วันนี้พาตัวเล็กสองตัวไปฉีดวัคซีนมา... (ยังฉีดไม่ครบ อย่าไปเข้าใกล้ T^T) จริงๆอาคินี่ฉีดวัคซีนพื้นฐานตามที่รัฐบาลกำหนด (พูดง่ายๆคือฟรี...) ครบตามวัยแล้ว แต่มันก็ยังมีพวกยิบย่อยที่รัฐบาลไม่คัพเวอร์ ใครอยากฉีดก็จ่ายเอง วันนี้ฉีดไปเข็มเดียวหมดไป 7000 เยน =_= ได้ข่าวยังเหลืออีกเยอะแยะ (แล้วลูกกรุสองคน) จะฉีดอีกกี่อย่างดีเนี่ย...

 

 

ราคาอย่างนี้ คิดว่าพ่อแม่หลายคนไม่มีปัญญาฉีดแน่ๆ แต่ละเข็มแพงบรรลัย... บางเข็มนี่ราคาเกินหมื่นเยน แล้วฉีด 4 ครั้งด้วยนะ =_=

 

 

แล้วคือ... ลูกสองคน นัดวันเดียวกัน ก็ต้องกระเตงไปคนเดียว ตอนเอาตัวโตเข้าไป ก็ต้องทิ้งตัวเล็กไว้ข้างนอกอย่างนั้น =_= (เค้าบอกให้ทิ้งไว้ ไม่ให้เอาเข้าไป) นางพยาบาลก็คอยดูๆให้ เป็นอะไรที่ พะวงมาก... แหม ลูกกรุเพิ่งขวบเดียว ทิ้งไว้ท่ามกลางเด็กโตๆเกือบสิบคนที่เค้าเล่นกันอยู่ แล้วของเล่นก็ชิ้นเล็กๆน่าเอาเข้าปากทั้งนั้น ปลอดภัยดีแท้...

 

 

แต่คนอื่นก็คงทิ้งไว้อย่างนี้เหมือนกัน

 

 

หลายคน (ที่ไทย) เป็นห่วงว่าเลี้ยงลูกสองคนตัวคนเดียวทุกวันๆ ไหวเหรอ? ไม่เหนื่อยเหรอ?

 

 

ก็เหนื่อยนะ แต่ก็ชินน่ะ @_@; ไม่รู้สิ... คือสามารถตื่นมาชงนมกี่รอบๆก็ได้ในหนึ่งคืนแล้วก็ไปนอนต่อ (สามารถชงนมถูกแม้ไม่เปิดไฟ  ชงนมด้วยเซ้นส์ กร๊ากกก) เช้าก็ตื่นตีห้าแล้วก็ทำนู่นทำนี่ได้ตามปกติ กลางวันก็ไม่ง่วงนะ...

 

 

เลี้ยงเด็กก็อย่างว่า... มีนรกบ้างเป็นบางวัน แต่ไม่ใช่ทุกวันหรอกน่า... แล้วเด็กนี่มันก็โตขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็โตแล้ว เจอกับอะไรก็อย่าไปคิดอย่าไปเครียด ไอ้โตแล้วไปกรี๊ดๆใส่หน้าชาวบ้านส่วนใหญ่มีแต่ในละครไทยเท่านั้นแหละ =_=

 

 

ฟังข่าวที่ว่าคู่สามีภรรยาชาวญี่ปุ่น 1 ใน 10 คู่ มีความกลุ้มใจเรื่องมีลูกยากกันอยู่

 

 

สาเหตุของการมีลูกยากก็หลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือคู่แต่งงานสมัยนี้ มีแนวโน้มจะอายุมากขึ้นกันเรื่อยๆ... เพราะมัวแต่ทำงงทำงานกัน @_@; สมัยก่อนยังหาคนที่คลอดลูกคนแรกตอนอายุ 35 อะไรอย่างนี้ยากหน่อย แต่สมัยนี้มีเป็นปกติธรรมดากันไปแล้ว คนญี่ปุ่นสมัยนี้ อายุ 40 ยังเพิ่งท้องลูกคนแรกก็มีเลย @_@;

 

 

เพราะหลายคนรอสร้างเนื้อสร้างตัว รอพร้อมในหลายๆอย่าง แล้วกว่าอะไรๆมันจะลงตัว หรือกว่าจะหาคนแต่งงานด้วยได้เนี่ย อายุอารามมันก็ไปเรื่อยแล้ว เนื่องจากช่วงวัยหนุ่มสาวมีอะไรต้องทำเยอะแยะ บางคนก็มัวแต่ห่วงงานหรือห่วงชีวิตส่วนตัวมากกว่า กว่าจะมาคิดเรื่องคู่ครองก็อายุ 30 กว่าเข้าไปแล้ว ในเมื่อแต่งงานช้า ก็ต้องมีลูกช้าเป็นธรรมดา

 

 

อายุล่วงเลย ความฟิตของร่างกายมันก็ถดถอยอ่ะนะ เพราะรังไข่ของผู้หญิงก็จะลดความสมบูรณ์ลงไปเรื่อยๆเหมือนกัน ตั้งแต่ช่วง 35 อะไรอย่างนี้แหละ

 

เรื่องมีลูกยากนี่...

 

 

หลายคนชอบพูดง่ายๆว่าทำไมไม่ไปหาหมอ? ทำไมไม่ไปปรึกษาหมอ? สมัยนี้เค้าทำกิฟท์ทำอะไรกัน เทคโนโลยีก้าวหน้าไปถึงไหนแล้วฮู้ว!

 

 

....

 

 

อย่าพูดง่ายๆอย่างนั้น -_-;

 

 

รู้รึเปล่าว่าทำกิฟท์เนี่ยเสียเงินเท่าไหร่? ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่น แค่ไปตรวจก็เสียประมาณ 2 หมื่นเยน และถ้าตัดสินใจทำกิฟท์ ก็เสียประมาณ 5 แสนเยน (อ่านไม่ผิด) ซึ่งโอกาสติดคือ 30% ถ้าไม่ติด 5 แสนเยนนี้ก็จะวับไปกับตา... ไม่มีประกันมาจ่ายให้

 

 

มันไม่ใช่ราคาที่คนไม่มีลูกแล้วอยากมีลูกจะเดินไปปรึกษาหมอกันได้ง่ายๆเลยนะ @_@;

 

 

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่มีผลกระทบต่อจำนวนเด็กเกิดลดน้อยลงอย่างน่าใจหายในประเทศญี่ปุ่น (แต่ที่ไทยก็น่าจะแพงเหมือนกันหรอกน่ะ) เพราะถึงอยากมีลูก แต่มีไม่ได้ แล้วก็ไม่มีตังค์จะไปปรึกษาหรือใช้วิทยาศาสตร์ช่วย...

 

 

บางเมืองของที่ญี่ปุ่น (เคยบอกแล้วว่ามีระบบปกครองโดยท้องถิ่น) ก็มีการให้เงินสนับสนุนตรงนี้อยู่บ้างเหมือนกัน และรัฐบาลญี่ปุ่นตอนนี้ก็กำลังพิจารณาเงินช่วย โดยอาจจะช่วยประมาณแสนเยน แต่ไม่เกินสองครั้งต่อปี (และช่วยสนับสนุนติดกันกี่ปีจำไม่ได้ รู้สึกจะไม่เกินห้าปี)

 

 

ทว่าถึงได้มาสองแสนเยนก็ยังต้องออกเองอีก 3 แสนเยน =_= ก็แพงอยู่อ่ะนะ (แต่ก็ยังดีกว่าออกเองหมด) ถ้าการพิจารณาผ่านก็อาจจะออกเป็นกฏหมายในปีหน้า

 

 

ปีที่แล้ว (2009) อัตราการเกิดของญี่ปุ่นก็ลดลงกว่าปี 2008 อยู่ประมาณ 2 หมื่น 2 พันคน (ลดติดกันมาสองปีแล้ว) จริงๆก็เป็นปรากฏการณ์ทั่วไปของประเทศพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา เพราะพอสภาพการทำงาน การใช้ชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนเป็นแบบสังคมเมือง การเลี้ยงลูกไปด้วยทำงานไปด้วยมันก็ยากขึ้น นอกจากรัฐบาลจะหานโยบายดีๆมาชักจูงให้คนอยากมีลูกมากขึ้น รวมถึงมีสวัสดิการที่ดี มีสถานที่พร้อมจะรับฝากเด็กสำหรับคนทำงาน บลาๆๆ คนถึงจะยอมมีลูกกันมากขึ้น

 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นถึงรัฐบาลจะมีนโยบายมา แต่ถ้าภาคเอกชนไม่ค่อยให้ความร่วมมือก็ลำบากอยู่ดี อย่างฝรั่งเศสอนุญาตให้พ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆลาหยุดงานไปเลี้ยงลูกได้ ซึ่งที่ญี่ปุ่นก็มีไอ้กฏหมายนี้ แต่ถามหน่อยว่าถ้าคุณพ่อในบริษัทท่านไหนมีลูก แล้วจะขออนุญาตหยุดไปเลี้ยงลูกซักสองปี เจ้านายหรือเจ้าของบริษัทกี่คนที่จะพอใจ ยินดีให้ไปทำอย่างนั้น รวมถึงเจ้าตัวเองก็เกรงใจเพื่อนร่วมงาน ไม่อยากลาหยุดนานอย่างนั้น ไหนจะห่วงเรื่องภาระหน้าที่ การเลื่อนตำแหน่งหรืออะไรๆ ถ้าเราหยุดงานไปแล้วเสี่ยงกับการไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงานล่ะ? รัฐบาลไม่ได้มาช่วยรับรองสถานะในบริษัทของเราด้วยนี่นา @_@;

 

 

แล้วสมัยนี้มันก็ไม่เหมือนสมัยก่อน ที่เงินเดือนสามีคนเดียวมันจะพอเลี้ยงครอบครัวกันได้สามสี่คนกันหมด บางครอบครัวก็อยู่ไม่รอด ถ้าภรรยาไม่ทำงานด้วย ดังนั้น การจะมีลูก ก็ต้องหาที่รับฝากเด็กระหว่างที่เราไปทำงาน ซึ่งไอ้ที่ฝากเนี่ยมันก็แบ่งเป็นของรัฐบาลและเอกชน ของรัฐบาลก็เป็นอะไรที่คนเต็มตลอด ต้องรอคิวกันยาวใช่จะเข้าได้ทันที แต่งานของเราก็ใช่จะรอได้ จะไปเข้าเอกชนก็เสียแพงมาก เดือนละสี่ห้าหมื่น สรุปว่าไม่รู้ทำงานกับเสียค่าฝากลูกอะไรจะคุ้มกว่ากัน =_=

 

 

บางคนถามว่าทำไมไม่ฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายาย... คนญี่ปุ่นพอโตแล้วส่วนใหญ่ก็ออกมาอยู่กันเอง (ยกเว้นลูกคนโต บางทีก็อยู่กับพ่อแม่ แต่บางคนก็ไปอยู่ที่อื่นจนอายุมากค่อยกลับมาอยู่กับพ่อแม่ก็มี ขึ้นอยู่กับที่ทำงานของเรานั่นแหละ) เพราะการหางานทำดีๆ บางทีมันก็ต้องเข้าไปในเมือง หรือไปทำจังหวัดนู้นจังหวัดนี้ แล้วแต่จะไ