สีกับคนญี่ปุ่น ~ทำไมคนญี่ปุ่นเรียกไฟเขียวว่าไฟสีฟ้า?~ ^_^
posted on 13 Jul 2009 17:19 by hayashikisara in Japan** เนื้อหาวันนี้มีภาษาญี่ปุ่นปนเล็กน้อย ขออภัยคนที่ไม่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นด้วยค่ะ m(_ _)m **
บล็อคเมื่อวานที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องแปลกๆของคนญี่ปุ่นนั้นเป็นข้อที่รวบรวมมาจากความคิดของคนญี่ปุ่นน่ะค่ะ พอดีเห็นมีคนติดใจเรื่องไฟเขียวของคนญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นเรียกว่าไฟสีฟ้าหรือไฟสีน้ำเงิน (青信号 อาโอชินโก) วันนี้เลยจะพูดถึงหน่อยนึง...
ก่อนอื่น... ถามพวกเราก่อนว่าสีที่ตรงข้ามกับสีขาวคือสีอะไร?
....
........
หลายคนก็คงจะตอบว่าสีดำ... เพราะเราถูกสอนให้มีอิมเมจแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร จนมันกลายเป็นคอมมอนเซนส์กันไปแล้ว... แต่จริงๆแล้วในสมัยโบราณ คนญี่ปุ่นมีความคิดว่าสีที่ตรงข้ามกับสีดำ (くろ) คือสีแดง (あか) และสีที่ตรงข้ามกับสีขาว (しろ) คือสีน้ำเงิน (あを หรือ あお)
ในสมัยก่อนญี่ปุ่นจะใช้หลักๆเพียง 4 สีที่ว่า ดังนั้นจึงมีเพียง 4 สีนี้ (あかい、あおい、しろい、くろい) เท่านั้นที่เป็น 形容詞 (เคโยฉิ = คำขยาย เช่นประโยค “รถสีแดง” สีแดงขยายคำว่ารถ) และมีสีเหลืองกับสีชาที่มีการใช้คำว่า 色 เข้ามาช่วยแล้วใส่ い เป็น 黄色い、茶色い สีที่เหลือนอกจากที่ว่ามาไม่มีรูปขยายหรือ 形容詞 ดังนั้นกระเป๋าสีแดง = 赤いかばん กระเป๋าสีน้ำตาล = 茶色いかばん แต่ถ้ากระเป๋าสีม่วงจะเป็น 紫のかばん ทันที เพราะสีม่วง 紫 (มุราซากิ) ไม่ใช่คำขยายนั่นเอง
รากศัพท์บางคำในภาษาญี่ปุ่นปัจจุบันเองที่ยังหลงเหลือจากความคิดแบบนี้ก็อย่างเช่นคำว่า あかるい (อาคารุย) ที่แปลว่าร่าเริง,สว่าง กับ くらい (คุราย) ที่แปลว่ามืดหรือมืดมน สีแดงคือความสว่าง สีดำคือมืด (ปัจจุบันนี้ในชีวิตประจำวันเองยังมีข้าวของหลายอย่างที่ใช้ในลักษณะสีแดงตรงข้ามกับสีดำเช่น ไพ่ในหนึ่งสำรับก็แบ่งออกเป็นดำกับแดงหรือรูเล็ทก็ใช่ ดังนั้นความคิดที่ว่าสีแดงตรงข้ามกับสีดำก็ไม่ใช่แค่คนญี่ปุ่นสมัยก่อนเท่านั้น)
ส่วนการตรงข้ามกันระหว่างสีขาวกับสีน้ำเงินนั้นเป็นในรูปแบบที่ว่า สีขาวหมายถึงความชัดเจน สีน้ำเงินหมายถึงความกำกวม,ไม่ชัดเจน ดังนั้นเมื่อพูดถึงสีน้ำเงิน อิมเมจของสีน้ำเงินจะกว้างมาก อะไรที่หม่นถ่น ทึมทือ ก็จะรวมอยู่ในความหมายของสีน้ำเงินไปด้วย อย่างในสมัยเฮอันม้าขาวเรียก 白馬 (ฮะคุบะ) แต่ถ้าขาวแบบตุ่นๆออกเทาก็เรียก 青馬 (อาโออุมะ) ... ทั้งที่ไม่มีส่วนใดแสดงความฟ้าออกมาเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นสีเทาเองก็อยู่ในขอบเขตของน้ำเงินเหมือนกัน เช่นเดียวกับสีเขียวด้วย (ที่สำคัญก็คือถ้าเขียนคันจิแบบโบราณว่า 碧 จะสามารถอ่านได้ทั้ง “อาโอ” และ “มิโดหริ” ก้ำกึ่งกันไปตามสถานการณ์)
ส่วนความคิดที่ว่าสีขาวตรงข้ามกับสีดำนั้นมาเกิดขึ้นทีหลัง เป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากจีนด้วย (หยินหยาง)
ในขณะเดียวกัน... คนญี่ปุ่นหลายคนเชื่อว่าสีแดงเป็นสีที่ตรงข้ามกับสีขาว ถ้าใครอยู่ญี่ปุ่นจะเห็นว่าการแบ่งกลุ่มแข่งกีฬาหรือแข่งอะไรต่างๆเป็นสองกลุ่ม มักจะแบ่งเป็นสีแดงกับสีขาว (การแข่งร้องเพลงโคฮาขุ หรือที่คนไทยเรียกว่าแข่งร้องเพลงขาว-แดงตอนปลายปีก็ใช่) ที่เป็นอย่างนี้เพราะประวัติศาสตร์สมัยเฮอันช่วงปี 1180 – 1185 (6ปี) มีการต่อสู้กันของผู้มีอำนาจ 2 คนคือ 源氏 เก็นจิหรือมินาโมโตะอุจิกับ 平氏 เฮฉิหรือไทระอุจิ (เรื่องของเรื่องก็คือแย่งอำนาจบริหารบ้านเมืองกัน)
ในตอนนั้นฝ่ายเก็นจิใช้ธงสีขาว ส่วนเฮฉิใช้ธงสีแดง จึงมีอิมเมจของการต่อสู้ตรงข้ามกันของสองสีนี้มาตั้งแต่ตอนนั้น ต่อมาจึงใช้สีแดงกับสีขาวเป็นสีในการแข่งขันต่างๆไปโดยปริยาย นอกจากนี้สีขาวแดง (紅白) ยังมีความหมายถึง ハレとケ (ฮาเระ กับ เคะ) สีแดงคือ ハレ(晴れ)หมายถึงงานพิธี, พิธีการ การเป็นงานเป็นงานต่างๆ พูดง่ายๆก็คือสิ่งที่เป็นพิเศษ ไม่ใช่สิ่งในชีวิตประจำวัน ส่วนสีขาวนั้นคือ ケ(褻)หมายถึงสิ่งที่เป็นชีวิตประจำวัน (ดังนั้นจึงตรงข้ามกัน) เราก็เลยมักจะเห็นว่ามีการใช้สองสีนี้ในงานพิธีการหรือการฉลองต่างๆเช่น 紅白幕 (โคฮาขุมาขุ) 赤飯 (เซคิฮัง ข้าวหุงกับถั่วแดง) เป็นต้น
หลายคนถามต่อว่าในเมื่อเป็นสีแดงขาว ทำไมไม่ใช้คันจิ 赤 ที่แปลว่าสีแดงเหมือนกันและใช้บ่อยกว่า กลับไปใช้คันจิ 紅 (くれない คุเรไน) แทน? ที่เป็นอย่างนี้เพราะ 赤 อ่านออกเสียงว่า เซะกิได้ด้วย มีบางคำในภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ตัวคันจิ 赤 อ่านว่าเซะกิแล้วมีความหมายไม่ดี จึงได้เลี่ยงมาใช้ 紅 แทนเช่นนี้แล
สำหรับเรื่องไฟเขียวไฟแดงนั้น จริงๆแล้วเมื่อปีโชวะที่ 5 (1930) ที่ญี่ปุ่นมีไฟเขียวไฟแดงใช้ครั้งแรก ก็เรียกว่าไฟเขียว (มิโดหริชินโก) เหมือนกัน (ได้ข่าวว่าสีออกเขียวกว่าปัจจุบันนี้มาก) แต่คนทั่วไปและสื่อต่างๆเช่นหนังสือพิมพ์กลับนิยมเรียกว่าอาโอชินโก (ไฟน้ำเงิน) มากกว่า คาดว่าเนื่องมาจากความคิดที่ว่าแม่สีสามสีในภาษาญี่ปุ่นนั้นคือสีแดง เหลือง น้ำเงิน (มันก็จะเข้ากับไฟสามสีพอดี คนทั่วไปเข้าใจง่ายกว่า) และสีเขียวก็รวมอยู่ในสีน้ำเงินเป็นบางกรณีัอยู่แล้วเหมือนกับที่กล่าวมาข้างบน ในที่สุดทางกฏหมายจึงเปลี่ยนมาเรียกอาโอชินโกตามที่คนทั่วไปเรียกในปีโชวะที่ 22 (1947)
ในภาษาญี่ปุ่นเองคำตรงข้ามระหว่างสีแดงกับสีน้ำเงินเองก็มีเช่นคำว่า 真っ赤 (มัคคา) แปลว่าแดงเถือก เช่น 顔が真っ赤 แปลว่าหน้าแดงอย่างแรงด้วยความอาย ตรงข้่ามกับคำว่า 真っ青 (มัซซาโอะ) ดูจากคันจิน่าจะแปลว่าโคตรน้ำเงิน แต่จริงๆแล้วถ้ามีคนถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า 顔が真っ青だよ、、 แปลว่าหน้าซีัดเซียวไร้เรี่ยวแรงมากแล้ว
สำหรับแอปเปิ้ลเขียวที่ถามว่าทำไมคนญี่ปุ่นเรียก 青りんご ก็เป็นเหตุผลคล้ายๆกันนี้ คือแอปเปิ้ลที่ไม่แดง ตรงข้ามกับสีแดงคือสีน้ำเงิน ก็เลยเป็น 青りんご อีกเหตุผลหนึ่งก็คือถ้าใช้คำว่าแอปเปิ้ลเขียว จะหมายถึงแอปเปิ้ลที่ยังไม่สุกเป็นสีแดง มันก็จะไปซ้ำกัน ดังนั้นแอปเปิ้ลพันธุ์ที่เป็นสีเขียว คือถึงจะสุกแล้วมันก็ไม่กลายเป็นสีแดง เลยเลี่ยงมาใช้คำว่า 青 แทน
นอกจาก 青りんご、青信号 แล้วยังมีคำอื่นๆที่ใช้ในลักษณะเดียวกันเช่น 青葉 (แปลว่าใบไม้เขียว) ตรงข้ามกับ 紅葉 (ใบไม้สีแดง) เป็นต้น
ปัจจุบันนี้ปกติแล้วคนญี่ปุ่นจะใช้คำว่า 青 ในความหมายที่เฟรช สดใสเช่น 青年 (วัยหนุ่ม)、青空 (ฟ้าสีคราม)、青春 (ช่วงวัยรุ่น)、青鳥 (นกสีน้ำเงินแห่งความสุข) แต่ก็มีใช้ในความหมายว่าตื้น ไม่ลึก ไม่สุก ในบางครั้งเช่น 青臭い (ประมาณเหม็นเขียว...) เป็นต้น
ถ้าเข้าไปหาตามอินเตอร์เน็ทจะสังเกตเห็นว่าคนญี่ปุ่นเองก็มักจะตั้งคำถามกันบ่อยๆว่า สีที่ตรงข้ามกับสีดำคืออะไรแน่ สีขาวหรือสีแดง? สีน้ำเงินตรงข้ามกับสีแดงใช่ไหม? อะไรทำนองนี้บ่อยๆ (คือคนญี่ปุ่นเองก็งงๆกันอยู่) คือหลายคนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันตรงข้ามกัน... ไม่ต้องแปลกใจ ^_^;
ถึงแม้ทุกวันนี้อิมเมจของแต่ละสีจะถูกกำหนดให้เป็นสากลในระดับหนึ่ง แต่ในแต่ละประเทศ ความรู้สึกและอิมเมจที่มีต่อแต่ละสีที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมมานานก็ยังมีผลและมีหลงเหลือในปัจจุบันอยู่ ญี่ปุ่นเองก็มีคำศัพท์เกี่ยวกับสีมากมายที่อธิบายเป็นภาษาอื่นไม่ได้ เช่น 桃色 (โมโมะอิโร สีชมพูแบบลูกท้อ #F58F98) 青竹 (อาโอทาเกะ เขียวแบบต้นไผ่) 茜色 (อาคาเนะ แดงออกน้ำตาล #B22D35 ) 亜麻色 (อามะอิโร... สีเทาตุ่นๆ) 江戸紫 (เอโดะมุราซากิ ม่วงแบบเอโดะ... กรุจะรู้ไหมเนี่ย ไม่ได้เกิดในสมัยเอโดะ #A757A8) 桜色 (ชมพูซากุระ อ่อนมากๆกว่าที่คิด #FEEEED) 藤色 (ฟูจิอิโร สีดอกฟูจิ จะว่าม่วงก็ม่วง ฟ้าก็ฟ้า... #AFB4DB) เป็นต้น
ของไทยก็มีสีบานเย็นอะไรอย่างนี้ ใครไม่รู้จักก็ไม่รู้เหมือนกันมันสียังไงเหมือนกันเนอะ ^_^
(* หมายเหตุ โค้ดที่ให้เป็นแค่สีประมาณนี้ ตามมาตรฐาน JIS จะมีบางสีที่ไม่เป็นไปตามโค้ดที่ให้นะคะ m(_ _)m )
**************
ตอบคำถาม
**************
ทุกคน... : โบว์ก็เลือดกรุ๊ป B เหมือนกันค่ะ ^_^; โดนรังเกียจจนชิน T^T
รวมๆ : โรงพยาบาลปิดวันอาทิตย์แต่จะมีฉุกเฉินทำงานกันอยู่ค่ะ ถ้าเราเคสไม่ฉุกเฉินแล้วไปบางที่เก็บเงินเพิ่มด้วย
Kurumi san : เรื่องอาคิถ้าดูมีวี่แววมากกว่านี้ก็อาจจะไปหาหมอค่ะ รู้สึกไปตรวจแบบนี้ประกันไม่จ่าย ไม่รู้จะเสียกี่หมื่น T^T แล้วมันต้องไปเรื่อยๆอย่างที่บอก เค้าไม่ได้ดูเราแค่ครั้งเดียว สงสัยจะหมดเป็นแสน T^T
ไทดี้ซัง : ใส่รองเท้าไม่เจ็บนะคะ มีรองเท้าสี่คู่ เหม็นทุกคู่เลย กร๊ากกก คิดว่าเป็นเพราะเหงื่อด้วยค่ะ แต่หน้าหนาวแม้หนาวจัดๆก็ยังเป็น... มันคงเป็นโรคแล้วค่ะ ^_^;
fidomgalz : ขอบคุณที่อุตส่าห์ตามมาและยังติดตามกันอยู่นะคะ ^_^; เนื่องจากล็อคอินเข้าบล็อคแกงค์ไม่ได้ (จริงๆจะไปล็อคอินจากในพันธ์ทิพย์ก็ได้ แต่ไม่สะดวก แถมอัพรูปไม่ขึ้น อัพคลิปก็ไม่ได้ เลยไม่ได้เข้าไปเลยค่ะ -_-;)
เอิงซัง : ตอนนี้ญี่ปุ่นขาดแคลนหมอมาก งานโหลดอย่างแรงเลยค่ะ -_-; เคยไปอยู่บ้านโฮสต์แฟมิลี่ที่เป็นหมอ งานยุ่งสุดๆ ถึงหยุดก็มีคนโทรมาถึงบ้านเลยค่ะ
Ricoซัง : เดือน 11 จะว่ามีก็มีค่ะ วันที่ 3 เป็นวัน 文化の日 (วันวัฒนธรรม) และวันที่ 23 เป็นวัน 勤労感謝の日 (วันขอบคุณแรงงาน) ค่ะ แต่สงสัยใส่ในเพลงแล้วไม่เข้า ^_^; (เพลงนี้ก็นานแล้วด้วย)
Piyatoซัง : ในความเป็นจริงก็ไม่ได้คิดดูถูกอะไรอย่างนั้น หรือเท่าที่อยู่มาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีการเหยียดการแบ่งอะไรค่ะ... (คิดว่าอเมริกาหรือยุโรปน่าจะเหยียดมากกว่า) เวลาเค้าใช้คำว่าเอเชียจะเหมือนเป็นประเทศที่มีกลิ่นอายพื้นเมือง... @_@; ประมาณ Ethnic อะไรอย่างนี้น่ะค่ะ
ส่วนเรื่องความคิดเห็นของคนญี่ปุ่นเกี่ยวกับสงครามโลกไม่สามารถตอบสั้นๆได้เลยค่ะ ^_^; ในปัจจุบันนี้ถ้าพูดถึงเมื่อตอนสงครามคราวนั้นจะเป็นความเสียใจในการสูญเสีย และการรณรงค์เพื่อสันติภาพมากกว่า ประชากรญี่ปุ่นในสมัยนั้นเป็นยิ่งกว่าเกาหลีเหนือตอนนี้ เพราะเชื่อว่าจักรพรรดินั้นเป็นเชื้อสายของพระเจ้า และตอนที่ฟังวิทยุเกี่ยวกับสงครามก็ได้ฟังแต่ข้อมูลผิดๆตลอด (คือได้ฟังแต่อะไรดีๆของประเทศ) ตอนที่รู้ว่าแพ้สงครามทุกคนก็ช็อคมาก ทั้งหมดนี้คุยกับคุณยายของคุณฮายาชิและผองเพื่อน ทุกคนบอกว่าคิดว่าจักรพรรดิเป็นลูกหลานของพระเจ้า เชื่อมาตลอดว่าไม่ต้องเข้าห้องน้ำ ไม่ต้องทำอะไรเหมือนคนธรรมดาทั่วไป... ที่ญี่ปุ่นช่วงหน้าร้อน (อย่างนี้) จะมีหนังเกี่ยวกับสงครามช่วงนั้นออกมาทุกปี... ลองหามาดูแล้วจะรู้สึกอะไรได้มากขึ้นจริงๆค่ะ T^T (เรื่อง 蛍の墓 สุสานหิ่งห้อยของ Gibli ก็แนะนำค่ะ)
Cheshire_XxXซัง : เรื่องฮงเนะกับทาเทะมาเอะนี่อยู่ไปนานๆแล้วจะรู้ว่ามันจำเป็นและรู้ว่าสังคมญี่ปุ่นมันก็ดำเนินมาได้ด้วยดีด้วยประการนี้ประการหนึ่งค่ะ -_-; แล้วมันก็เป็นอะไรที่จะเริ่มอ่านออกได้เองในระดับหนึ่งเหมือนกันนะคะ ^_^;
Mikanซัง : เปลี่ยนชุดของญี่ปุ่นนี่เปลี่ยนในงานเลี้ยงตอนกลางคืนทั้งหมดค่ะ ไม่เกี่ยวกับงานตอนเช้าหรืองานเลี้ยงกับเพื่อนหลังงานเลี้ยงเลยค่ะ ^_^

มันยังแปลว่า"หญ้าสีเขียว"เลยอะ ดิกฯคันจิ ที่บ้านแปลแบบเดียวกันหมด
ชื่อเราเลยกลายเป็น キサラ ด้วยประการฉะนี้

แต่เลาๆว่าเหมือนรู้ว่าคนญี่ปุ่นบางครั้งเรียกสีเขียวว่าสีน้ำเงินจากการ์ตูนเรื่องโคนันครับ
วันนี้ได้มาอ่านอะไรเปิดหูเปิดตาขอบคุณมากครับ ^_^
#1 By Elta_kung on 2009-07-13 17:37