เมื่อคืนนอนไม่หลับ T^T ไม่ได้มีเรื่องอะไรคิดมากกับเขาหรอก เมื่อวานนอนประมาณ 4 ทุ่มเป็นปกติ ทว่าถูกปลุกด้วยเสียงโทรศัพท์ให้ตื่นขึ้นมาตอน 5 ทุ่มกว่าๆ

 

 

จากลูกค้าคนญี่ปุ่นที่เคยแปลจดหมายและเป็นล่ามแปลทางโทรศัพท์ให้คนนึง -_-;

 

 

ถึงจะเป็นลูกค้าก็เหอะ คนเรามันก็ควรรู้เวล่ำเวลากันบ้างนะเว้ยเฮ้ย -_-# นี่ 5 ทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว แล้วก็รู้ด้วยนะว่าเรามีลูกเล็กเพิ่งจะสองขวบ ดีที่เราตกใจรีบกระดึ้บมารับโทรศัพท์ในห้องมืดๆก่อนที่มันจะตื่น (คุณฮายาชิยังไม่กลับ เมื่อวานที่บริษัทมีงานโบว์ลิ่งและกินข้าวกันต่อ กลับดึก)

 

 

โทรมาเพราะอยากให้ช่วยเป็นล่ามทางโทรศัพท์ให้หน่อย

 

 

[เนื่องจากไม่ได้เป็นความลับหรือทำให้ลูกค้าเดือดร้อนอะไร และก็เป็นเรื่องน่าคิดเรื่องหนึ่ง จึงขอเอามาเล่าสู่กันฟังแล้วกันนะคะ m(_ _)m]

 

 

เรื่องของเรื่องก็คือให้เราช่วยคุยกับแม่ของแฟนสาว(ชาวไทย)ให้หน่อย ว่าถ้าจะให้แต่งงานกับลูกสาวล่ะก็...

 

 

คุณแม่ต้องสัญญามาว่าครอบครัวผู้หญิงจะไม่มายุ่งเกี่ยวขอยืมเงินหรือให้เค้าต้องช่วยเหลือสนับสนุนเรื่องเงินทองอะไรทางบ้านที่ไทยนะ

 

 

@_@;

 

 

ตาสว่างทันที...

 

 

คือ...เข้าใจภาษาญี่ปุ่นทุกคำแจ่มแจ้ง แต่พะงาบๆไปพักนึง...

 

 

ไอ้ที่ว่ามานี่อยู่ๆจะให้แปลเป็นภาษาไทยบอกเจ้าตัวนี่มัน... @o@;

 

 

ทว่ารู้ตัวอีกทีก็ถูกส่งโทรศัพท์ให้คุณแม่เสียแล้ว... (ส่วนใหญ่คนชอบโทรมาให้แปลๆแบบนี้ แต่จริงๆเราไม่รู้หรอกว่าได้ค่าจ้่างหรือเปล่า ได้เท่าไหร่ จ่ายอะไรยังไง? @_@ มาถึงก็ให้แปล ยื่นสายให้เฉย... บางทีก็ได้ทีหลัง บางทีก็หายไปเลยเหมือนกัน)

 

 

คุณแม่ที่ว่า... ก็เป็นคนไทยต่างจังหวัดทั่วไปที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร จริงๆเคยแปลให้ลูกค้าคนนี้หลายครั้ง เคยคุยทั้งกับตัวแฟนสาวและคุณแม่ ลูกค้าเคยให้พูดจาลักษณะนี้มาแล้วเหมือนกัน (ทำไมชอบย้ำนัก คราวที่แล้วก็เกิดปัญหาไปทีนึงแล้วเพราะไปทีเล่นทีจริงกับผู้หญิงว่าหลงรักเงินของเขาหรือเปล่า?) ชอบบอกเราว่าเห็นผู้หญิงไทยแต่งงานกับคนต่างชาติแล้วก็ปอกลอก ใช้เงินฟุ่มเฟือย เอาเงินมาให้ทางบ้าน ทำอวดร่ำอวดรวยเยอะ ก็เลยไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากเป็นผู้ชายที่ถูกหลอก...

 

 

จะว่าเข้าใจก็เข้าใจเค้านะ...

 

 

พูดถึงเคสที่หนุ่มญี่ปุ่นถูกหญิงไทยหลอก ก็เคยแปลไปเยอะทั้งที่เป็นจดหมายและเป็นล่าม หลายครั้งหลายหนก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมคุณไปทุ่มให้เค้าขนาดนั้นน้อ... แต่พอมาเจอเคสนี้ที่พยายามตั้งตัวจะไม่ให้ถูกหลอกแต่ทีแรกด้วยวิธีแบบนี้แล้วก็อึ้งไปเหมือนกัน @_@;

 

 

ยังไงดีล่ะ... ชักจะสับสนแล้วว่าการที่เราเป็นผู้ชายที่คนรอบข้างสรุปว่าถูกหลอก แต่ทำให้ผู้หญิงกับครอบครัวของเค้าเต็มที่ในฐานะสามี กับผู้ชายที่คิดว่าตัวเองฉลาดไม่ยอมถูกหลอกโดยจะให้ผู้หญิงกับทางบ้านสัญญาว่าจะไม่มายุ่งเรื่องเงินทองอะไรเลยตั้งแต่ก่อนแต่งงานนี่... อย่างไหนมันจะดีกว่ากัน... @_@;

 

 

คนญี่ปุ่นหลายคนไม่เข้าใจเรื่องส่งเงินให้ทางบ้านหรือการเลี้ยงดูพ่อแม่โดยการส่งเงินทองให้ ทางบ้านที่ว่านี่(ตามคอมมอนเซนส์)เราขอหมายถึงแค่พ่อแม่ตายายคนที่เลี้ยงดูเรามา ไอ้ที่คิดว่าจะต้องเลี้ยงดูส่งเสียกระทั่งน้องไอ้ป๊อดลูกตาว่านข้างบ้านที่เป็นญาติห่างๆด้วยนี่มันก็เกินไป (อย่างนั้นไม่แปลกที่เค้าจะกังขา)

 

 

เท่าที่เห็น...คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องส่้งเงินให้พ่อแม่หรืออะไรกัน  (แต่ก็มีบางคนที่เค้ามีรายได้เยอะพอที่จะแบ่งให้เค้าก็ให้ หรือถ้าอาศัยอยู่ด้วยกันก็ต้องช่วยออกค่านู่นนี่) ที่เป็นอย่างนี้เพราะการเอาชีวิตรอดในญี่ปุ่นแต่ละเดือนมันยากลำบากกว่าที่ไทยเพราะค่าครองชีพมันสูง (ครอบครัวตัวเองก็จะตายแล้ว) และคนแก่ส่วนใหญ่ก็เข้าระบบเน็งคินของรัฐบาล หลังอายุ 65 ก็ได้เงินสะสมพอจะอยู่กันได้โดยไม่ต้องพึ่งลูกหลาน ระบบสวัสดิการทั้งการคมนาคม รักษาพยาบาล การดูแลคนแก่มันก็ดีกว่าไทยทั้งนั้น...

 

 

แต่พ่อแม่เราที่ไทยที่เลี้ยงดูเรามาไม่มีระบบเหล่านี้ ประเทศเราเป็นระบบรัฐบาลทิ้งคนแก่ให้ลูกหลานรับผิดชอบกันเอง เจ็บป่วยเป็นอะไรไม่มีใครมาดูแล พอเราแต่งงานแต่งการออกไป จะให้บอกว่าเปลี่ยนนามสกุลแล้ว ไม่ให้อะไรกับพ่อแม่อีกเพราะเราแต่งออกจากบ้านมาแล้ว เอาตัวรอดกันไปอย่างนี้ เราเองก็ทำไม่ได้เหมือนกัน

 

 

ตามความคิดของเรา... ถ้าจะคุยกันเรื่องเงินทองหลังแต่งงาน เราควรคุยกันเองสองคน เปิดอกเลยว่าเงินเดือนตอนนี้เท่าไหร่ รวมโบนัสแล้วรายได้ต่อปีประมาณเท่าไหร่ ถ้ามันไม่สามารถจะขยับอะไรได้ก็ต้องบอกให้ผู้หญิงเข้าใจแต่แรกว่าเรื่องของครอบครัวตรงนี้จะช่วยอะไรได้แค่ไหน? ถ้าอยากทำอะไรให้ครอบครัวก็ต้องช่วยกันทำงานหรือทำงานพิเศษเองนะอะไรก็ว่าไป... ผู้หญิงเค้าจะไปทำความเข้าใจกับครอบครัวเค้าเองยังไงก็เป็นหน้าที่ของเค้า คือจะพูดอะไรก็น่าจะคิดหน่อยว่าควรพูดกับใครก่อน? ควรพูดลักษณะไหนยังไง? -_-;

 

 

โบว์เองก็เป็นคนนึงที่แต่งงานกับคนญี่ปุ่นที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรหรือพอจะส่งเงินให้แม่ที่ไทยทุกเดือนเหมือนคนอื่นหลายคน แต่ถ้าทางนู้นมีปัญหาเดือดร้อนมีใครเจ็บป่วยเป็นอะไรก็คงจะเอาเงินเก็บมาช่วย และเงินรายได้ส่วนที่เป็นของโบว์ก็มีสิทธิ์ที่จะให้ครอบครัวโบว์ได้ (ดังนั้นเงินที่เขียนหนังสือหรือทำอะไรที่ไทยนี่ให้แม่หมด) บอกตามตรงว่าสุดท้ายถ้าที่บ้านเป็นอะไรไม่มีใครดูแล และทางประเทศญี่ปุ่นไม่ยอมให้แม่มาอยู่ที่นี่ อริสราก็กลับเหมือนกัน... อาจต้องแยกกันอยู่กับอ้วนแว่นหรือยังไงก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน

 

 

สิ่งที่คนโดนผู้หญิงหลอกมักจะเป็นร่วมกันนั้นก็คือ ไม่รู้สึกว่าโดนหลอก... หรือไม่ก็จริงๆแล้วผู้หญิงเค้าไม่ได้หลอก เค้าเดือดร้อนจริงๆและตอนนั้นเราก็ให้เค้าไปเอง ไอ้เรื่องโดนหลอกนี่มันไม่มีเชื้อชาติหรอก คนที่เห็นแก่ตัวคิดจะเอาของคนอื่น มีโอกาสได้รู้จักคนมีเงินทองก็อยากสบาย โลภมากอยากได้ของคนอื่นง่ายๆมันก็มีอยู่ทุกที่ และมีหลายลักษณะ บางคนก็ไปให้เค้าซะมากเกินจนเค้าเคยชินแล้วมันก็กลายเป็นแบบนี้ (แล้วก็ไปว่าเค้าหลอกก็มี) 

 

 

บอกไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้ฉลาดหรือเปล่าที่พูดเรื่องนี้แต่ทีแรก (แถมอยู่ๆพูดกับแม่ผู้หญิงอีกต่างหาก) และบอกไม่ได้ีอีกเหมือนกันว่าผู้หญิงคนนี้เป็นแบบที่จะหลอกเค้าในอนาคตหรือเปล่า

 

 

แค่คิดว่าถ้ากลัวว่าจะโดนผู้หญิงคนนี้หลอกแต่แรก จะไปอยากแต่งกับเขาทำไมนะ... จะไปตามจีบไปเร่งรัดให้เขามาแต่งด้วยทำไมนะ (ทั้งที่น้องเค้าก็อยากให้คบดูใจกันไปนานๆก่อน)

 

 

ที่สำคัญกว่านั้นคือ เท่าที่แปลมาก็รู้สึกว่าฐานะของลูกค้าก็ดีมาก (เงินเดือนมากกว่าคุณฮายาชิในอีก 10 ปีข้างหน้าเสียอีก) <-- คือถ้าเรารวยขนาดนั้นเราคงส่งเงินให้แม่ทุกเดือนไปแล้วอย่างไม่มีปัญหา ไม่เข้าใจจริงๆว่าการจะดูแลแม่ของภรรยาที่ตัวคนเดียวไม่้มีสามี (เพราะหย่ากันไปนานแล้ว) มีเพียงร้านอาหารเล็กๆขายอาหารตามสั่งร้านหนึ่งด้วยเนี่ย มันเป็นเรื่องน่าหวา่ดกลัวขนาดที่จะต้องขอกันอย่างนี้เลยหรือไงเนอะ... เท่าที่คุยและสัมผัส น้องกับคุณแม่เค้าก็ไม่ใช่คนฟุ้งเฟ้อหรือติดการพนันหรือมีประวัติเคยเอาเงินไปผลาญอะไรนี่นา... น้องผู้หญิงอาจจะเป็นสาวต่างจังหวัดใสๆอายุยังน้อย แต่ก็ไม่ใช่คนทำงานกลางคืนหรือทำงานไม่ดี  แต่ก่อนตอนจีบ... ที่แปลๆมามันก็เหมือนว่าผู้ชายอยากจะดูแลครอบครัวผู้หญิง... หรือไอ้ไฟล์เก่าๆที่เก็บไว้นี่กรูนั่งเทียนแปลไปฟระ...

 

 

ไม่แปลกใจที่น้องเค้าจะช็อคแล้วก็โกรธ...

 

&