วันสุดท้ายแล้วกับ June Write ... จะว่าไปก็เหงาๆเหมือนกัน เพราะจากที่คิดไว้ตั้งแต่วันแรกแล้วว่าคงไม่สามารถจะอัพทุกวันๆได้ แต่ไปๆมาๆก็ทำมาจนจบได้เหมือนกันแฮะ... ^_^; ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันอ่าน ช่วยกันรดน้ำ ไม่ให้เหงาเก้อเคว้งคว้างเกินไปนะคะ m(_ _)m

 

 

 

จากกิจกรรมนี้ทำให้พยายามหาเรื่องมาเขียน ค้นคว้าอ่านนู่นอ่านนี่เพิ่มเติม สังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น บางอย่างก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับตัวเองเยอะเหมือนกัน จากนี้ไปคงไม่ได้อัพทุกวันเพราะจะไปเขียนนิยายต่อ (ได้ข่าวดองมานานชาติ) แล้วก็ต้องเตรียมตัวย้ายไปอยู่บ้านพ่อแม่สามีที่ชิกะเดือนสิงหาเพื่อเตรียมคลอดตอนกันยา จะเข้าสู่ยุคมืดอีกแล้ว... -_-; (ไปอยู่บ้านเค้าก็ต้องเกรงใจ จะมานั่งติดคอมฯต่อเน็ททั้งวันได้ยังไง เสียภาพลักษณ์ลูกสะใภ้ที่ดีหมด)

 

 

 

แต่ก็พยายามจะอัพบล็อคเท่าที่จะทำได้แล้วกันค่ะ... 

 

 

 

นึกขึ้นมาได้ว่าอัพบล็อคมาตั้ง 30 วัน ไม่ได้พูดเรื่องภาษาญี่ปุ่นกับเค้าเลย จริงๆก็มีบล็อคพูดถึงภาษาญี่ปุ่น สอนภาษาญี่ปุ่นกันเยอะแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก แต่ไหนๆวันสุดท้ายแล้ว พูดถึงภาษาญี่ปุ่นซะหน่อย...

 

 

 

หลายคนชอบคิดว่าจบ Abac เรียนเอกญี่ปุ่น แล้วยังมาเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นต่อ ตอนนี้ก็ยังอยู่ญี่ปุ่นอีก มันจะต้องได้ 3 ภาษาไฮโซดูเจริญก้าวหน้าอย่างมาก แต่จะสารภาพตามความจริงเลยว่าตั้งแต่มาอยู่ที่ญี่ปุ่นนี่ก็แทบไม่ได้ใช้ความรู้ภาษาอังกฤษอีกเลย -_-; (ภาษาไทยยังได้อ่านบ้างจากบล็อคชาวบ้าน แต่เวลาเจอภาษาอังกฤษนี่จะแบบละเหี่ยใจมาก ยาวๆมานี่ขอผ่าน -_-;) ดูหนังยังดูเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้วเข้าใจกว่า... ไม่รู้เป็นอย่างนี้ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ปีที่เท่าไหร่ -_-;

 

 

 

นอกจากภาษาอังกฤษจะอ่อนด้อยถอยหลังลงไปเรื่อยๆ... ยังติดใช้ภาษาอังกฤษแบบคนญี่ปุ่นเข้าไปให้มันบร้าไปอีก

 

 

 

อย่างที่คนทั่วไปรู้กันว่้า อักษรภาษาญี่ปุ่นนั้นมีสามแบบ คือฮิรางานะ คาตาคานะแล้วก็คันจิ ฮิรางานะใช้เขียนคำทั่วไป,เขียนคำอ่านของคันจิหรือใช้ร่วมกับตัวคันจิ คันจิเป็นตัวจีนที่มีวิธีอ่านสองหรือหลายแบบในหนึ่งตัวและมีความหมายในตัวของมันเอง ส่วนคาตาคานะเป็นคำที่ใช้เขียนคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ,ชื่อคนต่างชาติหรือคำแสลง บางทีใช้เขียนเพื่อเน้นความสำคัญของคำนั้นได้ด้วย...

 

 

 

แรกๆที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น งงบร้าประสาทแดร้กกับคันจิมาก แต่อยู่ไปนานวันจะชอบคันจิที่สุด หากเขียนอะไรเป็นพรืดติดกันด้วยฮิรางานะโดยไม่ใช้คันจิมาเลยนี่จะรู้สึกอยากสปินนิ่งเบิร์ดไปฟาดคนเขียนมาก อ่านยากเป็นที่สุด ยิ่งเวลาเขียนรายงานกราฟหรือรีพอร์ตนั้นจะรู้สึกรักคันจิมาก เพราะประหยัดเนื้อที่อย่างแรง (หลังๆรู้สึกไร้การพัฒนา เพราะพอรู้ความหมายคันจิคร่าวๆประมาณหนึ่งแล้ว มันจะหมดไฟในการเปิดดิคหาว่ามันอ่านว่าอะไร กลายเป็นว่าอ่านเข้าใจเรื่องทั้งหมดแต่จริงๆอ่านไม่ออก กร๊ากกก) <-- ไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะ ควรแก้ไขด่วน -_-;

 

 

 

สรุปว่าทุกวันนี้ที่รู้สึกว่าอ่านยากและใช้เวลาอ่านนานสุดคือ...คาตาคานะ -_-;

 

 

 

โดยเฉพาะเวลาจะซื้อ CD เพลงฝรั่งในญี่ปุ่นนี่... บางทีเฮียแกจะพิมพ์ชื่อเพลงภาษาอังกฤษกับชื่อนักร้อง (กรณีเป็นพวกรวมฮิต) เป็นตัวคาตาคานะทั้งหมด 

 

 

 

ต้องใช้เวลายืนเพ่งอยู่นานมากว่ามันมีเพลงอันหยังอยู่บ้าง กว่าจะอ่านจบทุกเพลงแล้วตรึกตรองว่าควรซื้อหรือไม่ซื้อก็ลืมเพลงแรกๆไปหมดแล้ว -_-; 

 

 

 

ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ตัวคาตาคานะยังไม่หมดแค่นี้ ถึงจะบอกว่าตัวคาตาคานะเป็นตัวหนังสือที่ใช้เขียนแทนคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ แต่ภาษาอังกฤษบางตัวที่เขียนด้วยตัวคาตาคานะ ก็เป็นภาษาอังกฤษที่คนญี่ปุ่นกำหนดขึ้นมาเองอีกต่างหาก แท้จริงแล้วไม่มีคำนี้ในภาษาอังกฤษหรือในภาษาอังกฤษไม่ได้ใช้ในความหมายเช่นนี้อยู่มากเหมือนกัน @_@; เรียกคำพวกนี้ว่าคาตาคานะโหงะ หรือวะเซย์เอย์โหงะ

 

 

 

แล้วมันทำให้เดี๊ยนจำไปกับเค้าอย่างนั้นด้วย สรุปว่าจำภาษาอังกฤษแบบญี่ปุ่นไปพูดกับชาวบ้านประเทศอื่นให้เค้างงกันไปอีก ที่ว่า้ด้อยอยู่แล้วยิ่งลงเหวกันเข้าไปใหญ่  (แต่อย่าไปว่าเค้า อย่าลืมว่าในภาษาไทยก็มีคำภาษาอังกฤษที่ใช้แบบไทยๆ สื่อกันกับคนไทยเข้าใจแต่สื่อกับชาวต่างชาติไม่รู้เรื่องเหมือนกัน)

 

 

 

เคยพูดหลายครั้งแล้วว่าไม่ควรจะไปว่าคนญี่ปุ่นเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ เพราะมันไม่ใช่ภาษาประจำชาติเค้า แล้วเค้าก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้กันขนาดบ้านเรา สมัครงานไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษ มันเป็นเรื่องของความชอบ ใครชอบก็พยายามเรียนกันไป ใครคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่เห็นจะต้องไปเสียเงินเรียน

 

 

 

ต่อไปนี้จะเป็น(แค่)ตัวอย่างคาตาคานะโหงะ (カタカナ語) ที่ต้องจำและใช้ไปอย่างนั้น อย่าไปกังขาและอย่าไปเถียง (เป็นตัวอย่างเล็กน้อยของน้อยในชีวิตประจำวัน จริงๆมีเป็นล้าน ใครสนใจควรไปซื้อหนังสือภาษาคาตาคานะมาอ่านประกอบ)

 

 

 

1. ビニール  [บินีล]  เมื่อวันก่อนเพิ่งพูดถึงเรื่องร่มพลาสติกคือบินีลคาสะ (ビニール傘) คำว่าบินีล ใช้ในความหมายว่าพลาสติก เช่นถุงพลาสติกเรียก ビニール袋 , plastic Green house ที่เอาไว้ปลูกผักก็เรียก ビニールハウス แถมสมัยนี้บางที่ยังเรียกคือถุงพลาสติกที่เราได้จากการจ่ายเงินซื้อของที่แคชเชียร์ว่า  レジ袋 นี่ก็ไม่มีในภาษาอังกฤษเหมือนกัน

 

 

2. コンセント [คอนเซ้นโตะ] หมายถึง plug, socket ถามว่าปลั๊กอยู่ไหนก็ถามว่า コンセントはどこ?ถ้าไปพูดว่าปลั๊กอยู่ไหน คนญี่ปุ่นจะไม่เข้าใจ... เดี๋ยวหาอะไรมาให้วุ่น

 

 

3. ドライバー  [Driver] จริงๆคนขับรถก็เรียกไดรเวอร์ (ที่ไทยเรียกโชเฟอร์) แต่ในที่นี้เวลาเรียกหา Screwdriver (ไขควง) ก็เรียกหาไดรเวอร์เหมือนกัน @_@; ต้องดูรูปประโยคเอาเองว่าไอ้นี่ต้องการไขควงหรือคนขับรถ (คงดูได้ไม่ยากน่า)

 

 

4. ガムテープ [กะมุเทปุ] เทปสีน้ำตาลสำหรับ packing ถ้าเป็นสก็อตเทปใสๆเรียก セロテープ [เซโระเทปุ]

 

 

5. エッチ แปลว่าลามกจกเปรตหรือกระทั่งการมีเซ็กส์ก็ใช้เป็นคำกริยากันไปงั้นเลย (エッチする) มาจากคำว่า hentai (เพื่อความสะดวก เขียน H ตัวเดียวเป็นอันเข้าใจได้อีกต่างหาก) ถึงภาษาอังกฤษไม่มีแต่ก็แพร่หลายใช่น้อย ส่วนใหญ่จะรู้จักและใช้กันอย่างถูกต้องหมด (จริงไหม?)

 

 

6. チャレンジ [Challenge] ใช้ในความหมายว่า “ลองทำดู” ส่วนใหญ่ใช้กับอะไรใหม่ๆที่เพิ่งลองครั้งแีรก ชีวิตนี้ช่างน่าท้าทาย...

 

 

 

7. アダルト~ [Adult ~] คือใช้คำว่า Adult ในความหมายว่า ~สำหรับผู้ใหญ่ (ในเรื่องอย่างว่า) -_-; เช่น アダルトサイト (Adult site = เวบไซต์โป๊), アダルトビデオ (Adult Vidio หรือ AV คือวีดีโอโป๊นั่นเอง) หลังๆเวลาเจอแปรงสีฟันที่เขียนไว้ว่าสำหรับผู้ใหญ่ (For adult) แล้วตะขิดตะขวงใจที่จะซื้อชอบกล...

 

 

8. アフターサービス [After Service] คือการบริการหลังการขาย ประมาณ User Support

 

 

9. ガソリンスタンド (Gasoline Stand) ปั๊มน้ำมัน

 

 

10. キックボクシング (kick boxing) มันคือมวยไทยของเรานี่แหล่ะ

 

 

11. ゲームセンター (Game Center) ร้านเกมหรือที่เล่นเกมตามห้าง

 

 

12. ゴールデンタイム (Golden Time) คือช่วงเวลา่ที่ทำเงินสำหรับรายการโทรทัศน์ ได้แก่ช่วง 19-22 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงที่คนดูทีวีกันเยอะ

 

 

13. サラリーマン (Salary Man) มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ได้ข่าวว่าที่ไทยก็ใช้กันอย่างแพร่หลายเช่นกัน

 

 

14. OL คำย่อมาจาก Office Lady คือสาวออฟฟิศทั้งหลาย อันนี้คนไทยก็คงรู้

 

 

15. サイドブレーキ (ไซด์เบรก) เบรกข้าง?... มันคือเบรกมือนี่ไง อยู่ข้างๆ เข้าใจง่าย

 

 

16. ジェットコースター (เจ็ทคลอสเตอร์) รถไฟเหาะตีลังกา

 

 

17. ジーパン (จีปัง) กางเกงยีนส์ มาจากคำว่า Jean Pants

 

 

18. 電子レンジ หรือ レンジ (เด็งฉิเรนจิ หรือ เรนจิ) ไมโครเวฟ

 

 

19. ファミリーレストラン(แฟมิลี่เรสเตอรอง) ย่อว่าファミレス (แฟมิเลสุ)  อันนี้อธิบายยากมากเวลาบอกว่าจะไปกินข้าวที่แฟมิลี่เรสเตอรอง -_-; (แม่จะงงมาก มันเป็นร้านอาหารประเภทไหน) ก็เป็นร้านแบบ casual มีอาหารเมนูดังๆหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นเซ็ทหรือเป็นอาหารจานเดียว ราคาไม่แพงและเด็กๆชอบ 

 

 

20. オートバイク (ออโต้ไบค์) รถมอเตอร์ไซค์

 

 

 

21. ガードマン (การ์ดแมน) คือพี่ยามหรือ Security Guard นี่เอง

 

 

22. スキンシップ (Skinship) นี่ก็เหมือนจะมีในภาษาอังกฤษ @_@; แต่จริงๆมันคือ Personal contact ทว่าความหมายจะต่างกันนิดหน่อย ถ้าพูดว่า Skinship นี่เหมือนจะมีการแตะเนื้อต้องตัวเพื่อสร้างความสนิทสนมด้วย

 

 

23. ニューハーフ (นิวฮาฟ) แปลว่าพวกกระเทย แปลงเพศ และคนญี่ปุ่นยังเรียกลูกครึ่งว่า ハーフ (ฮาฟ) ด้วย

 

 

24. ノートパソコン (โน๊ตปาโซคอน) โน๊ตบุ๊คนั่นเอง ปกติคนญี่ปุ่นเรียกคอมพิวเตอร์ว่า パソコン (ปะโซคอน) ซึ่งมาจากคำว่า Personal Computer

 

 

25. フリーダイアル (Free Dial) เป็นเบอร์โทรฟรีต่างๆ คือโทรไปแล้วไม่เสียเงินค่าโทรเพราะปลายสายเป็นคนรับภาระ มักจะขึ้นต้นด้วย 0120-

 

 

26. ペアルック (Pair Look) คือการแต่งตัวมาเป็นคู่ดูเหมือนกัน กุ๊กกิ๊กกันจัง

 

 

27. ペーパードライバー (Paper Driver) คนขับกระดาษ @_@; หมายถึงพวกคนขับรถที่มีใบขับขี่แต่เอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้ขับรถซักเท่าไหร่ คือมีแต่ใบขับขี่อย่างเดียว ผ่านไป 10 ปีเคยขับรถอยู่สองครั้ง ดูระยะเวลาแล้วเหมือนจะโปร..

 

 

28. USBメモリー (USB Memory) มันคือ Flash Drive ถ้าพูด Flash drive คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เรื่อง พนักงานร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจจะหาไม่เจอ

 

 

29. ラブホテル (Love Hotel) โรงแรมม่านรูด ถึงไม่บอกชื่อก็ค่อนข้างส่อ...

 

 

30. オーダーメイド (Order made) คือของที่ออร์เดอร์ก่อนถึงจะเริ่มลงมือทำ Custom-made นี่เอง @_@;

 

 

31. マンション (แมนชั่น) เป็นคำที่โบว์ใช้บ่อยมากเพราะตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่เป็นบ้านแต่อยู่เป็นแมนชั่น อันที่จริงมันคือคอนโดมิเนียมหรือห้องชุดบ้านเรานี่ล่ะ -_-;

 

 

 

32. ミス (มิส) ทำผิดทำพลาด ใช้ในความหมายเดียวกับ mistake (เอามาใช้เป็นคำกริยาได้อีกเช่น ミスった! เฮ้ย! ผิดว่ะ!!)

 

 

 

33. キーホルダー (Key Holder) พวงกุญแจ

 

 

34. リフォーム (Reform) คนญี่ปุ่นที่จะต่อเติมปรับปรุงบ้านใหม่จะใช้คำว่ารีฟอร์มบ้าน จริงๆภาษาอังกฤษคือ Renovation

 

 

35. エステ (เอสเต้) สถานเสริมความงาม

 

 

 

36. ショートカット (Shortcut) ภาษาอังกฤษแปลว่าทางลัด ที่ญี่ปุ่นใช้ในความหมายว่า Short haircut แปลว่าผมตัดสั้น

 

 

37. スリーサイズ (3 sizes) หมายถึงไซส์อก เอว สะโพก

 

 

38. コンクール (คองคูรุ) คือการประกวด แข่งขัน ภาษาอังกฤษคือ Contest หรือ Competition

 

 

39. マスコミ (Mass comi) คงจะมาจาก Mass Communication แต่ใช้ในความหมายว่า Mass media

 

 

 

40. ワイドショー (Wide Show) เป็นรายการวาไรตี้ ทอล์กโชว์ มักจะมีตอนกลางวันสำหรับคุณแม่บ้าน

 

 

41. バックナンバー (Back Number) หมายถึง back issues (สำหรับแมกกาซีนหรือคอลัมภ์ก่อนหน้านี้)

 

 

42. シュークリーム (ชูครีม) มันคือแอแคล์ก้อนใหญ่ๆ ครีมเยอะๆ งั่บ!

 

 

43. バイキング (ไบกิ้งกุ) แถวบ้านเรียกบุฟเฟ่ห์

 

 

 

44. オーブントースター (โอบุ้นโทสุต้า) ภาษาอังกฤษเค้า Toaster oven

 

 

45. ベビーカー (เบบี้คาร์) stroller แต่เดี๊ยนก็ใช้มาตลอด หลอกผู้อ่านทุกท่านให้จำสับสนไปด้วยกัน กร๊าก

 

 

46. シール (ชีรุ) มันคือ Sticker หรือพวก Label

 

 

 

47. ブラインドタッチ (Blind Touch) พวกพิมพ์ดีดพิมพ์คีย์บอร์ดได้โดยไม่ต้องดูแป้น (แต่ของอริสราดูแป้นไปก็ไม่มีภาษาไทย จะเรียกว่าอะไรดี...)

 

 

48. ロスタイム (ลอสไทม์) ดูกีฬาฟุตบอลจะได้ยินบ่อย มันคือช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

 

 

 

49. モノクロ (โมโนคุโร) ขาวดำ เช่นภาพวาดแบบโมโนคุโรคือภาพวาดแบบขาวดำ 

 

 

 

50. マイ~ (My~) คำว่า My ของคนญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่แปลว่า “ของฉัน”เท่านั้น แต่แปลประมาณว่า “ส่วนตัว, สิ่งที่เป็นของตัวเอง” เช่น My car คือรถส่วนตัว, My home คือบ้านที่เป็นของตัวเอง, My boom คือสิ่งที่คุณกำลังฮิตติดใจอยู่ตอนนี้ My pace คือตามจังหวะของตัวเอง etc. เพราะฉะนั้นอาจจะมีคนมาถามได้ว่า คุณอยากจะมี My home ตอนอายุเท่าไหร่? หรือ My boom ของคุณตอนนี้คืออะไร? ให้เรางงกันเล่นๆว่าตกลงเมิงหรือกรูที่บูมเนี่ย... แล้วมันบ้านใครกันแน่ @_@;

 

 

อย่างที่บอกว่านี่เป็นตัวอย่างพอประมาณ บางอย่างถ้าไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จะไม่เจอเลยเพราะมันไม่มีตามหนังสือเรียน แต่ถ้าเราไม่จำก็สื่อสารกับเขาไม่รู้เรื่อง T^T บางครั้งคิดว่าภาษาอังกฤษว่าอย่างนี้เลยพยายามเอาภาษาอังกฤษตัวนั้นมาออกเสียงให้เป็นแบบญี่ปุ่น ปรากฏว่าคนที่นี่เค้าไม่ได้ใช้คำนั้น ไม่รู้เรื่อง จบสิ้นกันไปก็บ่อย @_@;

 

 

 

เจอแค่ภาษาอังกฤษแบบคนญี่ปุ่นใช้ยังงงไม่พอ... ในความเป็นจริงยังมีคำต่างชาติที่ไม่ได้มาจากภาษาอังกฤษแต่เอามาใช้ในชีวิตประจำวันอยู่อีกมาก (เหมือนภาษาลาว ภาษาเขมรที่ใช้ในบ้านเราจนนึกว่าเป็นคำไทยไปแล้ว) คนญี่ปุ่นบางคนดันคิดว่ามันเป็นภาษาอังกฤษ เลยเอามาใช้พูดกับเราอีกแน่ะ @_@; แท้ที่จริงแล้วเป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศส, อิตาลี่, โปรตุเกส ฯลฯ กรุจะรู้ไหมนั่น...

 

 

 

ตัวอย่างคำในภาษาอื่นที่เข้่ามาในญี่ปุ่นและใช้ในชีวิตประจำวัน

 

 

 

アルバイト (อะรุไบโตะ) แปลว่างานพาร์ทไทม์ เป็นคำของภาษาเยอรมัน

 

 

ジャンル (จันรุ) มาจาก genre ในภาษาฝรั่งเศส ใช้ในความหมายประมาณ Category อย่างถามว่าหนังเรื่องคนเหล็กถือว่าอยู่ในจันรุอะไร? อาจจะตอบว่า แอคชั่น

 

 

アンケート (อังเกโตะ) มันคือ Questionaire หรือแบบสอบถามในภาษาอังกฤษ -_-;

 

 

パン (ปัง) มาจากภาษาโปรตุเกส ก็คือขนมปัง (สงสัยไทยก็มาจากโปรตุเกสเหมือนกันมั้ง มันเลยเหมือนกัน)

 

 

グミ (กุมิ) พวกเยลลี่หนืดๆ (ประมาณจอลลี่แบร์) มาจากภาษาเยอรมัน

 

 

リュックサック (ลุคคุซัคคุ) เป้สะพายหลัง มาจากภาษาเยอรมันเช่นกัน

 

 

アトリエ (อะโตริเอะ) มาจากภาษาฝรั่งเศส ประมาณสตูดิโอสำหรับทำงานหรือสร้างผลงานส่วนตัว

 

 

デッサン (เดซซัน) คือการดีไซน์ ทีแรกก็ไม่เข้าใจทำไมภาษาอังกฤษ design ถึงเขียนออกมาเป็นแบบนี้ ที่จริงมันเป็นภาษาฝรั่งเศสนี่เอง

 

 

ズボン (ซุบอน) ญี่ปุ่นใช้ในความหมายว่ากางเกง แต่ที่ฝรั่งเศสเค้าจะหมายถึงประมาณปะติโค้ท

 

 

グルメ (กุรุเมะ) มาจากภาษาฝรั่งเศสอีก ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกิน

 

 

ブイヨン (บุยยอง) พวกซุปไก่ก้อน ไอ้ที่เป็นน้ำซุปก้อนๆนั่นแหล่ะ

 

 

アンコール (อังคอรุ) มาจากภาษาฝรั่งเศสแปลว่า เอาอีก request อีกรอบนึง ควรจำไว้ใช้ตอนดูคอนเสิร์ต...

 

 

และอื่นๆอีกมากมายเช่นกัน... นี่ก็มีหนังสือรวมไว้ ควรจะไปหามาอ่าน

 

 

 

ล้วนแล้วแต่เป็นอะไรที่... ไม่มีอาจารย์มาสอนเราทั้งนั้น... -_-; สรุปว่าคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นอย่ามัวท่องแต่คันจิ คาตาคานะเองเป็นอะไรที่ประมาทไม่ได้เหมือนกันนะคะทุกท่าน ^_^;

 

 

 

 

ป.ล. โฮ่... เขียนยาวสมกับเป็นวันสุดท้ายของ June Write... แล้วพบกันใหม่ค่ะ ^_^

 

 

 

 

  

 

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มีปัญหากับคาตะคานะเหมือนกันค่ะ
เรียนมาปีกว่า บางทีจะเขียนก็ลืมว่าเขียนตัวนี้ยังไง
หรือเวลาอ่านยิ่งไปใหญ่เลย มึนๆๆ

#1 By Prae on 2009-06-30 13:46

พี่เอง โปรตุเกสก็แทบเข้ากรุ
ไม่ค่อยได้ใช้
กลายเป็นว่าคล่องภาษาอังกฤษประหนึ่งเอเอฟเอสอเมริกา
-*-

#2 By AkE on 2009-06-30 13:54

モノクロ ย่อมาจาก monochrome ครับ :)
ย่อไปนิดๆหน่อยๆ lolz

เกมเซ็นเตอร์นี่ รู้สึกว่าย่อเป็น ゲーセン รึเปล่าครับ ..จำไม่ค่อยได้

#3 By Day on 2009-06-30 13:54

ค่อนข้างมีปัญหากับคาตาคานะเหมือนกัน
(แต่กับคันจินี่มีปัญหากว่า)
เวลาเจอตัวคาตาคานะนี่ต้องหยุดอ่านอยู่นาน
กว่าจะอ่านออกก็ใช้เวลานานพอดูแล้ว
อ่านแล้วต้องคิดเทียบเสียงว่าคำนี้มันน่าจะแปแลว่าอะไร

ขอบคุณที่แบ่งปันความรู้ค่ะ

อ้อ.. รีเควสต์คลิปน้องอาคิพูดภาษาไทยค่ะ อยากได้ยินจัง m(_ _)m

#4 By another-me on 2009-06-30 13:56

ส่วนตัวชอบอ่านตัวคาตาคานะค่ะ สนุกดี
(เพราะ อ่านง่ายกว่าตัวคันจิ OTL)
เวลาอ่านคำภาษาต่างชาติที่เอามาแปลงเปนภาษาญี่ปุ่นแล้วนี่ รู้สึกว่าภาษามันน่ารักขึ้นยังไงไม่รู้ ^^;

เอนทรี่นี้ได้ความรู้มากๆเลยล่ะคะ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#5 By P (゜A゜) M ★★★ on 2009-06-30 14:02

มันก็ยัง งงๆ กันอยู่

#6 By ploilek on 2009-06-30 14:06

Hot! Hot! Hot!
ได้ความรู้มากๆเลยค่ะ
ตามอ่านมาทั้งเดือนชอบที่เขียนทุกตอนเลยค่ะ

ต้องฝึกคำนี้ให้แม่น หุหุ
アンコール !アンコール! アンコール!

#7 By MoshMosh on 2009-06-30 14:22

กระทู้นี้ได้ความรู้ดีจัง

มีปัญหากับคันจิมากๆๆๆ เวลาอ่านการ์ตูนประวัติศาสตร์ ต้องมานั่งตีลังกาเดาสามสิบแปดตลบว่าตกลงหมายถึงคำไหนกันแน่ T_T

คิดว่า ビニール คือ Vinyl ค่ะ (PVC = Polyvinyl chloride) ส่วน シール คือ Seal

#8 By chihaya on 2009-06-30 14:28

เป็นเหมือนกันค่ะ ยิ่งเรียนญี่ปุ่นภาษาอังกฤษยิ่งถดถอย
แล้วแรก ๆ จะปวดหัวกับคันจิ แต่หลัง ๆ จะรักมัน และไม่ชอบประโยคที่เป็นฮิราล้วน ๆ เหมือนกันค่ะ big smile

พวกคาตานี่ก็ปวดหัวใช่ย่อยเช่นกันค่ะ sad smile
เวลาเจอต้องเปิดดิคเช็กเลย เพราะมันแปลไม่เหมือนอังกฤษนี่แหละค่ะ

#9 By ★☆KyuubixUsagi on 2009-06-30 14:31

คาตะคานะ ยังจำไม่แม่นเลยค่ะ
อ่านผิดบ่อยๆ
38.コンクール เป็นภาษาฝรั่งเศส มาจากคำว่า concours แปลว่า contest เหมือนกันคับ

#11 By BoTo on 2009-06-30 14:40

โอ้ ได้ความรู้มากมายเลยค่ะ
บางคำก็กำลังสงสัยอยู่พอดีว่า ไปไงมาไงย่อมาเป็นแบบนี้open-mounthed smile
ส่งท้ายจูนไรท์ ปาดาวๆHot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! (/ขอพรได้เลย ฮา)
เรียนใหม่ๆชอบ ทับศัพท์เยอะดี จะได้จำน้อยหน่อย

หลังๆเกลียดเข้าไส้ มันทับศัพท์แล้วเพี้ยนแบบหารากศัพท์ไม่ค่อยเจอ อยู่ญีปุ่นปีเดียว ภาษาอังกฤษถอยหลังไปห้าปีsad smile

อ่า เรื่องคันจิ ผมอ่้านการ์ตูนได้หลายเรื่อง ไลท์โนเวลง่ายๆก็พอไหว แต่ออกเสียงไม่ได้ซักคำ

#13 By house on 2009-06-30 15:00

ตั้งแต่เรียนภาษาญี่ปุ่นมา
ก็อ่านภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงญี่ปุ่น
โดนบ่นประจำว่าพัฒนาการทดถอยลง

พวกภาษาต่างประเทศที่คนญี่ปุ่นนำมาใช้
ปกติก็เข้าใจยากอยู่แล้ว
ยิ่งเอามาย่อสั้นๆ ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ @_@

#14 By Amichan~ on 2009-06-30 15:04

แต่ตอนนี้พรีเทส คันจิระดับ1ออกมาทุเรศมาก

เป็นเหมือนกันคือ มองปุ๊ปเข้าใจความหมายปั๊ป แต่อ่านออกเสียงไม่ได้ (อย่าให้อ่าน นสพ ให้ฟังเป็นเด็ดขาด)
พอทำข้อสอบคันจิปุ๊ป มันมีtentenหรือเปล่า
มันเป็นくหรือっ โปรดอย่าถาม ตอบไม่ได้
เรียกว่ารู้ แต่ไม่ลึก ไม่มีความแม่นยำ
อาจารย์เลยจับลงไปเรียนคอร์สชั้นกลางปูพื้นฐานใหม่ นั่งคัดคันจิ พร้อมคำอ่านฮิรากันด้วยลายมือดินสอกันทีละตัวเลยทีเดียว

ส่วนคาตะ นี่ บางคำเพิ่งรู้เหมือนกัน เพราะสามีพูดภาษาอังกฤษตามเราอ่ะ wink

อย่างเช่น เราเรียกซุปก้อนว่า คนอร์ มันก็เรียก คนอร์ตามเรา
เราเรียกไมโครเวฟ มันก็เรียกไมโครเวฟตามเรา

รู้สึกจะเป็นหนุ่มญี่ปุ่นที่ปรับตัวให้เข้ากับภรรยาต่างชาติอย่างเรามาก กลัวเราจะไม่เข้าใจ แต่ก็ทำให้ภาษาไม่พัฒนานะ sad smile

#15 By saori_gig on 2009-06-30 15:14

แบบไหนๆ ก็ไม่รู้sad smile

#16 By wesong on 2009-06-30 15:20

ค่อนข้างจะเดาได้เกินครึ่ง
ซึ่งต้องขอบคุณเกม RPG ของญี่ปุ่นครับ
ศัพท์พวกนี้ที่พูดมาในเกมก็มีอยู่ละ

p.s. ว้า และแล้วพี่โบว์ก็ต้องเงียบหายไปทำงานแย้ว

#17 By リリース on 2009-06-30 15:24

ยากจังเลยค่ะ

#18 By คุณบิ๋ม on 2009-06-30 15:30

レジ

นี่เห็นที่ร้านแถวนี้เขียนภาษาอังกฤษไว้ว่ารีจิสเตอร
ถ้าย่อมาจากนี่จริงๆก็ย่อได้สุดๆมากเลยครับ - -;

ビニール เห็นครั้งแรกก็มึนครับ แต่เดาว่ามาจากคำว่าไวนีล..

#19 By garun on 2009-06-30 15:31

คาตาคานะนี่ยังเป็นตัวที่เขียนผิดบ่อยเกินคาดด้วยนะคะ

สมัยเรียนเคยนั่งทำแบบทดสอบวิทยานิพนธ์ของพี่ป.โท เรื่องการถอดคำคาตาคานะออกมาจากภาษาอังกฤษ ไอ้คำที่มองข้ามเห็นว่าหมูๆ เขียนผิดเพียบบบบบบบ เสียงสั้นเสียงยาวผิดมั่ง สะกดผิดมั่ง เล่นเอาช็อคไปเลย...

#20 By draco on 2009-06-30 15:43

ปล. อยากเห็นหน้าคุเรฮะเร็วๆ จังเลยค่ะ ตื่นเต้นแทนแล้ว cry

#21 By draco on 2009-06-30 15:44

ยาวจิงๆๆ สมที่ปิดท้าย June write

เรื่องตัวคานะ จนวันนี้ยังอ่านไม่ออกเช่นกัน
เป็นตัวที่ไม่ชอบที่สุดตั้งแต่เรียนมาเลยค่ะ
เพราะอ่านไม่ออก
(จิงๆ เพราะตัวเองไม่ค่อยพยายามอ่านด้วย)

วันนี้ตอนเช้ายังลุ้นอยู่เลยค่ะ ว่าจะเห็นดอก
ทานตะวันพี่โบว์บานรึเปล่า

ปล. ถ้าไม่อัพบล็อก แล้วคิดถึงแย่เลยค่ะ

#22 By aconan5 on 2009-06-30 15:50

ถ้าไปญี่ปุ่นนี้ผมต้องท่องข้อ 11 ไว้เยอะๆเลยนะเนี่ย 555
ส่วนตัวเป็นคนโง่ญี่ปุ่นมากๆเลยเหะๆ แต่ให้ดาวครับ เอนทรี่ดีมีประโยชน์ >v<Hot! Hot! Hot!

#23 By Noar Wolkins on 2009-06-30 16:12

แค่อ่านก็เหนื่อยแล้วค่ะ 55
เยอะเลยนะคะเนี่ย
ตอนนี้ฮิรากานะค่อนข้างได้ คันจิไม่เป็นเลย ส่วนคาตาคานะ ยากอ่ะค่ะ จำผิดๆ ถูกๆ อยู่เลย ฮ่าๆ Hot!

#24 By Bluemoon on 2009-06-30 17:04

ตอนเรียนก็ปวดใจคะ เพราะว่า บางคำมันแตกเสียงไม่ออก แล้วก็เขียนผิดบ่อยมากกกกก


จนถึงตอนนี้ก็ยังงงอยู่ว่า ทำไมวิชา drawing หรือวาดเส้นของบ้านเรา ใช้คำว่า デッサン ทั้งๆ ที่มันวาดเอาจากแบบที่ตั้งโชว์

อ้ออีกคำคือ croquis ที่แบบว่าภาพสเก็ต แต่ที่ญี่ปุ่นเอามาใช้เป็นชื่อประเภทกระดาษ

#25 By tapum on 2009-06-30 17:05

กว่าจะอ่านออกแต่ละคำ

แล้วพออ่านออกแล้ว ต้องมานั่งเดาว่าพวกพี่แกหมายถึงคำไหนในภาษาอังกฤษอีก

เราก็อ่านได้ช้ามาก

#26 By DoxJanE on 2009-06-30 17:36

โอ้ ความรู้ๆ ^_^
บางอันเคยเห็นในการ์ตูนกับซีรีย์ญี่ปุ่นครับ บางอันพึ่งทราบเลยนะครับเนี่ย ^_^

#27 By Elta_kung on 2009-06-30 17:40

ノートパソコン .........ใครคิดหว่า

オーダーメイド เหมือน custom made เหรอคะพี่โบว์
รุนึกว่าจะแบบของพวก ถ้าไม่มีออเดอร์ไม่ผลิต อย่างฟิกเกอร์บางชนิดน่ะค่ะ

シュークリーム รู้สึกคนไทยเรียกผิดเองนะคะ เอแคลร์ต้องแท่งยาวๆ แข็งๆอ่ะพี่โบว์

モノクロ แว้บแรกนึกว่ามาจาก โมโน-ดำ 555555 จริงๆคงเป็นโมโนโครมสินะ...


จริงๆคนไทยก็มีภาษาอังกฤษแบบไทยๆที่ฝรั่งไม่รู้เรื่องเยอะเนอะ confused smile

#28 By hikaru on 2009-06-30 18:32

เจอคาตะคานะเข้าไป งงไปเลยแฮะ เพราะตอนเรียนเน้นแน่ฮิราคานะ แล้วก็คืนอาจารย์ไปเกือบหมดแล้ว ฮะๆๆ

#29 By Alive on 2009-06-30 18:42

โอย ปวดหัวครับ sad smile

#30 By clock on 2009-06-30 19:45

ปิดท้ายเดือนได้ดีครับ


แต่เพิ่งกลับมาจากเรียน


ใช้หมองไม่ไหวละ


ไว้อ่านทีหลังนะ T^T

#31 By monboy01 on 2009-06-30 21:06

โอ้ว เยอะมากมาย เกาหลีก็มีค่ะ ชอบใช้คำจากภาษาอังกิดด้วยความหมายที่ไม่เหมือนกับภาษาอังกิด แนวบัญญัติเอาเองซะงั้น เราว่ามันเหมือนกระแดะใช้แต่ใช้ไม่ถูกจนหมักหมมเป็นเวลานานจนกลายเป็นศัพท์หนึ่งคำอะค่ะ อย่างเช่นเกาหลีชอบพูดว่า คอมเพล็กสึ มาจาก complex แต่เกาหลีใช้ในความหมายว่าปัญหา เวลาบอกว่าคนนี้มีปัญหาจะใช้ว่าคนนี้มีคอมเพล็กสึ ตอนมาเกาหลีแรกๆก็งงค่ะ อาจารย์มาถามว่าในชีวิตคุณคอมเพล็กสึคืออะไร

นอกนั้นก็มีอีกคำว่า เซลพึ มาจาก self แต่พี่เกาต้องการใช้ในความหมายว่า self service แต่ตัดเหลือแค่เซลฟ์ แล้วก็เข้าใจกันผิดๆว่าการบริการตัวเองนี่ภาษาอังกฤษคือคำว่าเซลฟ์คำเดียว ฮาได้อีกค่ะ มาแรกๆนี่งงตาแตกเลย

#32 By 유이 on 2009-06-30 21:21


グルメ (กุรุเมะ) Gromet แน่ๆ
グミ (กุมิ) มาจาก GUM แหงเลยครับ
アンコール (อังคอรุ) อังกอร์ๆๆๆ

リュックサック (ลุคคุซัคคุ) เป้สะพายหลัง Rucksack ครับ คุ้นมากตอนฝึก รด

อันที่จริงก็คล้ายๆ ของไทยนะ แต่มีหลายคำที่ไทยไม่คุ้น
แล้วออกเสียงไม่เหมือนกันด้วยนี่ อืมๆ งงแย่วุ้ย

#33 By Tomodachi on 2009-06-30 21:37

โอ่ววว เพิ่งรู้ก็คราวนี้ล่ะค่ะว่า アルバイト มันคือภาษาเยอรมัน..นึกว่าเป็นภาษาอังกฤษซะอีก - -"

อ่า คือมีคำถามเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นอยากจะถามคุณโบว์ค่ะ..คำว่า kokoro กับ mune ความหมายของสองคำนี้เราใช้ได้เหมือนกันมั๊ยคะ? เพราะได้ยินจากเพลงบ่อยๆก็เลยสงสัยค่ะ ^^"

ขอบคุณสำหรับคำคาตาคานะในเอ็นทรี่นี้นะคะ อ่านแล้วได้ความรู้เพิ่มขึ้นมากมายเลย ^----^

#34 By MaSaSaKu (58.136.93.236) on 2009-06-30 22:10

โอ้ววว ขอบคุณมากเลยค่ะ

หลายตัวรู้แล้วแต่หลายตัวก็งงมากมาย งงจนปล่อยไก่ก็มี
อย่าง โบรชัวร์ของเขานี่เล่นเอาเล่าเรื่องเปิ่นๆ เป็นโจ๊กได้เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

ส่วนเอ็จจิ สมัยก่อนเคยคิดว่าแปลว่าทะลึ่ง ในขณะที่เฮนไตแปลว่าลามก เหอะๆ แต่ตอนนี้รู้ที่มาแล้ว เย้ มันเป็นคำเดียวกันนี่เอง...

หลายคำอย่างเบบี้คาร์ หนูก็นึกว่าภาษาอังกฤษเขาใช้อย่างนี้นะเนี่ย sad smile

หลายอย่างก็ยังไม่รู้จนบัดนี้ค่ะ อย่างไมโครเวฟเป็นต้น
sad smile ขอบคุณมากค่ะสำหรับเอ็นทรี่นี้ จะจำไปใช้ cry

#35 By Hong on 2009-06-30 22:17

มึนกับคาตาเช่นกันค่ะ Orz|| บางทีก็คิดหนักว่ามันจะพูดอะไรกันแน่ ช่วงแรกๆ จะไม่ชอบคันจินะ แต่หลังๆ รู้สึกว่าคันจิเข้าใจง่ายกว่าคาตาซะอีก -.-"

บินีลนี่..ไวนิลรึเปล่าคะ -_-a ไม่แน่ใจแฮะ
เอสเต้นี่รู้สึกจะภาษาฝรั่งเศส? (ของคนไทยเรียกซาลอน...ซาลอนมันแปลว่าห้องนั่งเล่นไม่ใช่รึ -o-")
อยากถามคำว่า ヘン น่ะค่ะ แปลว่าแปลกรึเปล่าเน้อ?

ปล.ใจหายนิดๆ เหมือนกันค่ะ แฮ่ หมดเดือนแล้วหรือนี่... (ถ้าไม่อัพวันนี้จะไม่ได้ดอกไม้ยักษ์งั้นรึ???)
ปล.๒ จะคลอดแล้วเหรอคะ อยากเห็นหน้าคุเรฮะจังจังเลย >_<~

#36 By อคิเอง❤ on 2009-06-30 22:47

ขอสารภาพพ เรียน abac ญี่ปุ่นเหมือนกันคะ

หนูไม่ชอบบบ คาตาคานะะ มากๆๆๆ กว่าจะจําได้แทบลากเลือด เพราะชอบตัวอักษร แบบฮิรางานะมากกว่ามันดูน่ารักดี แต่เห็นมีคนบอก คาตาคานะ ผู้ชายออกแบบ??

ฮิรางานะ ผู้หญิง ออกแบบ ไม่รู้จิงเปล่านะคะ

แต่ที่พี่เขียนมามันก็ถูกจิงๆๆอะนะ >< ปะป๋าหนูก็คนjp
พูดภาษาeng ก็ฟังดูตลกๆดีจนบางครั้งก็มีติดๆบ้างconfused smile

#37 By Ku la la Ch An on 2009-06-30 23:07

โอ้ เอแบคเอกญี่ปุ่น แบบนี้ก็เป็นรุ่นพี่ผมสิครับเนี่ย ผมก็เอแบคเอกญี่ปุ่นเหมือนกันครับ

ภาษาญี่ปุ่น คาตาคานะสำคัญจริงๆครับ เห็นด้วยมากมาย confused smile

#38 By ojazzy (124.121.220.177) on 2009-06-30 23:12

มีปัญหาอย่างมากตอนมันย่อคำครับsad smile

#39 By on 2009-06-30 23:13

โอ ได้ความรู้มากๆเลยค่ะ
คำทับศัพท์อังกฤษหลายคำที่เอามา มันช่างแอดว๊านซ์!
เพิ่งรู้ว่าอัลรุไบท์เอามาจากภาษาเยอรมันด้วย

เสียดายจังถ้าคุณโบว์จะไม่อัพบ่อยๆเหมือนช่วงจูนไรท์แล้ว
ยังไงก่อนจะย้ายไปบ้านคุณพ่อคุณแม่ของฮายาชิซัง
ถ้าไม่ยุ่ง ก็อัพบ้างนะคะ จะรออ่าน^^~~

#40 By mikan on 2009-06-30 23:21

オーダーメイド ตอนแรกนึกว่า ออเดอร์ เมด คือเรียก maid (แม่บ้าน) มาสั่งงาน 555+

ไม่มาอั๊พบ่อยๆ ผมเหงาแย่เลย ไม่ได้มาอ่านอะไรที่เป็นสาระ (ที่หายากในชีวิตประจำวันผม) 55+

ขอให้สุขภาพแข็งแรงนะครับ :)

#41 By เอิง on 2009-06-30 23:25

อ่านแล้วเหนื่อย
พี่โบยกตัวอย่างตัวย่อมั้งสิคะ
อย่างนู๋ไปเจอมาก็มี
KY (ฮาๆ)
JK
FA
เยอะมากๆๆๆ
ความหมายบางทีก็ขำดี

#42 By ★miyabimiyu★マニア on 2009-07-01 00:59

สารภาพว่าการตีความตัวอักษรคาตาคานะว่าทับศัพท์อะไรมาเป็นเรื่องที่ชวนสนุกสนานและชวนมึนได้ไม่แพ้กันครับ sad smile

#43 By nora on 2009-07-01 01:05

สมัยที่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่น คาตาคานะเป็นตัวที่ท่องแล้วจำไมค่อยจะได้ซักที(แต่ไม่รู้ทำไมจำคันจิได้แทน - -")
ถ้าจำได้ก็จะเป็นแนวเห็นบ่อย แต่อย่าให้แกะคำเพราะออกเสียงไม่ถูกsad smile

แต่ข้อดีของคาตาคานะทำให้ช่วยออกเสียงภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้นล่ะค่ะ big smile

#44 By Saruno_Sarunin on 2009-07-01 02:25

โอ้ว ตัวอย่างเยอะมากกก

อยากจะจำให้หมด แต่ .. ไม่ไหว sad smile sad smile

#45 By Googigg on 2009-07-01 02:53

i wanted to learn Japanese, always tried, but things were jus stuck to ma laziness. DANM, i should giv it another go.




:Pangry smile angry smile angry smile angry smile angry smile angry smile angry smile

#46 By ARAMiC™ on 2009-07-01 04:12

ยอมแพ้ตัวคาตะคานะ

#48 By hobbyburn on 2009-07-01 10:01

ไม่เคยดูถูกเลย เพราะอ่านคันจิได้แล้วแต่ก็ยังสะกดคาตากนะไม่คล่อง และทุกครั้งที่เห็นคาตากานะ ก็จะต้องด่าว่า...
"แมร่ง ืำไมมันไม่เขียนภาษาอังกฤษให้รู้แล้วรู้แรดไปเลยฟะ แง่งๆๆๆๆ"

#49 By Zeren on 2009-07-01 10:14

555+ แต่ละคำ เล่นเอามึนกันข้างเลยทีเดียว
(แล้วจะหัวเราะเพื่อ?)

คำว่า ゲームセンター เหมือนเคยเห็นในอนิเมเรื่องนึงย่อเป็น ゲーセン แน่ะค่ะ

ジーパン = กางเกงยีนส์
แล้วเจปัง = !!? sad smile

คำว่า シュークリーム มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า Choux Cream ค่ะ

และในที่สุดก็หายค้างคาใจกับไอ้คำว่าอังกอร์นี่ซะที แบบว่าเคยดูแม่มดน้อยโดเรมีภาคอังกอร์น่ะค่ะ แล้วก็เลยงงว่าอังกอร์นี่มันมาเกี่ยวอะไรกับการ์ตูนเรื่องนี้ (คิดไปถึงเขมรนู่นแล้วsad smile) ที่แท้ก็แปลว่าอีกรอบนี่เอง (encore สินะ?)

ขอบคุณมากค่ะ confused smile

#50 By Chibidora (202.28.62.245) on 2009-07-01 11:32