เรียนภาษาญี่ปุ่นอย่าดูถูกคาตาคานะ ^_^;
posted on 30 Jun 2009 13:23 by hayashikisara in Japanวันสุดท้ายแล้วกับ June Write ... จะว่าไปก็เหงาๆเหมือนกัน เพราะจากที่คิดไว้ตั้งแต่วันแรกแล้วว่าคงไม่สามารถจะอัพทุกวันๆได้ แต่ไปๆมาๆก็ทำมาจนจบได้เหมือนกันแฮะ... ^_^; ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันอ่าน ช่วยกันรดน้ำ ไม่ให้เหงาเก้อเคว้งคว้างเกินไปนะคะ m(_ _)m
จากกิจกรรมนี้ทำให้พยายามหาเรื่องมาเขียน ค้นคว้าอ่านนู่นอ่านนี่เพิ่มเติม สังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น บางอย่างก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับตัวเองเยอะเหมือนกัน จากนี้ไปคงไม่ได้อัพทุกวันเพราะจะไปเขียนนิยายต่อ (ได้ข่าวดองมานานชาติ) แล้วก็ต้องเตรียมตัวย้ายไปอยู่บ้านพ่อแม่สามีที่ชิกะเดือนสิงหาเพื่อเตรียมคลอดตอนกันยา จะเข้าสู่ยุคมืดอีกแล้ว... -_-; (ไปอยู่บ้านเค้าก็ต้องเกรงใจ จะมานั่งติดคอมฯต่อเน็ททั้งวันได้ยังไง เสียภาพลักษณ์ลูกสะใภ้ที่ดีหมด)
แต่ก็พยายามจะอัพบล็อคเท่าที่จะทำได้แล้วกันค่ะ...
นึกขึ้นมาได้ว่าอัพบล็อคมาตั้ง 30 วัน ไม่ได้พูดเรื่องภาษาญี่ปุ่นกับเค้าเลย จริงๆก็มีบล็อคพูดถึงภาษาญี่ปุ่น สอนภาษาญี่ปุ่นกันเยอะแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก แต่ไหนๆวันสุดท้ายแล้ว พูดถึงภาษาญี่ปุ่นซะหน่อย...
หลายคนชอบคิดว่าจบ Abac เรียนเอกญี่ปุ่น แล้วยังมาเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นต่อ ตอนนี้ก็ยังอยู่ญี่ปุ่นอีก มันจะต้องได้ 3 ภาษาไฮโซดูเจริญก้าวหน้าอย่างมาก แต่จะสารภาพตามความจริงเลยว่าตั้งแต่มาอยู่ที่ญี่ปุ่นนี่ก็แทบไม่ได้ใช้ความรู้ภาษาอังกฤษอีกเลย -_-; (ภาษาไทยยังได้อ่านบ้างจากบล็อคชาวบ้าน แต่เวลาเจอภาษาอังกฤษนี่จะแบบละเหี่ยใจมาก ยาวๆมานี่ขอผ่าน -_-;) ดูหนังยังดูเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้วเข้าใจกว่า... ไม่รู้เป็นอย่างนี้ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ปีที่เท่าไหร่ -_-;
นอกจากภาษาอังกฤษจะอ่อนด้อยถอยหลังลงไปเรื่อยๆ... ยังติดใช้ภาษาอังกฤษแบบคนญี่ปุ่นเข้าไปให้มันบร้าไปอีก
อย่างที่คนทั่วไปรู้กันว่้า อักษรภาษาญี่ปุ่นนั้นมีสามแบบ คือฮิรางานะ คาตาคานะแล้วก็คันจิ ฮิรางานะใช้เขียนคำทั่วไป,เขียนคำอ่านของคันจิหรือใช้ร่วมกับตัวคันจิ คันจิเป็นตัวจีนที่มีวิธีอ่านสองหรือหลายแบบในหนึ่งตัวและมีความหมายในตัวของมันเอง ส่วนคาตาคานะเป็นคำที่ใช้เขียนคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ,ชื่อคนต่างชาติหรือคำแสลง บางทีใช้เขียนเพื่อเน้นความสำคัญของคำนั้นได้ด้วย...
แรกๆที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น งงบร้าประสาทแดร้กกับคันจิมาก แต่อยู่ไปนานวันจะชอบคันจิที่สุด หากเขียนอะไรเป็นพรืดติดกันด้วยฮิรางานะโดยไม่ใช้คันจิมาเลยนี่จะรู้สึกอยากสปินนิ่งเบิร์ดไปฟาดคนเขียนมาก อ่านยากเป็นที่สุด ยิ่งเวลาเขียนรายงานกราฟหรือรีพอร์ตนั้นจะรู้สึกรักคันจิมาก เพราะประหยัดเนื้อที่อย่างแรง (หลังๆรู้สึกไร้การพัฒนา เพราะพอรู้ความหมายคันจิคร่าวๆประมาณหนึ่งแล้ว มันจะหมดไฟในการเปิดดิคหาว่ามันอ่านว่าอะไร กลายเป็นว่าอ่านเข้าใจเรื่องทั้งหมดแต่จริงๆอ่านไม่ออก กร๊ากกก) <-- ไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะ ควรแก้ไขด่วน -_-;
สรุปว่าทุกวันนี้ที่รู้สึกว่าอ่านยากและใช้เวลาอ่านนานสุดคือ...คาตาคานะ -_-;
โดยเฉพาะเวลาจะซื้อ CD เพลงฝรั่งในญี่ปุ่นนี่... บางทีเฮียแกจะพิมพ์ชื่อเพลงภาษาอังกฤษกับชื่อนักร้อง (กรณีเป็นพวกรวมฮิต) เป็นตัวคาตาคานะทั้งหมด
ต้องใช้เวลายืนเพ่งอยู่นานมากว่ามันมีเพลงอันหยังอยู่บ้าง กว่าจะอ่านจบทุกเพลงแล้วตรึกตรองว่าควรซื้อหรือไม่ซื้อก็ลืมเพลงแรกๆไปหมดแล้ว -_-;
ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ตัวคาตาคานะยังไม่หมดแค่นี้ ถึงจะบอกว่าตัวคาตาคานะเป็นตัวหนังสือที่ใช้เขียนแทนคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ แต่ภาษาอังกฤษบางตัวที่เขียนด้วยตัวคาตาคานะ ก็เป็นภาษาอังกฤษที่คนญี่ปุ่นกำหนดขึ้นมาเองอีกต่างหาก แท้จริงแล้วไม่มีคำนี้ในภาษาอังกฤษหรือในภาษาอังกฤษไม่ได้ใช้ในความหมายเช่นนี้อยู่มากเหมือนกัน @_@; เรียกคำพวกนี้ว่าคาตาคานะโหงะ หรือวะเซย์เอย์โหงะ
แล้วมันทำให้เดี๊ยนจำไปกับเค้าอย่างนั้นด้วย สรุปว่าจำภาษาอังกฤษแบบญี่ปุ่นไปพูดกับชาวบ้านประเทศอื่นให้เค้างงกันไปอีก ที่ว่า้ด้อยอยู่แล้วยิ่งลงเหวกันเข้าไปใหญ่ (แต่อย่าไปว่าเค้า อย่าลืมว่าในภาษาไทยก็มีคำภาษาอังกฤษที่ใช้แบบไทยๆ สื่อกันกับคนไทยเข้าใจแต่สื่อกับชาวต่างชาติไม่รู้เรื่องเหมือนกัน)
เคยพูดหลายครั้งแล้วว่าไม่ควรจะไปว่าคนญี่ปุ่นเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ เพราะมันไม่ใช่ภาษาประจำชาติเค้า แล้วเค้าก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้กันขนาดบ้านเรา สมัครงานไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษ มันเป็นเรื่องของความชอบ ใครชอบก็พยายามเรียนกันไป ใครคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่เห็นจะต้องไปเสียเงินเรียน
ต่อไปนี้จะเป็น(แค่)ตัวอย่างคาตาคานะโหงะ (カタカナ語) ที่ต้องจำและใช้ไปอย่างนั้น อย่าไปกังขาและอย่าไปเถียง (เป็นตัวอย่างเล็กน้อยของน้อยในชีวิตประจำวัน จริงๆมีเป็นล้าน ใครสนใจควรไปซื้อหนังสือภาษาคาตาคานะมาอ่านประกอบ)
1. ビニール [บินีล] เมื่อวันก่อนเพิ่งพูดถึงเรื่องร่มพลาสติกคือบินีลคาสะ (ビニール傘) คำว่าบินีล ใช้ในความหมายว่าพลาสติก เช่นถุงพลาสติกเรียก ビニール袋 , plastic Green house ที่เอาไว้ปลูกผักก็เรียก ビニールハウス แถมสมัยนี้บางที่ยังเรียกคือถุงพลาสติกที่เราได้จากการจ่ายเงินซื้อของที่แคชเชียร์ว่า レジ袋 นี่ก็ไม่มีในภาษาอังกฤษเหมือนกัน
2. コンセント [คอนเซ้นโตะ] หมายถึง plug, socket ถามว่าปลั๊กอยู่ไหนก็ถามว่า コンセントはどこ?ถ้าไปพูดว่าปลั๊กอยู่ไหน คนญี่ปุ่นจะไม่เข้าใจ... เดี๋ยวหาอะไรมาให้วุ่น
3. ドライバー [Driver] จริงๆคนขับรถก็เรียกไดรเวอร์ (ที่ไทยเรียกโชเฟอร์) แต่ในที่นี้เวลาเรียกหา Screwdriver (ไขควง) ก็เรียกหาไดรเวอร์เหมือนกัน @_@; ต้องดูรูปประโยคเอาเองว่าไอ้นี่ต้องการไขควงหรือคนขับรถ (คงดูได้ไม่ยากน่า)
4. ガムテープ [กะมุเทปุ] เทปสีน้ำตาลสำหรับ packing ถ้าเป็นสก็อตเทปใสๆเรียก セロテープ [เซโระเทปุ]
5. エッチ แปลว่าลามกจกเปรตหรือกระทั่งการมีเซ็กส์ก็ใช้เป็นคำกริยากันไปงั้นเลย (エッチする) มาจากคำว่า hentai (เพื่อความสะดวก เขียน H ตัวเดียวเป็นอันเข้าใจได้อีกต่างหาก) ถึงภาษาอังกฤษไม่มีแต่ก็แพร่หลายใช่น้อย ส่วนใหญ่จะรู้จักและใช้กันอย่างถูกต้องหมด (จริงไหม?)
6. チャレンジ [Challenge] ใช้ในความหมายว่า “ลองทำดู” ส่วนใหญ่ใช้กับอะไรใหม่ๆที่เพิ่งลองครั้งแีรก ชีวิตนี้ช่างน่าท้าทาย...
7. アダルト~ [Adult ~] คือใช้คำว่า Adult ในความหมายว่า ~สำหรับผู้ใหญ่ (ในเรื่องอย่างว่า) -_-; เช่น アダルトサイト (Adult site = เวบไซต์โป๊), アダルトビデオ (Adult Vidio หรือ AV คือวีดีโอโป๊นั่นเอง) หลังๆเวลาเจอแปรงสีฟันที่เขียนไว้ว่าสำหรับผู้ใหญ่ (For adult) แล้วตะขิดตะขวงใจที่จะซื้อชอบกล...
8. アフターサービス [After Service] คือการบริการหลังการขาย ประมาณ User Support
9. ガソリンスタンド (Gasoline Stand) ปั๊มน้ำมัน
10. キックボクシング (kick boxing) มันคือมวยไทยของเรานี่แหล่ะ
11. ゲームセンター (Game Center) ร้านเกมหรือที่เล่นเกมตามห้าง
12. ゴールデンタイム (Golden Time) คือช่วงเวลา่ที่ทำเงินสำหรับรายการโทรทัศน์ ได้แก่ช่วง 19-22 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงที่คนดูทีวีกันเยอะ
13. サラリーマン (Salary Man) มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ได้ข่าวว่าที่ไทยก็ใช้กันอย่างแพร่หลายเช่นกัน
14. OL คำย่อมาจาก Office Lady คือสาวออฟฟิศทั้งหลาย อันนี้คนไทยก็คงรู้
15. サイドブレーキ (ไซด์เบรก) เบรกข้าง?... มันคือเบรกมือนี่ไง อยู่ข้างๆ เข้าใจง่าย
16. ジェットコースター (เจ็ทคลอสเตอร์) รถไฟเหาะตีลังกา
17. ジーパン (จีปัง) กางเกงยีนส์ มาจากคำว่า Jean Pants
18. 電子レンジ หรือ レンジ (เด็งฉิเรนจิ หรือ เรนจิ) ไมโครเวฟ
19. ファミリーレストラン(แฟมิลี่เรสเตอรอง) ย่อว่าファミレス (แฟมิเลสุ) อันนี้อธิบายยากมากเวลาบอกว่าจะไปกินข้าวที่แฟมิลี่เรสเตอรอง -_-; (แม่จะงงมาก มันเป็นร้านอาหารประเภทไหน) ก็เป็นร้านแบบ casual มีอาหารเมนูดังๆหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นเซ็ทหรือเป็นอาหารจานเดียว ราคาไม่แพงและเด็กๆชอบ
20. オートバイク (ออโต้ไบค์) รถมอเตอร์ไซค์
21. ガードマン (การ์ดแมน) คือพี่ยามหรือ Security Guard นี่เอง
22. スキンシップ (Skinship) นี่ก็เหมือนจะมีในภาษาอังกฤษ @_@; แต่จริงๆมันคือ Personal contact ทว่าความหมายจะต่างกันนิดหน่อย ถ้าพูดว่า Skinship นี่เหมือนจะมีการแตะเนื้อต้องตัวเพื่อสร้างความสนิทสนมด้วย
23. ニューハーフ (นิวฮาฟ) แปลว่าพวกกระเทย แปลงเพศ และคนญี่ปุ่นยังเรียกลูกครึ่งว่า ハーフ (ฮาฟ) ด้วย
24. ノートパソコン (โน๊ตปาโซคอน) โน๊ตบุ๊คนั่นเอง ปกติคนญี่ปุ่นเรียกคอมพิวเตอร์ว่า パソコン (ปะโซคอน) ซึ่งมาจากคำว่า Personal Computer
25. フリーダイアル (Free Dial) เป็นเบอร์โทรฟรีต่างๆ คือโทรไปแล้วไม่เสียเงินค่าโทรเพราะปลายสายเป็นคนรับภาระ มักจะขึ้นต้นด้วย 0120-
26. ペアルック (Pair Look) คือการแต่งตัวมาเป็นคู่ดูเหมือนกัน กุ๊กกิ๊กกันจัง
27. ペーパードライバー (Paper Driver) คนขับกระดาษ @_@; หมายถึงพวกคนขับรถที่มีใบขับขี่แต่เอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้ขับรถซักเท่าไหร่ คือมีแต่ใบขับขี่อย่างเดียว ผ่านไป 10 ปีเคยขับรถอยู่สองครั้ง ดูระยะเวลาแล้วเหมือนจะโปร..
28. USBメモリー (USB Memory) มันคือ Flash Drive ถ้าพูด Flash drive คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เรื่อง พนักงานร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจจะหาไม่เจอ
29. ラブホテル (Love Hotel) โรงแรมม่านรูด ถึงไม่บอกชื่อก็ค่อนข้างส่อ...
30. オーダーメイド (Order made) คือของที่ออร์เดอร์ก่อนถึงจะเริ่มลงมือทำ Custom-made นี่เอง @_@;
31. マンション (แมนชั่น) เป็นคำที่โบว์ใช้บ่อยมากเพราะตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่เป็นบ้านแต่อยู่เป็นแมนชั่น อันที่จริงมันคือคอนโดมิเนียมหรือห้องชุดบ้านเรานี่ล่ะ -_-;
32. ミス (มิส) ทำผิดทำพลาด ใช้ในความหมายเดียวกับ mistake (เอามาใช้เป็นคำกริยาได้อีกเช่น ミスった! เฮ้ย! ผิดว่ะ!!)
33. キーホルダー (Key Holder) พวงกุญแจ
34. リフォーム (Reform) คนญี่ปุ่นที่จะต่อเติมปรับปรุงบ้านใหม่จะใช้คำว่ารีฟอร์มบ้าน จริงๆภาษาอังกฤษคือ Renovation
35. エステ (เอสเต้) สถานเสริมความงาม
36. ショートカット (Shortcut) ภาษาอังกฤษแปลว่าทางลัด ที่ญี่ปุ่นใช้ในความหมายว่า Short haircut แปลว่าผมตัดสั้น
37. スリーサイズ (3 sizes) หมายถึงไซส์อก เอว สะโพก
38. コンクール (คองคูรุ) คือการประกวด แข่งขัน ภาษาอังกฤษคือ Contest หรือ Competition
39. マスコミ (Mass comi) คงจะมาจาก Mass Communication แต่ใช้ในความหมายว่า Mass media
40. ワイドショー (Wide Show) เป็นรายการวาไรตี้ ทอล์กโชว์ มักจะมีตอนกลางวันสำหรับคุณแม่บ้าน
41. バックナンバー (Back Number) หมายถึง back issues (สำหรับแมกกาซีนหรือคอลัมภ์ก่อนหน้านี้)
42. シュークリーム (ชูครีม) มันคือแอแคล์ก้อนใหญ่ๆ ครีมเยอะๆ งั่บ!
43. バイキング (ไบกิ้งกุ) แถวบ้านเรียกบุฟเฟ่ห์
44. オーブントースター (โอบุ้นโทสุต้า) ภาษาอังกฤษเค้า Toaster oven
45. ベビーカー (เบบี้คาร์) stroller แต่เดี๊ยนก็ใช้มาตลอด หลอกผู้อ่านทุกท่านให้จำสับสนไปด้วยกัน กร๊าก
46. シール (ชีรุ) มันคือ Sticker หรือพวก Label
47. ブラインドタッチ (Blind Touch) พวกพิมพ์ดีดพิมพ์คีย์บอร์ดได้โดยไม่ต้องดูแป้น (แต่ของอริสราดูแป้นไปก็ไม่มีภาษาไทย จะเรียกว่าอะไรดี...)
48. ロスタイム (ลอสไทม์) ดูกีฬาฟุตบอลจะได้ยินบ่อย มันคือช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
49. モノクロ (โมโนคุโร) ขาวดำ เช่นภาพวาดแบบโมโนคุโรคือภาพวาดแบบขาวดำ
50. マイ~ (My~) คำว่า My ของคนญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่แปลว่า “ของฉัน”เท่านั้น แต่แปลประมาณว่า “ส่วนตัว, สิ่งที่เป็นของตัวเอง” เช่น My car คือรถส่วนตัว, My home คือบ้านที่เป็นของตัวเอง, My boom คือสิ่งที่คุณกำลังฮิตติดใจอยู่ตอนนี้ My pace คือตามจังหวะของตัวเอง etc. เพราะฉะนั้นอาจจะมีคนมาถามได้ว่า คุณอยากจะมี My home ตอนอายุเท่าไหร่? หรือ My boom ของคุณตอนนี้คืออะไร? ให้เรางงกันเล่นๆว่าตกลงเมิงหรือกรูที่บูมเนี่ย... แล้วมันบ้านใครกันแน่ @_@;
อย่างที่บอกว่านี่เป็นตัวอย่างพอประมาณ บางอย่างถ้าไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จะไม่เจอเลยเพราะมันไม่มีตามหนังสือเรียน แต่ถ้าเราไม่จำก็สื่อสารกับเขาไม่รู้เรื่อง T^T บางครั้งคิดว่าภาษาอังกฤษว่าอย่างนี้เลยพยายามเอาภาษาอังกฤษตัวนั้นมาออกเสียงให้เป็นแบบญี่ปุ่น ปรากฏว่าคนที่นี่เค้าไม่ได้ใช้คำนั้น ไม่รู้เรื่อง จบสิ้นกันไปก็บ่อย @_@;
เจอแค่ภาษาอังกฤษแบบคนญี่ปุ่นใช้ยังงงไม่พอ... ในความเป็นจริงยังมีคำต่างชาติที่ไม่ได้มาจากภาษาอังกฤษแต่เอามาใช้ในชีวิตประจำวันอยู่อีกมาก (เหมือนภาษาลาว ภาษาเขมรที่ใช้ในบ้านเราจนนึกว่าเป็นคำไทยไปแล้ว) คนญี่ปุ่นบางคนดันคิดว่ามันเป็นภาษาอังกฤษ เลยเอามาใช้พูดกับเราอีกแน่ะ @_@; แท้ที่จริงแล้วเป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศส, อิตาลี่, โปรตุเกส ฯลฯ กรุจะรู้ไหมนั่น...
ตัวอย่างคำในภาษาอื่นที่เข้่ามาในญี่ปุ่นและใช้ในชีวิตประจำวัน
アルバイト (อะรุไบโตะ) แปลว่างานพาร์ทไทม์ เป็นคำของภาษาเยอรมัน
ジャンル (จันรุ) มาจาก genre ในภาษาฝรั่งเศส ใช้ในความหมายประมาณ Category อย่างถามว่าหนังเรื่องคนเหล็กถือว่าอยู่ในจันรุอะไร? อาจจะตอบว่า แอคชั่น
アンケート (อังเกโตะ) มันคือ Questionaire หรือแบบสอบถามในภาษาอังกฤษ -_-;
パン (ปัง) มาจากภาษาโปรตุเกส ก็คือขนมปัง (สงสัยไทยก็มาจากโปรตุเกสเหมือนกันมั้ง มันเลยเหมือนกัน)
グミ (กุมิ) พวกเยลลี่หนืดๆ (ประมาณจอลลี่แบร์) มาจากภาษาเยอรมัน
リュックサック (ลุคคุซัคคุ) เป้สะพายหลัง มาจากภาษาเยอรมันเช่นกัน
アトリエ (อะโตริเอะ) มาจากภาษาฝรั่งเศส ประมาณสตูดิโอสำหรับทำงานหรือสร้างผลงานส่วนตัว
デッサン (เดซซัน) คือการดีไซน์ ทีแรกก็ไม่เข้าใจทำไมภาษาอังกฤษ design ถึงเขียนออกมาเป็นแบบนี้ ที่จริงมันเป็นภาษาฝรั่งเศสนี่เอง
ズボン (ซุบอน) ญี่ปุ่นใช้ในความหมายว่ากางเกง แต่ที่ฝรั่งเศสเค้าจะหมายถึงประมาณปะติโค้ท
グルメ (กุรุเมะ) มาจากภาษาฝรั่งเศสอีก ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกิน
ブイヨン (บุยยอง) พวกซุปไก่ก้อน ไอ้ที่เป็นน้ำซุปก้อนๆนั่นแหล่ะ
アンコール (อังคอรุ) มาจากภาษาฝรั่งเศสแปลว่า เอาอีก request อีกรอบนึง ควรจำไว้ใช้ตอนดูคอนเสิร์ต...
และอื่นๆอีกมากมายเช่นกัน... นี่ก็มีหนังสือรวมไว้ ควรจะไปหามาอ่าน
ล้วนแล้วแต่เป็นอะไรที่... ไม่มีอาจารย์มาสอนเราทั้งนั้น... -_-; สรุปว่าคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นอย่ามัวท่องแต่คันจิ คาตาคานะเองเป็นอะไรที่ประมาทไม่ได้เหมือนกันนะคะทุกท่าน ^_^;
ป.ล. โฮ่... เขียนยาวสมกับเป็นวันสุดท้ายของ June Write... แล้วพบกันใหม่ค่ะ ^_^

พี่เอง โปรตุเกสก็แทบเข้ากรุ

เรียนมาปีกว่า บางทีจะเขียนก็ลืมว่าเขียนตัวนี้ยังไง
หรือเวลาอ่านยิ่งไปใหญ่เลย มึนๆๆ
#1 By Prae on 2009-06-30 13:46