ความสัมพันธ์เกี่ยวกับพ่อแม่ลูกที่น่าสนใจ สรุปมาจากรายการ ほんまでっか ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม  อนึ่ง สิ่งที่พูดๆกันในรายการนี้มาจากผลการทดลอง ทำแบบสอบถาม สุ่ม วิจัย ขององค์กรต่างๆที่ออกมาเผยแพร่ให้กับประชาชน ไม่ได้หมายความว่าเป็นจริงหรือเชื่อถือได้ 100% นะจ๊ะ ชื่อรายการเค้าก็บอกอยู่แล้ว ホンマでっか?!

 

สรุปเป็นข้อๆละกัน เพื่อความเข้าใจง่าย

 

1. จากการทำแบบสอบถามเด็กอังกฤษอายุ 10-15 ปี จำนวน 4 หมื่นครอบครัว ได้ค้นพบว่า 75% ของเด็กๆ จะรู้สึกมีความสุขเวลาที่แม่มีความสุข และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุขเวลาที่แม่ไม่มีความสุข

 

2. ในขณะที่ไม่ว่าพ่อจะมีความสุขหรือไม่มีความสุข ก็ไม่เกี่ยวกับการรู้สึกมีความสุขของเด็กเลย (น่าเศร้าเล็กน้อย กร๊ากกก)

 

3. ทว่าพฤติกรรมของพ่อก็มีผลต่อความสุขของแม่นะจ๊ะ จะว่าไม่เกี่ยวข้องเลยซะทีเดียวก็ไม่ได้

 

4. จากผลการวิจัยนี้ (จาก Understanding Society ของอังกฤษ) บอกได้ว่าบรรดาแม่ๆควรจะทำตัวมีความสุขกันเอาไว้ อย่าเป็นคน Negative นัก มันมีผลต่อจิตใจและการเจริญเติบโตของลูก รวมถึงบรรยากาศในครอบครัว

 

5. ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยที่ลอนดอนบอกว่า เด็กที่แม่เสียชีวิตไปในวัยทารก มีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพิ่มสูงถึง 25 เท่า

 

6. ในขณะที่จะมีพ่อหรือไม่มี พ่อจะอยู่หรือจะตาย ก็ไม่มีผลกระทบกับความเสี่ยงในการเสียชีวิตของลูก... -_-;

 

7. 10% ของคุณพ่อมือใหม่ เป็นโรคจิตหงุดเงี้ยวหลังจากมีลูก

 

8. เนื่องจากร่างกายของแม่นั้นจะมีความเตรียมพร้อมในการที่จะมีลูกตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์มาแต่แรก และสามารถรู้สึกถึงตัวตนของลูกที่อยู่ในท้องได้ตลอด แต่พ่อนั้นไม่ใช่ ผู้ชายไม่ได้รู้สึกถึงตัวตนของลูกได้เหมือนผู้หญิง การเป็นพ่อบางทีก็เป็นเพราะกฏหมายมันกำหนดไว้อย่างนั้นสำหรับบางคน @_@;

 

9. ดังนั้นพอเบบี้เกิดออกมา คนเป็นพ่อจะเกิดความเครียดได้ง่ายกว่า ทนต่อเสียงร้องไห้และพฤติกรรมเบบี้ได้น้อยกว่าแม่

 

10. วิธีที่จะป้องกันคือการให้คุณผู้ชายมีส่วนร่วมในการตั้งครรภ์ของแม่ การจับท้องที่ค่อยๆใหญ่ขึ้น ฟังเสียงของลูกในท้อง จะทำให้รู้สึกได้ถึงตัวตนของลูกทีละเล็กละน้อยไปได้ด้วยกัน ร่างกายจะค่อยๆเตรียมความพร้อมในการรับเด็กเล็กๆไปได้

 

11. อีกวิธีนึงที่น่าสนใจคือการให้ลูกดูดนม (?) @_@; ตัวแม่เองก็เหมือนกัน ถึงแม้จะไม่มีน้ำนมออก ก็ควรจะให้ลูกดูดนมไว้ เพราะเวลาที่เด็กดูดนมจะช่วยกระตุ้นฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกถึงความรักความอบอุ่น รู้สึกมีความสุข ฮอร์โมนตัวนี้ถึงแม้ของผู้ชายอาจจะไม่ปล่อยมามากเท่าของคนเป็นแม่ แต่ก็จะได้รับการกระตุ้นและปล่อยออกมาบ้างไม่มากก็น้อย จะช่วยลดความเครียดในการเลี้ยงลูก ทำให้เรารู้สึกมีความสุขในการที่มีลูก

 

12. คุณพ่อที่ทำอะไรได้มากเกินไป (ทำงานก็ได้ ทำกับข้าวก็ได้ สอนหนังสือก็ได้ เล่นกีฬาก็ได้ etc.) ไม่เป็นผลดีกับลูกชายแม้แต่น้อย

 

13. ในจิตใจของเด็กผู้ชายนั้น ไม่ว่าจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกตัวหรือไม่ จะมีความรู้สึกที่อยากจะไปให้เหนือกว่าพ่อของตัวเองอยู่ การที่พ่อทำอะไรได้หลายๆอย่าง ทำให้เด็กเจอกำแพงที่ข้ามไปไม่ได้ พอถึงช่วงวัยรุ่นจะมีปัญหา (บางคนดูแล้ว ยังไงก็เป็นอย่างพ่อไม่ได้ ก็หมดกะจิตกะใจจะทำอะไรไปก็มี แล้วยังรู้สึกแย่เวลาถูกเปรียบเทียบบอกให้เอาอย่างพ่ออีก)

 

14. ความรักของพ่อ บางทีไม่แสดงออกตรงๆ แต่แสดงผ่านแม่และคอยหนุนอยู่ข้างหลัง จะเป็นอะไรที่ดีกว่า (คือแม่คอยบอกว่า พ่อเค้ารักลูกนะ พ่อเค้าน่ะอย่างนั้นอย่างนี้นะ ไม่ใช่แม่คอยด่าพ่อให้ลูกฟังอีก จบกัน...)

 

15. ดังนั้นสามีที่ดีที่บรรดาภรรยาฝันใฝ่ อยากให้ทำนู่นทำนี่ งานบ้านก็ช่วย สอนหนังสือลูกด้วย อาจไม่เป็นผลดีกับลูกเลย (และลูกอาจจะไม่แมนนะเคอะ)

 

16. ในขณะเดียวกัน เด็กที่ไม่ค่อยเคารพนับถือพ่อของตัวเอง มีแนวโน้มว่าจะเป็นพวกนาลซิส หลงตัวเอง อีโก้สูง และมีปัญหาในการเข้าสังคม เพราะการที่ขาดสิ่งที่เราเคารพนับถือได้ในตอนเล็กๆ จะทำให้เรากลายเป็นคนที่ต้องเชื่อตัวเอง ต้องพึ่งตัวเอง ต้องนับถือตัวเอง... ดังนั้น ถึงพ่อเราจะห่วยแตกเมาหยำเป ก็พยายามหาปู่ย่าตายาย อาจารย์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือใครเอาไว้ชาบูๆหน่อยก็ดี

 

17. เด็กที่ได้รับการบอกว่าเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่มาแต่เด็ก ประสบความสำเร็จน้อยกว่าเด็กที่มักจะได้รับการบอกว่าเป็นเด็กดื้อเมื่อตอนเด็กๆ (จากการสุ่มกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน 86% ตอบว่าตอนเด็กๆเป็นเด็กที่โดนว่าเป็นเด็กดื้อ อีก 24% เป็นเด็กดีที่เชื่อฟังพ่อแม่ << ไม่ได้หมายความว่าเป็นเด็กดีแล้วจะไม่ประสบความสำเร็จนะ)

 

18. เด็กที่อาจารย์ชอบและมักจะชมบ่อยๆ เวลาออกไปอยู่ในสังคมหลายคนมีปัญหา เพราะเด็กดีในสายตาของอาจารย์นั้น ไม่ใช่แบบเดียวกับที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขนะ

 

19. โดยเฉพาะเด็กที่พยายามจะทำตัวเป็นเด็กดีเอาไว้ เวลาเจอคำถามประเภทที่ว่า “ข้อดีของคุณคืออะไร?” จะตอบไม่ถูก... (ปกติก็หาตัวตนไม่เจออยู่แล้ว ไอ้ที่ทำตัวดีนี่มันเราหรือไม่ใช่เรา? แล้วมันเป็นข้อดีของเราหรือไม่??? @_@;)

 

20. จากแบบสอบถามพบว่าในชีวิตของคนเป็นแม่ จะรู้สึกถึงความโกรธมากที่สุดกับลูกเป็นอันดับ 1 รองลงมาเป็นอันดับ 2 คือสามี เพราะคิดเอาเองว่าเราจะคอนโทรลลูกได้เพราะเค้าเป็นลูกของเรา พอคอนโทรลไม่ได้ เค้าไม่ฟังเรา ไม่ทำตามอย่างที่เราว่า ก็จะโกรธยิ่งกว่าโกรธคนทั่วไป (ผัวก็เช่นกัน บางคนคิดว่าจะคอนโทรลได้เพราะมันเป็นผัวเรา กร๊ากกก)

 

21. พ่อแม่ที่เจ้ากี้เจ้าการ จ้ำจี้จ้ำไชหรือพยายามจะใช้เหตุผลกับลูกเกินไป มีส่วนบีบคั้นให้ลูกเป็นเด็กโกหก เพราะการกระทำของเด็ก บางทีมันก็ไม่มีเหตุผลหรอก มันเกิดจากความอยากรู้อยากเห็นบ้างอะไรบ้าง พ่อแม่บางคนจะให้คิดๆๆอย่างเดียวว่าทำไมถึงทำ? ทำไมถึงเป็นอย่างนู้นอย่างนี้? ให้หาเหตุผลนี่นั่น บางสิ่งบางอย่างเด็กมันก็รู้ว่าผิด แต่มันก็อยากทำ (ทำไมน่ะเหรอ? เพราะมันเป็นเด็กน่ะสิ) ดังนั้นเค้าจะตอบอะไรเราล่ะ? ต้องโกหกสิ

 

22. การดุด้วยคำที่บอกว่า “ทำไม~, ทำไมไม่~, คนอื่นเค้า~, ปกติแล้ว~” หรือบอกว่าต้องทำอย่างนู้นอย่างนี้ เป็นการดุที่ทำให้ใครๆก็อยากเถียงและเด็กเข้าใจย