ภาษากับคนต่างชาติ ^_^;

posted on 06 Jul 2009 11:14 by hayashikisara in Diary

กลับมาจากบ้านพ่อแม่สามีที่ชิกะเมื่อคืน (ตอน 4 ทุ่มกว่าๆ -_-;) ไม่ได้ไปเที่ยวไหนแม้แต่น้อย (ปีแรกๆก็เที่ยวกันหรอก แต่นี่แต่งกันมา 6 ปีแล้ว ไม่รู้จะไปไหนแล้ว -_-;) ได้แต่ไปซื้อของที่ห้าง เอาหลานไปให้เล่น มีแอบแวบไปดู transformer กันสองคน ยาวชะมัด ไม่เหมาะกับคนท้อง 7 เดือน ปวดหลังและปวดฉี่เป็นพักๆ... (แต่ก็ชอบ)

 

  

ไม่ได้ดูหนังนานมาก... อยู่ญี่ปุ่น 8 ปี ดูหนังไม่ถึง 8 เรื่อง เท่ากับปีนึงดูหนังไม่ถึงเรื่องนึงเลยด้วยซ้ำมั้ง... ทั้งที่สมัยอยู่ไทยเอะอะอะไรก็ดูหนังๆ... สงสัยอายุเปลี่ยน สภาพแวดล้อมเปลี่ยน ความชอบก็เปลี่ยนไปด้วย คือมันไม่เหลือความอยากดูหนังอะไรเท่าไหร่เลย เห็นโฆษณาในทีวีก็งั้นๆ ไม่คิดจะดู ไม่มีดาราที่ชอบ นักร้องที่ชอบ แนวหนังที่ชอบ เพลงก็ไม่ได้ฟัง การ์ตูน,นิยาย,ละครไม่ได้อ่านไม่ได้ดูทั้งนั้น  เหมือนกับว่าเต็มที่กับชีวิตจริง...ทำงานทำการเลี้ยงลูกกันไป ไม่มีเวลาสนใจอะไรอย่างอื่นอีก ขนาดว่าอ่านบทความดีๆที่คนอื่นเค้าพูดเกี่ยวกับการตามความฝัน ความรัก ความพยายาม กำลังใจ ความบลาๆๆอะไรแล้วก็เฉยๆจืดๆ... อุณภูมิราบเรียบมาก  นี่เรากลายเป็นอย่างนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่นะ -_-;

 

  

จริงๆก็พยายามจะทำตัวให้มีอะไรตื่นเต้นในชีวิตขึ้นมาบ้างนอกจากนั่งอัพบล็อคและเลี้ยงลูก เมื่อวันเสาร์เลยไปซื้อหนังสือมาเล่มนึง (ปกติไม่ค่อยได้ซื้อหนังสืออ่านเท่าไหร่) ชื่อ 日本人の知らない日本語 (ภาษาญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นเองก็ไม่รู้) อ่านง่ายอย่างแรงเพราะเป็นการ์ตูนสั้นๆ (ใครได้ภาษาญี่ปุ่นระดับ 3 ก็น่าจะโอเค อ่านรู้เรื่องนะ) ชั่วโมงเดียวก็จบแล้ว ที่สะดุดและถึงกับซื้อมาเพราะเนื้อหาในเล่มเป็นเหมือนบันทึกของอาจารย์โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นที่ได้รับคำถามแปลกๆเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นหรือเรื่องราวในญี่ปุ่นอยู่ประจำจากนักเรียนต่างชาติในคลาส

 

 

 

 

 

 

 

03 

 

  

อ่านแล้วคิดถึงอดีตเมื่อสมัยที่เรียนภาษาที่นี่ช่วงแรกๆเหมือนกัน มันก็มีคนถามอย่างนี้จริงๆนั่นแหล่้ะ ^_^; 

 

  

อย่างเวลาสอนเรื่องลักษณนามในภาษาญี่ปุ่น (รถ 1 คัน, ปู 2 ตัว) บางภาษาเค้าไม่มีการใช้ลักษณะนามกันก็จะเอ๋อๆเหวอๆกันไป (ภาษาไทยมี คนไทยก็เข้าใจง่ายหน่อย) อาจารย์สอนให้เริ่มนับจากของใกล้ตัวเช่นเก้าอี้นับเป็น 「脚」(เคียขุ) ก็จะมีนักเรียนถามว่าอย่างนั้นตัวส้วมก็นับเป็นเคียขุด้วยหรือเปล่าเพราะใช้นั่งเหมือนกัน (ว่าแต่ชีวิตนี้เมิงจะมีโอกาสกี่ครั้งได้นับส้วมเนี่ย)

 

  

คนต่างชาติบางคนก็ติดภาษาญี่ปุ่นตามหนังตามละครที่ชอบดูกันมาสมัยอยู่ประเทศตัวเอง บางคนชอบดูหนังซามูไร หนังนินจา พูดอะไรลงท้ายด้วย 「~ござる」กันให้วุ่นวาย ไอ่พวกโอตาขุติดอนิเมทก็พูดตามในอนิเมทให้อาจารย์เวียนหัว (บางคำอาจารย์ก็ไม่รู้จัก และไม่ใช่คำที่คนญี่ปุ่นทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน แถมเอาไปใช้แล้วเสี่ยงกับการเสียมารยาทอีกต่างหาก -_-;)

 

  

หรือพูดง่ายๆ... ถ้าคนต่างชาติดูละครไทยมากไปก็อาจจะติดการพูดภาษาไทยแบบอีแอบจิตแอบจันทร์ไปแว้ดๆกับเพื่อน เพราะคิดว่้าเป็นภาษาไทยที่คนใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆเช่นกัน

 

  

ตัวอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นเองก็บอกว่าต้องคอยค้นคว้าเสมอ เพราะบางทีนักเรียนก็ถามอะไรที่ไม่รู้และไม่เคยคิดถึง (เช่นถามว่าไอ้ที่คีบน้ำแข็งภาษาญี่ปุ่นเรียกอะไร? ไอ้ถ้วยสีเงินๆที่ใช้ใส่แกงกะหรี่มาให้ในร้านอาหารเรียกอะไร? @_@;) และตัวอาจารย์เองก็ยังได้มองเห็นอีกด้วยว่าจริงๆแล้วคนญีปุ่นทั่วไปก็ใช้ภาษาญี่ปุ่นผิดๆกันอยู่เยอะเหมือนกัน ^_^;

 

  

ในเล่มจะมีแบบทดสอบภาษาญี่ปุ่นที่ชาวต่างชาติเรียนกันเป็นพักๆด้วย (คาดว่าคนญี่ปุ่นเองคงทำไม่ได้) มีข้อสอบวัดระดับหนึ่งมาให้ทำพอหอมปากหอมคอนิดหน่อย (เราก็ลองทำ ไม่ถูกหมด ผิดไปสองสามข้อ -_-;) แบบว่าความทรงจำเมื่อตอนที่สอบระดับหนึ่งได้เมื่อแปดปีก่อนหวนกลับมาในทันที (ย้อนไปนานมาก ตั้งแต่ปี 2002 สอบที่ญี่ปุ่นเนี่ยแหล่ะ)  นึกขึ้นมาได้ว่ากรูเคยเรียนอะไรยากขนาดนี้เลยหรือนี่ นี่อยู่ต่อมาอีกแปดปีเข้าไปแล้ว ยังไม่ได้เจอไอ้หน้าตาเหล่านั้นที่เคยเรียนเลยแม้แต่น้อย พอไม่ได้ใช้ก็ลืมไปหมดแล้ว ถ้าให้สอบระดับหนึ่งใหม่ตอนนี้โดยไม่ได้อ่านหนังสือก็คงตกชัวร์เลยนะนั่น...

 

  

พูดถึงระดับหนึ่งก็ไม่ใช่ทุกอย่างในภาษาญี่ปุ่น พอได้มาแล้วมันไม่มีอะไรให้เป็นเป้าหมายต่อแล้วดูเคว้งคว้าง... ถ้าคิดว่าได้ระดับหนึ่งแล้วตัวเองเก่งแล้วก็หยุดอยู่กับที่ไม่ได้ไปไหนต่อ จริงๆมันไม่ใช่แค่หยุดอยู่กับที่ มันจะถอยลงเรื่อยๆ เพราะมันไม่สามารถจำไอ้เหล่านั้นไว้ได้หมด มาคิดๆดูแล้ว 8 ปีหลังจากได้ระดับหนึ่งนี่ไม่มีอะไรคืบหน้าเป็นชิ้นเป็นอันเลย @_@; ใช้ชีวิตไปวันๆเท่านั้นเอง...

 

  

ถึงจะบอกว่าได้ระดับหนึ่งไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ถ้าไม่ได้ระดับหนึ่งก่อนเข้าไปเรียนป.โท (สำหรับคณะที่ต้องใช้แต่ภาษาญี่ปุ่นโลด) มันก็จะประสบวิบากกรรมมาก (ในความเป็นจริงจะบอกว่าถึงได้ระดับหนึ่งก็เข้าไปเรียนป.โทไม่รู้เรื่องอยู่ดี กร๊ากกกก จดเลคเชอร์ไม่ถูก เพราะคันจิอาจารย์บนกระดานมันดันห่วยกว่าในหนังสือเรียน -_-;) หรือเราควรจะหาเป้าหมายอะไรอย่างอื่นทำต่อ? เช่นสอบคันเคนดี??? (漢字検定)

 

  

เอาเป็นว่าชาวต่างชาติที่เรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ที่ญี่ปุ่นน่าจะซื้อมาอ่านดู มีการชี้แจงถึงภาษาญี่ปุ่นบางคำที่เราอาจจะสงสัยเช่นเดียวกับเค้าก็ได้ (เช่นการใช้ 冷えるกับ冷めるต่างกันยังไง?, การใช้คันจิ กับใช้แยกกันยังไง? การใช้ 「~いただけませんか?」กับ「~くださいませんか?」ต่างกันยังไง? ^_^) บางอย่างก็รู้อยู่แล้ว บางอย่างก็เพิ่งรู้ จะได้ไขข้อสงสัยของบางคนให้กระจ่างได้ด้วยว่าทำไมต้องมีทั้งฮิรางานะ คาตาคานะ, คันจิ ทำไมคันจิบางตัวไม่เหมือนในภาษาจีน (แม้มันจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์แบบเทคิโตสุดๆก็ตาม) บางคำก็เกิดจากความฮิตของสาวๆสมัยนั้น พูดง่ายๆก็เหมือนเป็นคำที่โอตาขุหรือพวกแกลสมัยนั้นใช้กันแล้วมันก็ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นอย่าดูถูกภาษาของโอตาขุหรือแกลแถวชิบุย่าเด็ดขาด (อาจจะเป็นคำปกติที่ใช้กันในอนาคต) ^_^;

 

  

ไม่ใช่แค่ภาษาอย่างเดียว ยังมี episode ตลกๆน่ารักของชาวต่างชาติแต่ละชาติด้วย เช่นคนจีนคนนึงนึกว่าคนญี่ปุ่นเองก็กินแมวเหมือนคนจีนบางท้องถิ่นเหมือนกัน เพราะเห็นมีแมวกระป๋องขาย... (เ่อ่อ... ได้ข่าวว่าเป็นอาหารแมว) หรือคนต่างชาติช็อคไปตามๆกันเมื่ออาจารย์ตรวจข้อสอบแล้ววงข้อที่ถูกให้ (ในภาษาญี่ปุ่น ถูกคือ ผิดคือ × หรือเครื่องหมายติ๊กถูกแบบบ้านเราก็แปลว่าผิด) อ่านแล้วก็ขำเพราะตอนเราเรียนก็มีคนช็อคแบบนั้นเหมือนกัน

 

  

แต่ตอนที่เป็นอาจารย์สอนภาษาไทยคนญี่ปุ่นที่นี่ นักเรียนญี่ปุ่นหลายคนก็ชอบมีคำถามแปลกๆให้คิดไม่ถึงกันอยู่เรื่อยๆเช่นกัน บางทีเราเป็นคนไทยเองก็ไม่เคยสังเกต ไม่เคยคิด ตัวเราเองก็ต้องอ่านหนังสือหลักภาษาไทยใหม่ทั้งหมดแล้วคิดหาวิธีสอนหลายๆอย่างให้นักเรียนเข้าใจง่ายเหมือนกัน มันไม่เหมือนตอนเราเรียนภาษาไทยในโรงเรียนที่เรียนไปแบบไม่ได้คิดอะไรมาก

 

  

นักเรียนบางคนกลับมาจากไทย แล้วก็ซื้อยาดมกลับมายัดจมูก @_@; ยัดจมูกตอนนั่งเรียน... บอกว่าตอนไปไทยเห็นหลายคนเอามายัดจมูกแบบนี้ เลยคิดว่าเค้าฮิตกัน มันเป็นแฟชั่น... (โอว...)

 

  

บางคนถามว่า “ครับ” กับ “ครับผม” ต่างกันยังไง? ใช้ “ครับ” ตอนไหน? ใช้ “ครับผม” ตอนไหน? แล้วเห็นบางคนชอบพูด “ครับๆๆๆ” นี่ต้องใช้ “ครับ” กี่ครั้ง? มีห้ามหรือเปล่าว่าใช้เกินกี่ครั้งแล้วจะเสียมารยาท @_@;

 

  

แค่อีเรื่อง “ครับ” กับ “ค่ะ” เนี่ย นักเรียนก็เถียงกันแทบจะตบกันตายคาห้อง... เนื่องจากเราสอนให้เขียน “ครับ” แต่นักเรียนบอกว่าเวลาไปไทย “ครับ” ที่คนไทยพูดมันไม่มี “ร” แน่ๆ คนไทยพูด “คับ”

 

  

พอสอนว่าผู้ชายพูด “ครับ” ผู้หญิงพูด “คะ” กับ “ค่ะ” อีกคนบอกว่า ผู้ชายไทยก็พูด “คะ” กับ “ค่ะ” เหมือนกัน @_@; มีคนสอนมาบอกว่าให้พูด “คะ” “ค่ะ” กับผู