกือบทุกงานเหมือนกัน (ไม่ดื่มเหล้า แต่ไปแย่งกับแกล้มเค้า) @_@; เลยไม่คิดอะไร อยากให้มันไปมากกว่านี้ด้วยซ้ำ เวลาได้ยินว่าวันนี้เฮียไม่กินข้าวเย็นนี่ดีใจแทบจะไปเคาะประตูบอกคุณนายข้างบ้านเลย

 

อันดับ 4 ต้องเข้าร่วมทั้งงานเลี้ยงสิ้นปีและงานเลี้ยงปีใหม่

คือถ้าเป็นที่ไทยก็จะเลี้ยงกันรอบเดียว จะสิ้นปีจะปีใหม่อะไรก็เหอะ บริษัทญี่ปุ่นนี่มันจะต้องไปกินกันสิ้นปีรอบนึง พอปีใหม่แล้วมันจะต้องไปเลี้ยงปีใหม่กันอีกรอบนึง มันสิ้นเปลืองนะเว้ยเฮ้ย =_=; ไม่ได้เบื่อนะ แต่อิจฉามัน อยากไปเหวี่ยงบ้างอ่ะ...

 

อันดับ 3 ไม่ได้ดูกระตือรือร้นในนโยบายการหยุดไปเลี้ยงลูกของพนักงาน

ตามกฏหมายเนี่ย มันจะสามารถลาหยุดไปเลี้ยงลูกได้ระยะนึงทั้งผู้หญิงผู้ชาย สามารถยื่นเรื่องได้ตั้งแต่ก่อนลูกจะคลอดออกมาเลยทีเดียว แต่ถึงกฏหมายจะว่างั้น บรรยากาศในบริษัทส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นใจให้ท่านทำอย่างนั้นกันได้ง่ายๆนะเคอะ โดยเฉพาะคุณพ่อที่จะส่งคำร้องขอลาหยุดสองเดือนไปเลี้ยงลูกเนี่ย

เคยมีพี่คนนึงที่คุณผัวเค้าสามารถหยุดมาเลี้ยงลูกได้ (เพราะสามีเค้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยนะคะ ไม่ได้เลี้ยงแบคทีเรีย ดูแลเครื่องจักรและไลน์การผลิตเหมือนผัวเดี๊ยน) บอกเราว่าต้องให้คุณฮายาชิหยุดได้สิ มันเป็นกฏหมายนะ ถ้าเค้าจะประเมินให้โบนัสเราน้อยจากการที่เราหยุดไปหรืออะไรอย่างนี้มันผิดกฏหมายนะ

แหม... โลกนี้มันไมไ่ด้ง่ายอย่างนั้นนะ ในความเป็นจริงมันพิสูจน์กันยากนะว่าการประเมินการทำงานของเราได้ B ได้ C กันเพราะอะไร ถ้าเราคิดจะฟ้องบริษัทเรื่องอย่างนี้ ก็ต้องพร้อมที่จะไม่อยู่บริษัทนี้อีกแล้ว แต่บ้านเดี๊ยนไม่พร้อมค่ะ แล้วก็โชคดีที่ผัวเดี๊ยนไม่ได้เถรตรงขนาดที่ว่าถ้าบริษัทไม่ให้หยุดมาเลี้ยงลูกแล้วจะต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แค่เลี้ยงเบบี๋คนสองคน เดี๊ยนเลี้ยงคนเดียวได้ค่ะ ตั้งใจหาเงินไปเหอะพ่อคุณ

 

อันดับ 2 หยุดยาก...

การทำงานบริษัททุกประเทศมันก็จะมีวันหยุดพักผ่อนมาให้ใช่ป่ะ ปีละ 10 วัน 20 วันอะไรก็ว่ากันไป บางบริษัททบเอาไปใช้ปีหน้าได้ บางบริษัทถ้าใช้ไม่หมดตัดทิ้ง ซึ่งบริษัทญี่ปุ่นมันก็มีวันหยุดนี้ไว้ประดับบริษัทกันอยู่ ถ้าไม่ใจกล้าหน้าด้านก็จะไม่กล้าหยุดกันนะ

แต่ก่อนบริษัทคุณฮายาชิก็เป็นอย่างนี้ แต่ตั้งแต่คุณฮายาชิเข้าไป และเริ่มปฏิบัติการสปอยเจ้านายให้ใช้วันหยุดเยอะๆ พอเจ้านายใช้ ลูกน้องในแผนกก็เลยหยุดกันได้ด้วย ต่างคนต่างคำนวณวันหยุดและใช้กันสนุกสนาน โดยมีนโยบายว่า พวกเราจะต้องใช้วันหยุดให้หมด -_-; (ดังนั้นเวลาจะพาลูกไปตรวจสุขภาพหรืออะไร ก็ยังขอให้มันหยุดบ้างอะไรบ้างได้ แต่จะบอกว่าท่านที่มีผัวหยุดงานไม่ค่อยจะได้ อย่าได้แปลกใจไป =_=;)

 

อันดับ 1 การทำ OT เป็นเซอร์วิสเหมือนเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว

ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า サービス残業 คือทำ OT หลังเลิกงานแล้วแต่ไมไ่ด้เงินค่าโอทีนี่เอง (น่าเศร้าจริง) =_=;

ข้อนี้บ้านเราก็ไม่มีปัญหา เหตุเพราะ... บริษัทคุณฮายาชิเคยโดนฟ้องเรื่องไม่จ่ายค่า OT พนักงานมาก่อน แล้วแพ้ในศาล (ปีที่มันเข้ามาพอดี) =_=; โดนสั่งจ่ายให้แต่ละคนที่ฟ้องตอนนั้นเป็นล้านๆเลยทีเดียว (เป็นพนักงานที่ออกไปแล้งด้วยนะ) นับแต่นั้นมาบริษัทก็กลัวมาก เพราะถ้าโดนฟ้องเรื่องเดียวกันรอบสองคราวนี้จะโดนหนักแน่ๆ (โดนคาดโทษไว้ด้วย) ดังนั้นถ้าใครทำโอทีแล้วไม่ยอมลงว่าทำโอทีเนี่ย เจ้านายแทบจะกินเลือดกินเนื้อนับเป็นความผิดกันเลยทีเดียว ทำแค่ครึ่งชั่วโมงหรืออะไรก็ตามต้องลงหมดและจ่ายเป็นเท่าๆตามที่กำหนดทั้งหมด โชคดีไป...


 

ทั้งหมดทุกข้อนี้ไม่ได้มีในทุกบริษัท และไม่ได้หมายความว่าในแต่ละบริษัทมีทุกข้อนะคะ ^^;

 


แล้วแบบ... บางอย่าง มันก็ขึ้นอยู่กับเราด้วยนะ เพราะอย่างบริษัทคุณฮายาชิเนี่ย ทีแรกก็ไม่มีอะไรซักอย่าง มาเปลี่ยนไปตั้งแต่ที่คุณฮายาชิเข้ามานี่แหละ (มันไปปฏิวัติหลายอย่างจนกลัวเค้าจะไล่มันออกจริงๆ)

 

ปกติเป็นเอ็นจิเนียต้องดูแลเครื่องจักรตลอด 24 ชั่วโมงเนี่ย บางทีถ้าเครื่องมีปัญหา ไม่ว่าจะตีสองตีสามอะไรก็ต้องออกไปดู แต่ก่อนจะไปดูก็ต้องไปด้วยตัวเอง ใครจะขี่จักรยาน ขับรถหรืออะไรก็เรื่องของคุณ แต่คุณฮายาชิก็ไปวีนจนได้เปลี่ยนมาเป็นกฏว่าให้ใช้แท็กซี่ได้ และบริษัทจะออกค่าแท็กซี่ให้ (คือมันเคยขี่จักรยานไปตอนตีสามแล้วโดนตำรวจเรียก =_=; มันก็ไปบอกบริษัทว่าให้พนักงานทำแบบนี้มันเป็นที่น่าสงสัย ไม่ดีกับอิมเมจของบริษัท และถ้าเกิดอะไรขึ้น บริษัทก็เสียชื่อ เบื้องบนฟังแล้ว...เลยอนุมัติแท็กซี่ให้มันทันที)


 

จากนั้นก็เอาอีก ปกติถ้าต้องออกไปทำงานตอนกลางคืนนี่ เค้าจะถือว่าเป็นโอทีใช่ป่ะ มันจะได้โอทีเฉพาะตอนเวลาไปถึงที่บริษัท ตอกบัตรว่าเข้ามาเวลานี้นะ

ทีนี้บางทีไปตอนตีสองเพื่อไปดูเครื่องแค่สิบยี่สิบนาที...


 

กรุต้องตื่นจากนิทราเพื่อไปเอาโอทีแค่ 20 นาที?? Motivation เป็น 0 มาก ใครมันจะอยากไปวะเฮ้ย


 

มันก็ไป Fight จนได้เป็นกฏมาว่า ถ้ามาทำโอทีหลังเที่ยงคืนจะมีการบวกเวลาก่อนหลังการมาทำโอทีให้อีกอย่างละ 1 ชั่วโมง ดังนั้นมันไปทำโอทีตอนตี 2 ทำ 30 นาที ก็จะได้โอทีเป็น 2 ชั่วโมงครึ่ง


 

และมันก็ไปทำเรื่องอีกว่า การที่พนักงานที่ทำงานแผนกเกี่ยวข้องกับเครื่องจักร มาทำโอทีตอนตีสองตีสาม แล้วต้องมาทำงานใหม่ตอนเช้า อาจจะทำให้พนักงาน