เมื่อวันก่อนป้าที่เป็นเพื่อนแม่มาเกียวโตกับลูกๆ... คือจะมาดูใบไม้แดงนี่แหละ แล้วกลับไปบ่นกับแม่อริสราสามวันแปดวัน 555 บอกว่าทำไมมาประเทศที่เค้าว่ากันว่าเจริญแล้วต้องเดินๆๆๆๆเยอะมากกกก

 
จริงๆแกก็เคยมากับทัวร์แหละ แต่ไม่เคยมาช่วงฤดูท่องเที่ยวอย่างนี้ แล้วมากับทัวร์ ทัวร์ก็จะแวะแค่สองสามวัด แล้วก็ปล่อยให้แกไปชะโงกดูนิดนึงแล้วก็กลับไป ทีนี้มาคราวนี้คนก็มหาศาลบานตะไทมาก เพราะมันเป็นช่วงใบไม้แดง ทำไมคนเยอะ? ทั้งที่ใบไม้แดงทุกปี ทำไมคนญี่ปุ่นมันจะต้องมาดูกันด้วย บลาๆๆๆ
 
แกบอกว่าแกจะไม่ไปอีกแล้ว กร๊ากกก 5555

 

หลายคนที่มาเที่ยวญี่ปุ่นเนี่ย คือถ้าจะมาช็อปปิ้งอาจจะแค่เดินอยู่ในห้างหรือในแอเรียเดียวอ่ะนะ แต่ถ้าจะมาเที่ยวในฤดูแบบนี้ ทำใจไว้เลยว่าจะต้องมาเดินๆๆ ขึ้นเขา ต่อรถไฟ ลำบากลำบน คนเยอะ ไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือวินรถตู้มาพาเราเข้าถึงหน้าวัดที่เราจะไปเด็ดขาด ใครคิดจะพาอาม่าอากงขาไม่ค่อยดีมาเที่ยว จะกลายเป็นลูกอกตัญญูได้ กลับไปอาม่าอากงจะได้โรคปวดข้อเท้าปวดหลังไปเพิ่มกันอีกหลายวัน

 

แล้วถึงใบไม้จะแดง ซากุระจะบานทุกปี คนญี่ปุ่นก็ออกมาดูกันทุกปีนั่นแหละ ก็เหมือนคนไทยอ่ะที่พอถึงฤดูชมทุ่งดอกกระเจียว ดอกทานตะวัน ก็ออกไปดูเหมือนกัน คนญี่ปุ่นชอบซึมซับกับฤดูกาล แล้วอย่างเกียวโตเนี่ย อะไรๆมันก็ติดอันดับต้นๆของประเทศ คนมันก็ต้องแห่กันมาจากทั้งประเทศมาดู @_@; แล้วทัวร์จากทุกประเทศก็มาดูมันอีก

 

ให้ทริคไว้นิดนึงแล้วกันว่าถ้ามาเองให้ไปวันธรรมดา แล้วเช็คดีๆ วัดส่วนใหญ่จะเปิดตั้งแต่ 8 โมงหรือ 8 โมงครึ่ง ให้ไปแม่_ตั้งแต่เวลานั้นแหละ จะถ่ายรูปสวยๆได้ พอดีบ้านอยู่ใกล้เกียวโต เก็บอย่างนี้ทีละวัดสองวัด จะไม่ต้องไปแย่งอะไรกับใครมาก แต่ถ้าใครจะมาดูไลท์อัพ ก็ทำใจไว้เลยว่าจะต้องดูแบบ Zen... เลื่อนไหลไปตามคลื่น (เมิงไม่ต้องเดินเอง จะมีคนมาดันเมิงไป) พยายามดื่มด่ำทำตัวเป็นสายน้ำ สักพักจะไหลออกจากวัดได้เอง... (ไม่มีทางหลง)

 

ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่าหลายๆคนเข้าใจหรือตั้งความหวังผิดๆก่อนจะมาญี่ปุ่น ไม่อยากให้ upset สิ้นเปลืองกันมาก เลยขอบอกๆหน่อยเนอะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนกันเลย...

 

1. เชื่อว่า...มาแล้วเดี๋ยวพูดภาษาญี่ปุ่นได้เอง

ฮ่ะ... ยกให้เป็นความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งกันไปเลย... มันไม่มีใครหรอกค่ะ มาแล้วมันจะพูดได้ เพราะภาษามันไม่ได้ซึมซับเข้าสู่ร่างเราไปพร้อมกับอากาศธาตุ ถ้ามาแล้วใช้เวลา 80% ของชีวิตต่างประเทศในมอนส์เตอร์ฮันเตอร์ออนไลน์อยู่ในห้อง เมิงก็คงพูดได้หรอกค่ะ ภาษาญี่ปุ่น หลายคนชอบคิดว่า เดี๋ยวจะไปญี่ปุ่นอยู่แล้ว ไปเอาภาษาที่นั่นแหละ ตอนนี้ไม่ต้องทำอะไร ลัลล้ารอวันไปอย่างเดียว จะบอกว่าใช่ค่ะ แต่เมิงจะลำบากมาก เริ่มก่อนจำได้ก่อน มีเวลาก็นั่งท่องศัพท์คัดดันจิไป อย่าลืมว่ามาถึงแล้วจะต้องมาเจอไอ้คนจีนที่มันอ่านหนังสือพิมพ์กันได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่มันมาเหยียบประเทศนี้ จะเอาอะไรไปสู้กับเค้า T^T 

 

2. มาเรียนคอร์สภาษาญี่ปุ่นแล้วเราจะต้องได้ภาษาญี่ปุ่น

นี่เป็นความเข้าใจผิดอันดับสอง แหม่... ก็ลงทุนเสียเงินเป็นแสน โชว์เสตทเม้นต์กันตั้งเท่าไหร่กว่าเค้าจะเชื่อถือปล่อยเรามาด๊อกด๋อยอยู่ที่นี่ แต่ทำไมมาเรียนแล้ว อาจารย์สอนไม่เห็นดี ไม่เห็นให้ทำอะไรมากไปกว่านั่งคัดคันจิ อ่านชีทบ้าอะไรก็ไม่รู้ สอนอะไรน่าเบื่อสุดๆไม่คุ้มกับค่าเงินที่กรุเสียไป แล้วกรุจะเก่งภาษาญี่ปุ่นได้ด้วยการสอนแบบนี้จริงเหรอ? พวกนี้กรุอ่านเองก็ได้

ใช่ค่ะหนู... สรุปให้เลยว่า การสอนภาษา อาจารย์เค้าก็สอนอะไรที่หนูทำเองก็ได้นั่นแหละ แต่หนูไม่้ได้ทำไง... บอกเลยว่าถ้าขยันฮึบๆ ตั้งใจท่องศัพท์อ่านเขียน พยายามคุยกับคนญี่ปุ่น หนูไม่ต้องดั้นด้นมาเรียนหรอกค่ะ โรงเรียนสอนภาษาน่ะ และไอ้เงินที่เสียไป ไมไ่ด้การันตีว่าจะได้ภาษาญี่ปุ่นดีๆกลับไปด้วย เงินมันซื้อภาษาไม่ได้ ซื้อได้แต่สิ่งแวดล้อมที่ทำให้ความน่าจะเป็นของการเก่งภาษาของเรามันมากขึ้น เรียนภาษานี่ 90% ขึ้นอยู่กับตัวเราไม่ใช่ใครอื่น ไม่มีทางที่เราจะไม่เก่งภาษาเพราะครูสอนห่วย

 

3. พนักงานแผนกต่างชาติจะต้องพูดภาษาอังกฤษได้ =_=

ถึงเค้าจะได้มาทำงานแผนกต่างชาติหรือแม้แต่ที่ immigration ก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องพูดภาษาอังกฤษกันได้หมด อย่างไรก็ตาม จะมีคนสองคนที่พูดได้แบบ expert ถือเป็น rare item ต้องหาเอาเอง...

 

4. ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นถูก!

แต่ไฟไม่เท่ากันนะอาเจ๊... อย่าลืมใช้หม้อแปลงไฟก่อนใช้และอย่าลืมบอกลูกหลานไว้ทั้งบ้าน หากเสียบผิดเสียบถูกไหม้ไปทั้งบ้านเดี๋ยวจะซวย @_@; ยกเว้นพวกโน๊ตบุ้ค กล้องดิจิตอล กล้องวีดีโออะไรพวกนี้ที่มันแปลงไฟในตัวของมันอยู่แล้ว แต่อย่าลืมคิดเทียบราคากันดีๆ บางรุ่นก็ไม่มีประกันในต่างประเทศ (แต่ถ้าคิดว่าประกันแค่ปีเดียว ไม่เสียหรอก ก็โอเคนะ เพราะของญี่ปุ่นน้อยมากที่จะเสียในประกัน <-- ประกันหมดค่อยเสีย กร๊ากกก) 

 

5. ไปญี่ปุ่นไปซื้อมือถือญี่ปุ่นกลับมาใช้ดีกว่า

ปกติแล้วเนี่ย... มันไม่ได้น่ะอาเฮีย... เพราะมือถือญี่ปุ่นที่วางขายให้ดูตามร้านเนี่ย มันไม่ได้ขายแต่เครื่อง มันจะต้องทำสัญญาทำอะไรกันด้วย แต่ก็มีขายตามตลาดมืดหรือร้านมือสองอยู่บ้าง จะบอกว่าฟังก็ชั่นหรูหราในเครื่อง เอาไปไทยก็ไปใช้อะไรแทบไม่ได้ นอกจากความเท่ห์ แต่ถ้าใครชอบ อันนี้ก็ไม่ว่ากัน (แค่ว่ามันหาซื้อลำบาก ไม่มีตามตลาดเท่านั้นแหละ แล้วเอาไปปลดล็อคปลดอะไร บางทีแพงกว่าค่ามือถือดีๆที่ไทยอีก -_-;) ถ้ามีตังค์ก็ไม่เป็นไรอ่ะนะ

 

6. แต่งงานกับคนญี่ปุ่นแล้วได้สัญชาติญี่ปุ่น

วันก่อน เพื่อนเพิ่งจดทะเบียนกับคนญี่ปุ่น แล้วโทรมาถามเราเรื่องการทำเอกสารเรื่องแต่งงานที่ไทย คือมันบอกจะไม่ทำ เพราะถ้าทำ เดี๋ยวจะซื้อบ้านไม่ได้... @_@;

เฮ้ย... เมิงพูดอะไรของเมิงวะเนี่ย...

คือมันเข้าใจว่าถ้าทำเรื่องแต่งงานเรียบร้อยสองที่ เป็นอันว่ามันคือคนญี่ปุ่น นามสกุลญี่ปุ่น แล้วมันจะซื้อบ้านที่ไทยไม่ได้ =_=

เฮ้ย...แก...

แกแต่งงานกับมันไปด้วยความเข้าใจแบบนี้เหรอวะไอ้เพื่อน??!! @o@!!!

ย้ำอีกที ว่าสัญชาติญี่ปุ่นไม่ได้แถมมาพร้อมกับผัว... และไม่ได้หมายความว่าหากเมื่อใดเราเปลี่ยนนามสกุลไปใช้นามสกุลญี่ปุ่นเราจะไม่ใช่คนไทย และไม่มีระบบแบบว่าอยู่ญี่ปุ่นครบกี่ปีๆ คุณเอาไปเลยครับ! สัญชาติญี่ปุ่น!

แกยังเป็นคนไทยอยู่ ไม่ต้องกลัว...

 

7. อยู่ญี่ปุ่นแล้วจะหาตั๋วดูคอนเสิร์ตกันได้ง่ายๆ

บางทีมันก็ไม่ได้ง่ายไปกว่าเมืองไทยเท่าไหร่ =_= ตั๋วบางประเภท (โดยเฉพาะของจานีสกลุ่มดังๆ) เนี่ย... หนูจะต้องไปเป็นแฟนคลับเค้า จ่ายค่าสมาชิกรายปีรายอะไรกันไป แล้วถึงจะมีโอกาสซื้อตั๋ว (แค่โอกาสนะ) หากโชคดีก็อาจจะ random ได้ตั๋วมาได้ แต่ถ้าไม่ได้ ก็ต้องไปหาตามเน็ท หาคนปล่อยตั๋วราคาแพงๆ หรือไปถือป้ายหาเอาตามหน้าคอนเสิร์ตอยู่ดี อ๊ะ... แต่พี่ไม่รับเป็นสมาชิกแฟนคลับใครนะ โปรดอ่านและทำความเข้าใจหน้า http://hayashikisara.exteen.com/page นี้ด้วย

 

8. มาญี่ปุ่น ทุนเยอะแยะบานตะไท มาเอาที่นี่ก็ได้

ถูกครึ่งนึง... คือทุนที่นี่มันเยอะก็จริง แต่มันไม่ได้มีอยู่ทั่วไปตามแฟมิลี่มาร์ท มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการในการได้ทุน หนึ่งก็คือ มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนสอนภาษาของเรานั้นใหญ่โตแค่ไหน? มีสปอนเซอร์เอาทุนมาให้แค่ไหน?

พูดง่ายๆ ถ้าสถาบันใหญ่ๆ จะมีทุนเล็กทุนน้อยจากพวกบริษัทห้างร้านที่เค้าอยากสร้างอิมเมจรักสังคม ให้กันมาคนละทุนสองทุน มันก็จะมีทุนให้สมัครเยอะ (แต่คนสมัครและแย่งกันก็จะเยอะไปด้วย) ถ้าเราไปอยู่ในสถาบันเล็กๆ ไม่มีใครรู้จัก ก็จะไม่ค่อยมีทุน เราอาจจะต้องหาเอาข้างนอก พยายามสมัครทุนที่ไม่ได้ผ่านทางสถาบัน แต่ก็จะยากขึ้นไปอีกเพราะเท่ากับเราต้องไปแข่งกับเด็กต่างชาติทั้งประเทศนี้

อีกความเข้าใจผิดนึงคือคิดว่าได้ทุนแล้วจะรอด เคยบอกไปแล้ว ว่าทุนที่ได้นี้ก็แล้วแต่อุปการะคุณของท่านสปอนเซอร์ บางทุนก็ให้มารวดเดียวเลย เอาไปสามแสนเยนต่อปีเหมือนเปิดแผ่นป้าย บางทุนก็ให้เดือนละหมื่นสองหมื่นเยนก็มี แล้วไม่ใช่ว่าเค้าจะให้จนกว่าเราจะเรียนจบ เค้าจะมีเงื่อนไข อาจจะให้เราปีเดียว หรืออาจจะให้ตราบที่เราทำเกรดได้สูง อะไรก็ว่าไป...

 

9. งานพิเศษเยอะแยะ อ่านการ์ตูนแล้วเห็นตัวละครมันทำงานพิเศษกันทุกคนเลย

เยอะแยะสำหรับคนญี่ปุ่น -_-; ก็ลองคิดตามหลักความจริงว่า ถ้าภาษาญี่ปุ่นเราไม่ได้เก่งมาก เค้าจะเอาเราไว้ใช้งานอะไรกันดี... สิ่งที่จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นการได้งานของเรา หลักๆเลยคือภาษาญี่ปุ่น อันดับสองคือ เราต้องใช้ชีวิตใกล้ๆหรือในตัวเมือง... โอกาสก็จะมากหน่อย คือ ถึงภาษาญี่ปุ่นเก่งเริ่ดแต่แถวบ้านไม่มีห้างร้านอะไรเลย @_@; ก็ไม่รู้จะไปทำงานพิเศษกับอะไร จะไปเก็บขี้วัวก็ใช่ที่

สรุปก็คือ อย่ามาคาดหวังทุนหรืองานพิเศษเป็นรายได้ในการอยู่ญี่ปุ่นนี่ ควรมีเงินให้พออยู่โดยที่ไม่ได้ทุนหรือไม่มีงานพิเศษอย่างน้อยปีนึง ไม่งั้นจะเครียดและลำบากมาก

 

 

 
10. หนังสือญี่ปุ่นเปิดจากขวาไปซ้าย...
 
เปิดทุกแบบแหละ -_-; บางเล่มก็ซ่ายไปขวา บางเล่มก็ขวาไปซ้าย บางเล่มก็อ่านบนลงล่าง อันนี้อยู่ๆไปจะได้ skill ไปเอง...
 
 
11. กรุจะไปซื้อของดังของญี่ปุ่น!
 
ไอ้ที่มันออกรายการอะไรเมื่อวันก่อน หรือเพื่อนปร้าเค้าบอกว่าดี อร่อย... คือจะบอกว่าไอ้ของดังที่ว่าเนี่ย บางทีมันไม่ได้มีขายอยู่ทุกที่ @_@; ไม่ใช่มาถึงญี่ปุ่นปุ๊บจะมีคนปั่นจักรยานมาขายเหมือนสาวยาคูลต์กันเลย บางคนชอบฝากหาอะไรแปลกๆ แล้วเน้นด้วยนะว่าดังมาก มันจะต้องมีสิ อินี่... มีหรือไม่มีไม่รู้ มันไมไ่ด้ขายข้างบ้านกรุแล้วกัน...

 

12. คนอยู่ญี่ปุ่นมานานกว่า = เก่งภาษาญี่ปุ่นกว่