Japanese Spirit m(_ _)m

posted on 04 Apr 2011 07:54 by hayashikisara in Japan

มาญี่ปุ่นรอบที่มาเรียน (แล้วกลายเป็นอาศัย -_-;) นี้ เมื่อวันที่ 23 มีนา ปี 2002 ปีนี้ก็เข้าปีที่ 10 พอดี แต่ช่วงที่ตั้งอกตั้งใจกับภาษาญี่ปุ่นที่สุด มันจะพีคอยู่แค่สองสามปีแรกนั่นแหละ =_=; ด้วยความที่ฮึดสอบได้ระดับหนึ่งไปตั้งแต่ตอนปลายปี 2002 ชีวิตที่เหลือมันก็เลยไม่รู้จะเอาเป้าหมายไปตั้งที่ตรงไหนต่อ... มาสรุปได้ที่การพยายามเรียนรู้ญี่ปุ่นแทน (โอว...จิตวิญญาณของความเป็นญี่ปุ่น) ซึ่งจริงๆมันเป็นเรื่องควรทำตั้งแต่แรกๆแล้วแหละ -_-; แต่สมัยเรียนมันเต็มที่กับชีวิต ไม่มีเวลาจะมาเข้าใจใครไง

 

จากการเรียนรู้มาจนถึงวันนี้ สรุปได้ง่ายๆว่าจริงๆคนญี่ปุ่นก็ไมไ่ด้มีจิตวิญญาณญี่ปุ่นอะไรกันทุกคนหรอก... เพราะมันไม่ใช่แบบ เกิดมาแล้วจะได้มาพร้อมสัญชาติ และไม่ต้องไปทำสัญญากับคิวเบย์เพื่อให้ได้มา... @_@; เพียงแต่อยู่ๆไปแล้วมันก็จะได้มาตามการสั่งสอน แนวคิด สิ่งแวดล้อม ในสังคมญี่ปุ่นเท่านั้นเอง ได้มากได้น้อยต่างกันไป ดังนั้นไม่จำเป็นที่ไปเจอคนญี่ปุ่นที่ไม่เป็นแบบนั้นแล้วจะต้องไปต่อว่าด่าอะไรมัน มันไม่ได้ติดมากับตัวตอนเกิดนี่หว่า -_-;

 

และเพราะมันไม่ได้ติดกับตัวชาวญี่ปุ่นมาตอนเกิด ดังนั้น... ในทางกลับกัน ใครจะแอบมีจิตวิญญาณญี่ปุ่นกันก็ได้! ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใคร ใครๆก็มีจิตวิญญาณญี่ปุ่นกันได้ มีแล้วมันจะอยู่ในประเทศนี้ได้มีความสุขขึ้น (แต่อาจจะอยู่ประเทศไทยได้อย่างลำบากโคตรในบางข้อ... =_=; ก็เลือกเอาละกัน)

 

เนื่องจากจิตวิญญาณไม่มีตัวตน จึงขอแสดงเป็นตัวคันจิในภาษาญี่ปุ่น ที่แสดงถึงจิตวิญญาณอะไรเหล่านี้แทน =_=; บางตัวไม่สามารถอธิบายเป็นภาษาไทยด้วยคำๆเดียวได้ เพราะเป็นคนไทย มันจะไปมีศัพท์แสดงจิตวิญญาณญี่ปุ่นได้ไงล่ะโว้ย... (ดังนั้นอยู่ญี่ปุ่นแล้วไม่เข้าใจคนญี่ปุ่นก็ไม่มีอะไรต้องประหลาดใจ เมิงเป็นคนไทยไงล่ะ) 

 

1. 和 (wa)

หมายถึงความเป็นญี่ปุ่น สงบ กลมกลืน กล่อมเกลาจิตใจ อะไรๆที่เป็นญี่ปุ่นทั้งหลาย นั่นล่ะ วะ! หมด

 

2. 季 (ki)

หมายถึงฤดูกาลในญี่ปุ่น มี 4 ฤดูหลักๆคือใบไม้ผลิ, ร้อน, ใบไม้ร่วง, หนาว (และมีฝนแทรกตามช่วงเปลี่ยนฤดูต่างๆ) ฤดูกาลนี้มีผลต่อการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่นมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน, การท่องเที่ยว, แต่งตัว, วันสำคัญต่างๆที่ทำให้เรารู้สึกได้ถึงฤดูกาล (เช่นฮินะมัทซึริ, วันเด็กผู้ชาย, การจบการศึกษา etc.) หรือแม้แต่เพลงต่างๆที่มักจะออกมาให้เข้ากับบรรยากาศฤดูนั้นๆ
การพูดถึงฤดู นอกจากจะพูดถึงตรงๆแล้ว ยังแสดงออกด้วยคำศัพท์อื่นๆที่แสดงถึงฤดูกาลนั้นๆได้ อย่างถ้าพูดถึงทซึคิมิดังโหงะ ก็จะหมายถึงดังโหงะในเทศกาลชมจันทร์เดือน 9 หรือพูดถึงปลาอายุ ก็คือหน้าร้อน อะไรอย่างนี้ มันลึกซึ้ง

 

3. 本音と建前 (honne to tatemae)

การแสดงความรู้สึกเบื้องหน้าเบื้องหลัง คือการเก็บความรู้สึกที่แท้จริงไว้ภายในและแสดงออกภายนอกตามสมควร ซึ่งเป็นความคิดที่ตรงข้ามกับในหลายๆประเทศและหลายคนก็กระแนะกระแหนว่าเป็นการเสแสร้ง การแสดงความไม่จริงใจต่อมิอะไร แต่พออยู่ญี่ปุ่นนานๆและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็จะเข้าใจไปเองนะ การติดต่อกับคนอื่นหรืออยู่ในสังคมนั้น คนเราต้องรู้จักกาละเทศะและรู้จักข่มความรู้สึกของตัวเองไว้บ้าง มันก็ไม่ได้หมายถึงแบบตัวร้ายโรคจิตในหนังที่ต่อหน้าทำดีลับหลังกลั่นแกล้ง มันหมายถึงการรู้จักกลั่นกรองความคิดการแสดงออกให้เหมาะสมกับคนอื่นตามสถานการณ์นั้นๆเพื่อให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นต่างหาก การแสดงออกที่ถูกต้องคือการไม่แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาทางสีหน้าท่าทาง แต่ปล่อยรัศมีอะไรบางอย่างออกมาให้อีกฝ่ายรู้ (?) และการเป็นผู้รับที่ดีก็ต้องสามารถรับรู้ถึงรัศมีนั้น อ่านบรรยากาศได้ จะอยู่อย่างราบรื่นเองแหละ! (แต่ถ้าไม่ชอบแบบนี้ ก็มีผัวเป็นชาวโอซาก้าสิคะ!)

 

4. 遠慮 (enryo)

ภาษาไทยก็มีคำว่า `ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี` เอ็นเรียวตัวนี้ก็มีความหมายคล้ายๆกัน ในภาษาญี่ปุ่นจะมีคำพูดปฏิเสธที่ว่า `遠慮します` แปลได้ความหมายประมาณว่า `ขอปฏิเสธเพราะว่าเกรงใจ` (จริงๆไม่ใช่ตรงๆอย่างนี้นะ มันแฝงๆเอาน่ะ) `ความเกรงใจ`นี้เป็นการแสดงระยะห่างระหว่างคนญี่ปุ่น ที่เราต้องคำนวณค่าความสัมพันธ์ของเรากับอีกฝ่ายเสมอก่อนจะตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ =_=; หากอยู่ในสถานะที่ `ควรจะ` เกรงใจ เราก็ต้องเกรงใจด้วยตัวเองก่อนแม้ว่าอีกฝ่ายจะพูดชวนเป็นมารยาท (คือต้องอ่านให้ออกว่าการชวนนี่มันเป็นมารยาทหรือไม่ งงมะ? อยู่ๆไปแล้วมันจะรู้เองอ่ะ)

 

5. 義理 (กิริ)

ธรรมเนียมทั้งหลายแหล่ที่เป็นรูปเป็นร่างในสังคมนี้ ก็เหมือนๆกับสังคมไทยที่มีการหิ้วตะกร้าแบรนด์ไปให้ผู้ใหญ่วันปีใหม่ หรือซื้อของไปฝากชาวบ้านเค้าเวลาไปหา ญี่ปุ่นก็มีอะไรคล้ายๆกันแต่มันจะมีรายละเอียดของมันมากหน่อย อย่างเช่นมีการส่งของเยี่ยมกันให้กับผู้มีพระคุณกับเราสองครั้งในหนึ่งปี, การส่งส.ค.สให้กันตอนปีใหม่, การใส่ซองตามงานต่างๆเป็นจำนวนตามมารยาทที่ระบุเอาไว้ etc. ในการทำงานหรือแต่งงานอยู่ในสังคมญี่ปุ่นก็ต้องมีความรู้ไว้บ้าง แต่ถ้ามาเรียนก็ไม่เป็นไร จริงๆไม่มีใครคาดหวังอะไรจากชาวต่างชาติมากหรอก ฉะนั้นยิ่งเราทำมันจะให้ผลมากกว่าคนญี่ปุ่นสองสามเท่าเลยทีเดียวไง

 

6. 我慢・忍耐 (gaman/ nintai)

ความอดทนอดกลั้น คนเราจะมีชีวิตอยู่มันต้องเจอกับอุปสรรคและความลำบากมากกว่าความสุข บางทีเราก็ต้องอดทนกับอะไรเป็นช่วงเวลานานๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ

 

7. 頑張る (Gambaru)

ความพยายาม ไม่ใช่แค่อดทนอย่างเดียว แต่ต้องพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิม คิดหาทางมากกว่าเดิม ถือเป็นคำศัพท์ที่ใช้ในสังคมญี่ปุ่นเยอะมากและในทุกฉาก

 

8. 根性 (Konjyou)

ไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยยังไงให้ตรง มันคือ `ใจที่จะสู้` อะไรทำนองนั้น แต่มันลึกกว่านั้น เพราะมันเหมือนเป็นรากเหง้าของความมีใจที่จะต่อสู้อะไรอย่างนั้นเลย =_=; คำชมอย่างหนึ่งที่มักจะใช้ในภาษาญี่ปุ่นคือ `根性がある` ในทางกลับกันถ้าโดนด่าว่า `根性がない`ก็เหมือนโดนด่าเป็นคนไร้แก่นสาร กลวงๆอะไรอย่างนั้นเลยแหละ

 

9. 甘え (Amae)

การรู้จักอ้อน รู้จักพึ่งพาคนอื่นบ้าง ไม่ใช่แข็งอย่างเดียว การอ้อนหรือขอพึ่งชาวบ้านก็มีหลักการและโครงสร้างของมัน หากรู้จักใช้เป็นจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา, ศิษย์อาจารย์, เจ้านายลูกน้อง สนิทสนมขึ้นไปอีกขั้น

 

10. 謙虚 (Kenkyo)

การรู้จักถ่อมตัว ถึงแม้จะมีความรู้หรือมีความเก่ง ก็ต้องแสดงออกอย่างเก็บๆไว้หน่อย เหมือนสุภาษิตในภาษาญี่ปุ่นที่ว่า 「能ある鷹は爪を隠す」(นกเหยี่ยวที่มีความสามารถสูงนั้น จะซ่อนคมเล็บของตัวเองไว้)

 

11. 恥 (Haji)

การรู้จักอับอายขายหน้า ในสังคมญี่ปุ่นนั้นจะมีวัฒนธรรมการอับอายอยู่ การจะทำอะไรต้องระวังตัวกันไว้ เพื่อไม่ให้ขายหน้าชาวบ้านในที่สาธารณะ

 

12. 責任感 (Seki-nin kan)

สำนึกรับผิดชอบ การมีสำนึกรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ หรือผลจากสิ่งที่ตัวเองทำไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ตลอดจนรับผิดชอบต่อสิ่งที่คนในบังคับบัญชาของตัวเองได้ทำลงไป

 

13. 恩 (On)

การสำนึกถึงบุญคุณที่คนอื่นทำให้เรา การรู้จักตอบแทนบุญคุณคนเมื่อมีโอกาส สังคมญี่ปุ่นจะเป็นสังคมแนวตั้งมาตั้งแต่สมัยก่อน คือผู้ใหญ่ดูแลผู้น้อยตลอดจนครอบครัวความเป็นอยู่ของผู้น้อย คนเป็นผู้น้อยจะตอบแทนด้วยการจงรักภักดีกับเจ้านายหรือคนที่ตัวเองทำงานด้วย

 

14. 縁 (en)

ชะตาที่ทำให้คนเรามาเกี่ยวข้องกัน ซึ่งเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ของทุกสิ่ง ในญี่ปุ่นจะมีคำกล่าวว่า 「一期一会」หมายถึงโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต เป็นคำที่เซนโนะริคิวซึ่งเป็นอาจารย์ทางการชงชา (เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของโอดะ โนบุนากะ) กล่าวหมายถึงพิธีชงชาในแต่ละครั้งนั้นเปรียบเสมือนครั้งเดียวในชีวิต (ไม่มีครั้งไหนเหมือนกัน) <<อีกนัยหนึ่งก็คือ ตัวเราในวันนี้ ก็เป็นคนละคนกับเมื่อวานนี้ ควรจะให้ความสำคัญกับทุกนาทีที่เราเป็นอยู่ คนที่เราเจอนั้นก็เป็นการเจอครั้งเดียวในชีวิต เพราะพอถึงพรุ่งนี้ก็เป็นคนละคนกับเมื่อวานนี้ทั้งคู่แล้ว ดังนั้นจงทำการเจอกันแต่ละครั้งให้ดี เสมือนเป็นการเจอกันเพียงครั้งเดียวของเรานั่นเอง m(_ _)m

 

15. 集団志向 (Shuudan shikou)

การดำเนินชีวิตเป็นกลุ่ม ข้อนี้เป็นอะไรที่สำคัญมากในสังคมญี่ปุ่น (ซึ่งอาจจะเป็นข้อกำหนดที่ทำให้คนอยู่ญี่ปุ่นได้อย่างมีความสุขหรือไม่มีความสุข) การดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่นนั้น จะคิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ถูกสอนกันมาแต่เด็กว่าไม่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น จะเห็นได้ว่าคำขอโทษหรือขออภัยของคนญี่ปุ่นจะมีลักษณะ ขอโทษที่ได้สร้างความเดือดร้อนหรือลำบากให้ ในการจะเข้าไปในสังคมไหนก็ตาม (เช่นบริษัท, โรงเรียน, สังคมแม่บ้าน etc.) ก็จะมีกฏของแต่ละกลุ่มที่มีรายละเอียดให้เราต้องทำตาม หากไม่ทำตามที่ได้รับการระบุเหมือนคนอื่นก็อาจจะดูแปลกแยกและถูกกีดกันออกจากกลุ่ม โดยส่วนตัวแล้วข้อนี้ก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้... เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แพ้สงครามและคนต้องอดทนนึกถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัวกันมาก จะมาพูดเอาแต่ใจอะไรมากก็ไม่ได้ -_-; และมันก็ถูกปลูกฝังกันมาอย่างนั้น ก็ต้องยอมรับว่าเป็นข้อสำคัญที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นเจริญขึ้นมาอย่างทุกวันนี้และไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้ก็ไม่เคร่งเครียดอะไรเหมือนเมื่อก่อนมากนะ

 

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ไม่ได้หมายความว่าคนญี่ปุ่นทุกคนเป็นอย่างนั้น (บอกแล้ว จิตวิญญาณมันไม่ได้ติดมาตอนเกิด =_=;) และไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนมีกันเต็มเปี่ยมทุกข้อ เพียงแต่ถ้าจะอยู่ที่ญี่ปุ่นนี่ ในภาพรวมก็จะต้องเจอกันบ้าง ถ้าทำไม่ได้หรือไม่เข้ากับตัวเอง อาจจะอยู