พูดถึงเครื่องวัดปริมาณความเค็มไปเมื่อวาน มีคนถามว่าเครื่องมันจะวัดได้ยังไงเพราะคนเรากินปริมาณความเค็มไม่เหมือนกัน คือเครื่องนี้วัดจากปริมาณไนโตเรียมอิออนในอาหาร ไม่ได้วัดจากเซนส์ทางความเค็มของผู้ผลิตหรือผู้ใช้นะคะ @_@;

 

  

คนญี่ปุ่นเองก็ไม่ใช่ไม่มีปัญหาทานเค็มค่ะ ถ้าใครกินข้าวนอกบ้านบ่อยๆนี่รับรองได้ว่าปริมาณความเค็มในอาหารเกินมาตรฐานที่ระบุอย่างแน่นอน คนที่จะระวังหรือใส่ใจเรื่องนี้ (โดยเฉพาะคนท้องอย่างโบว์จะเน้นเรื่องห้ามกินเค็มมาก จะมีปัญหากับครรภ์ -_-;) เค้าแนะนำให้ทานอาหารญี่ปุ่น และควรจะทำเองมากกว่าซื้อ เพราะจะคำนวณปริมาณเครื่องปรุงที่ใช้ได้

 

  

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าพวกราเม็ง สปาเก็ตตี้ ข้าวแกงกะหรี่ แฮมเบิร์ก ยากินิขุที่ทุกคนพูดถึง... มันไม่ใช่อาหารญี่ปุ่น (วะโชขุ) นะคะ @_@; ทุกอย่างที่ว่ามานี้โด่งดังเรื่องความเค็มอยู่แล้ว อย่าให้เด็กๆทานมากค่ะ m(_ _)m (ไปทานพวกเต้าหู้, เทมปุระ, อุด้ง, โซบะ ฯลฯ เอาค่ะ ถ้าต้องจิ้มโชยุหรืออะไรก็จิ้มแต่น้อยนะคะ ^_^;)

 

  

เรื่องวันนี้ที่อยากจะพูดถึงเกิดขึ้นเพราะก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสคุยกับคนญี่ปุ่นที่ทำงานเกี่ยวกับการรับเด็กทุนมาอยู่กับ Host family ในญี่ปุ่น คือเป็นคนกลางคอยหา host family ชาวญี่ปุ่นให้ และคอยรับฟังปัญหาของเด็กที่ได้ทุนมาญี่ปุ่นว่ามีปัญหาอะไรกับ Host บ้างยังไง? บางคนมีปัญหามากก็ต้องเปลี่ยน Host หา Host ให้ใหม่ อันนี้เป็นทุนแบบที่ host family ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรจากการรับเด็กมาอยู่ คือรับเด็กมา่อยู่แล้วก็ต้องดูแลความเป็นอยู่ ออกค่าอาหารค่าอะไรให้ทุกอย่าง (ส่วนใหญ่เป็นเด็กม.ต้น,ม.ปลาย)

 

  

เธอบอกว่าเด็กไทยที่มาญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กเรียบร้อยและเป็นเด็กดี แต่หลังๆหลายคนมีปัญหาในการมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นี่โดยเฉพาะการปฏิบัติตัวเรื่องการใช้เงินในการอาศัยอยู่กับโฮสแฟมิลี่...

 

  

เด็กบางคนคิดว่าคงมาจากบ้านที่มีฐานะ พ่อแม่คงส่งเงินและให้ค่าขนมมาเยอะ มาถึงก็มากว้านซื้อของแพงๆจำนวนมาก ใช้แต่ของดีๆ Host family เตือนเรื่องใช้เงินก็บอกว่าเป็นเงินของตัวเองที่พ่อแม่ตัวเองให้ ดังนั้นโฮสแฟมิลี่ไม่มีสิทธิ์มายุ่ง ตัวโฮสเองก็ลำบากใจ เพราะในบ้านก็มีลูกเล็ก และลูกของตัวเองก็สงสัยน้อยใจ (ที่เด็กต่างชาติมาถึงก็ซื้อไอพอด ซื้อเครื่องเกมที่อยากได้ทั้ง Wii,DS,PSP ซื้อเสื้อผ้าตามแฟชั่นเยอะแยะบลาๆ) การสั่งสอนลูกของตัวเองก็ตะกุกตะกักอีกต่างหาก (เด็กมันคงสงสัย เค้ารวยอย่างนั้นแล้วเค้ามาแย่งข้าวบ้านเรากินทำไม?)

 

 

  

จริงๆไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกถ้าพ่อแม่เราจะรวยแล้วเราก็บังเอิญหัวดีสอบได้ทุนมาญี่ปุ่น ถ้าเราเป็นเด็กมหาวิทยาลัยมาอยู่หอหรืออยู่อาศัยคนเดียว อยากใช้เงินไปกับการ์ตูน ของเล่น แฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้ากี่แสนกี่ล้านมันก็คงแล้วแต่ที่กระเป๋าตังค์พ่อแม่เราจะจ่าย คงไม่มีใครว่า... แต่พูดถึงการมาอยู่กับ Host family ในต่างประเทศมันก็มาในสถานะอีกอย่างที่แตกต่าง ควรจะระงับยับยั้งตัวเองไว้บ้างเหมือนกัน @_@;

 

  

มีเคสประมาณว่าเด็กมาญี่ปุ่นมาอยู่กับโฮสแล้วอยากดูคอนเสิร์ตของพี่นักร้องคนนี้มาก ยอมเสียเงินเป็นหมื่นๆเพื่อซื้อตั๋ว และพ่อแม่ตัวเองที่ไทยก็อนุญาต (และสนับสนุนค่าตั๋วค่าเดินทางให้) แต่ปรากฏว่าโฮสแฟมิลี่ทักท้วง ไม่ให้ไปดูเพราะมันไกลกลับดึก (บางคนขอไปถึงโตเกียว ต้องนั่งชินคังเซ็นไป และไปค้างอีกต่างหาก โฮสแฟมิลี่ที่อยู่ในฐานะพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กม.ปลายคงต้องคิดหนัก) เด็กก็คิดว่าโฮสแฟมิลี่ไม่มีสิทธิ์ห้าม เพราะพ่อแม่เราก็อนุญาตแล้ว -_-;

 

  

หลายคนก็บอกว่าพวกของที่บ้าช็อปมานั้นพ่อแม่เราก็เป็นคนให้แล้วก็อนุญาตทั้งหมด ดังนั้นโฮสแฟมิลี่ก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับการใช้เงินของเรา

 

  

หรือการที่เราจะไปเที่ยวกับเพื่อนที่ไหนยังไง เราบอกพ่อแม่ของเราที่ไทยแล้ว ดังนั้นโฮสก็ไม่มีสิทธิ์จะมายุ่งอีกเพราะพ่อแม่เราอนุญาต...

 

  

-_-; ยังไงดีเนี่ย...

 

  

บางทีมันก็พูดยากลำบาก เพราะว่าโฮสแฟมิลี่เนี่ย มีหน้าที่เป็นผู้ปกครองที่ต้องดูแลเราที่นี่ และบางครั้งก็ต้องยอมรับว่าโฮสแฟมิลี่เค้ารู้เรื่องของญี่ปุ่นมากกว่าพ่อแม่ของเราที่อยู่ที่ไทย (อย่ามาทำเจ้าเล่ห์) คือสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจไว้ก่อนในการได้ทุนแบบมาอยู่กับโฮสแฟมิลี่เนี่ย คือเรามาในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมที่ยอมรับสิทธิ์ได้รับการดูแลโดยโฮสแฟมิลี่ ระหว่างที่เราอยู่ญี่ปุ่นนี่โฮสแฟมิลี่มีเป็นตัวแทนพ่อแม่ เป็นผู้ปกครองของเรา ดังนั้นการที่เราจะไปไหนหรือทำอะไรก็ควรจะขอหรือบอกกับโฮสแฟมิลี่ไม่ใช่พ่อแม่

 

  

โฮสแฟมิลี่แต่ละครอบครัวก็มีแนวทางในการเลี้ยงลูกหรือมีกฏประจำบ้านแตกต่างกันไป นี่เป็นหนึ่งในโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เราต้องยอมรับ ส่วนใหญ่เค้าเลี้ยงลูกเึค้าก็กำหนดค่าขนมลูกเค้าเท่านั้นเท่านี้ หรือบางคนต้องให้ลูกตัวเองทำงานบ้านหรือช่วยงานอะไรถึงจะได้ค่าขนม ถ้าเป็นเด็กม.ปลายหรือมหาวิทยาลัยก็อาจจะต้องไปหางานพิเศษทำเพื่อเป็นค่าขนมของตัวเอง ดังนั้นการที่เราเอาเงินไปถลุงซื้อทุกอย่างที่อยากได้อวดร่ำอวดรวยให้เห็นมันก็ึคงจะไม่้ค่อยดีเท่าไหร่

 

  

การที่เราจะไปไหนมาไหน ถ้าโฮสแฟมิลี่ไม่อนุญาตเราก็ไม่ควรจะไป เพราะหากเราเป็นอะไรไปหรือเกิดอะไรขึ้นกับเรา คนที่ต้องรับผิดชอบด้วยก็คือโฮสแฟมิลี่ อย่าคิดถึงแต่ความสนุกของตัวเอง

 

  

ก็เข้าใจว่าหลายคนชอบญี่ปุ่นมาก โอกาสจะได้มาก็ไม่ใช่ง่ายๆ มาแล้วก็มีที่ที่อยากไป มีของที่อยากดูอยากซื้อ ถ้าอย่างนั้นต้องมาเองด้วยเงินตัวเอง ไม่ใช่มาด้วยทุนที่เค้าระบุว่ามีจุดประสงค์ให้เรามาแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม ถ้ามาแล้วจะมาซื้อกันดั้มมานั่งต่อคนเดียวในห้องไม่พูดไม่จากับใคร มันจะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันตรงไหนไม่เข้าใจเหมือนกัน -_-;

 

  

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้ห้ามซื้อของที่อยากได้ แต่ควรอ่านบรรยากาศนิดนึง อยากซื้อก็งุบงิบซื้อของเรา ใช้ของเราไปคนเดียว อย่าเที่ยวเอาไปอวดอย่างนั้นอย่างนี้ (จะ KY ไปไหน) จะต่อกันดั้มก็ต่อคนเดียวตอนดึกๆ เวลาเค้ากินข้าวดูทีวีคุยกันก็ควรจะพยายามคุยกับเค้า ไม่ใช่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องให้โฮสแฟมิลี่กังขาว่ามันจะมาญี่ปุ่นทำไม

 

  

เรื่องอื่นๆที่มีปัญหาก็อย่างเช่นบางคนบ่นอยากเปลี่ยนโฮสเพราะโฮสชอบใช้ให้ทำงานบ้าน @_@; ตัวเองเป็นนักเรียนมาแลกเปลี่ยน ไม่ได้มาทำงานบ้านหรือมาเป็นคนใช้เค้าที่นี่ (คือไอ่งานบ้านนี่แหล่ะก็เป็นหนึ่งในโครงการแลกเปลี่ยน) ตอนสมัยที่โบว์มาโบว์ต้องทำโอเบงโตเองทุกวันเหมือนกัน เพราะโฮสมีลูกสาวคนเดียวอยู่ป.6 แล้วเค้าก็ไม่ต้องมีโอเบงโต (เค้าก็ึคงขี้เกียจแหล่ะ) แต่ตอนนั้นโบว์ก็อายุแค่ 15-16 ทำอาหารไม่ค่อยจะเป็น ก็มั่วๆไปทุกวัน ส่วนใหญ่ก็พวกอาหารแช่แข็งทั้งหลาย แต่ก็ทำมาทั้งปี... นอกจากนี้ยังเป็นเวรช่วยกันทำอาหารกับน้อง (ป.6) นั่นแหล่ะ สองวันในหนึ่งสัปดาห์ หน้าที่ล้างจานนี่เกือบทุกวัน...แล้วยังทำความสะอาดบ้านให้อาทิตย์ละครั้งอีก... พูดถึงอยู่ที่ไทยก็ทำบ้างตามแต่จะถูกใช้ แต่ไม่จริงจังเท่านี้ @_@; จะว่าไปเป็นโอกาสนึงที่ดีที่ทำให้ได้เรียนรู้ว่าคนญี่ปุ่นเค้าทำอะไรกันยังไง พอมาเป็นแม่บ้านที่นี่จริงๆเลยรู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย...

 

  

อีกเรื่องที่มักจะมีปัญหากันคือ โฮสแฟมิลี่มักจะมีโปรแกรมนู่นนี่ให้เราทำ... ซึ่งบางทีมันก็ไปตรงกับที่เรานัดเพื่อนไว้หรือเพื่อนเค้าจะไปไหนกัน @_@; ส่วนใหญ่โบว์จะเอาโฮสแฟมิลี่เป็นหลัก... (เพื่อไม่ให้มีปัญหา) พูดตามตรงเลยว่า... บางทีคนที่เป็นโฮสแฟมิลี่เนี่ย.. เค้าก็อยากจะอวดเรากับแวดวงเพื่อนฝูงพี่ป้าน้าอาของเค้าเหมือนกัน (ตามความรู้สึก) ก็เป็นธรรมดานะ สมมุติเรารับเด็กต่างชาติมาอยู่ที่บ้านเราก็คงอยากจะพาไปไหนมาไหนด้วย อยากสอนนู่นสอนนี่ พาไปกินข้าวกับคนนู้นคนนี้ เจอเพื่อนเจอญาติเรา พยายามคิดไว้ว่าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนก็เหมือนนางงาม มีกิจกรรมสาธารณะอะไรให้ร่วมก็ควรจะไปร่วม เพื่อเป็นหน้าเป็นตาแก่ประเทศชาติของเราหน่อย

 

  

ปัญหาเรื่องของกินอีกอย่าง... คือถ้าเรารักจะมาแบบได้ทุน ก็ควรจะมีนิสัยเปิดกว้าง เข้ากับคนง่าย ปรับตัวง่ายหน่อย ไม่ใช่กินอะไรก็ไม่ได้ ของไม่ชอบก็เพียบ แต่เวลากรอกใบสมัครนี่เลอเลิศเพอร์เฟ็ค ยังไงก็ได้ ได้ทุกอย่าง (บางคนกลัวหมาหรือแพ้ขนแมวแต่ก็กรอกไปว่ารักสัตว์ อยู่บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงได้ พอมาจริงๆบอกแพ้ขนแมว -_-;) นัยว่้าตอนสมัครก็อยากได้ทุนมากไง จะเอาแต่ให้ได้ทุนก่อนอย่างเดียวแล้วค่อยว่ากัน อย่าลืมว่ามันเป็นทุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ไปกันเกือบปี ไม่ใช่ค่ายยุวกาชาดที่ไปสามวันเน้อ... @_@; คนที่เค้าอ่านเอกสารหรือสัมภาษณ์เราเค้าก็เห็นเราแค่วันเดียว จับโกหกหรือจับจิตอกุศลของเราไม่ได้หรอก ทว่าไปแล้วคนที่จะลำบากน่ะคือตัวเราเอง ใครก็ช่วยไม่ได้... จะไปโกหกเค้าทำไม

 

  

ส่วน Host family เองก็ไม่ใช่ว่าจะดีทั้งหมด ถ้ามีปัญหาอะไรมากๆเ่ช่นพ่อบ้านลามก น้องชอบแกล้ง แม่โรคจิตเหมือนละครแม่บ้านยามบ่ายอะไรก็อย่าไปทน ปรึกษาคนที่เค้ามีหน้าที่ขอให้เค้าเปลี่ยน Host ให้ซะ

 

  

พูดถึง... เคยมาหมดแล้วทั้งอยู่กับ host family , มาด้วยทุนตัวเองแบบกระเบียดกระเสียร, ได้ทุนมหาลัย (แต่จำนวนน้อย) หรือหาห้องอยู่กันเองกับไอ้อ้วนแว่น...

 

  

มันก็แตกต่างกันไปนะ อยู่กับโฮสไม่มีอิสระมากและมีโครงการมีงานให้ทำเรื่อยๆ แต่ก็อยู่สบายไม่ต้องคิดอะไรมากว่าพรุ่งนี้้จะเป็นเช่นไร บ้านไม่ต้องเช่าข้าวไม่ต้องซื้อ...

 

  

มาเอง อยู่เอง หาหอเอง (ไม่ผ่านนายหน้าหรือศูนย์แนะแนว ลุยเองทุกอย่าง) อย่างลำบากโคตรๆ วันๆต้องคอยคิดว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรกิน ค่าเทอมกรูจะมีจ่ายไหมเนี่ย? ห้องก็แค่ 4 เสื่้อแคบๆโกโรโกโส รูมเมทชาวออสเตรเลียก็ชอบ Alert แปลกๆเหมือนพวกอัพยา -_-; (อ้อ... เป็นแดนที่มีจิงโจ้ เลยชอบกระโดดไปมา)

 

  

อยู่มาได้ครึ่งปีก็ได้ทุนของมหาิวิทยาลัย ถึงจะไม่มากแต่ก็ออกค่าหอได้ ชีวิตเหมือนจะดีขึ้นมาหน่อย...

 

  

แต่ดีสุดคงชีวิตตอนนี้มั้ง... เพราะผัวเลี้ยง (กร๊ากกก) วันๆก็นั่งอัพบล็อคอ่านเรื่องชาวบ้าน ติดเกมไปเรื่อย สิ้นเดือนเงินเดือนก็มาถึงมือหมด...

 

  

สรุปว่าจากประสบการณ์ที่เคยอยู่ญี่ปุ่นมาหลายแบบ อยู่แบบปั๋วเลี้ยงดีที่สุด ไม่ต้องไปทดสอบอะไรให้มากอีก ใครอยากอยู่แบบนี้ก็หาซักคนแล้วกันค่ะ (แต่ต้องเอาไอ้ที่มันเลี้ยงเรานะ) ^_^;

 

 

 

 

ป.ล. อัพยากสุดๆ -_-;

 

 

 

 

 

 

 

 

   

**************

 

 

มีคนเคยถามเรื่องค่าขนมคุณฮายาชิ...

  

คือปกติคุณฮายาชิเอาค่าขนมไปวันละ 200 เยนค่ะ... แกจะดื่มกาแฟกระป๋องตอนช่วงพักวันละกระป๋อง 120 เยน (ยังมีเงินเหลือเห็นไหม) เช้าขี่จักรยานไปทำงาน กลางวันเอาโอเบงโตไปกิน เย็นก็ขี่จักรยานกลับบ้าน... (ก็ประมาณวันละ 15 กิโลน่ะค่ะ) แต่วันจันทร์กับวันพุธจะให้พิเศษเพราะเป็นวันที่โชเน็งจั๊มป์กับโชเน็งแมกกาซีนออก (ความสุขของมันก็อยู่ที่ไอ้สองเล่มนี้ล่ะค่ะ) จริงๆบ้านเราเงินเดือนไม่ได้สูง แต่เหมือนจะไม่เดือดร้อนเพราะเราสองคนต่างไม่ค่อยใช้เงินนี่แหล่ะค่ะ (นานๆทีก็ซื้อเกมบ้าง หนังสือบ้าง กินข้าวนอกบ้านหรือไปเที่ยวกันบ้าง... สรุปว่าไม่ลำบากเพราะประหยัดค่ะ)

^_^;

 

 

 

 

01     

 

อยู่ๆก็อยากวาดผู้หญิงใส่ชุดหวานๆ... ^_^        

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

>_<

ความลำบากของHost เปิดเผยออกมาแล้ว
หวังว่าเขาเหล่านั้นคงไม่ทำให้เข็ดขยาดนักเรียนแลกเปลี่ยนนะครับ
^_^

รูปสวยครับ วิ้งๆเลยทีเดียว

#1 By Elta_kung on 2009-06-22 14:51

เคยไปอยู่กับโฮสต์เหมือนกันค่ะ แต่ตอนนั้นไปนิวซีแลนด์ ค่อนข้างเห็นด้วยกับการที่ว่าจะต้องเห็นใจโอสต์แล้วก็เชื่อฟังนะคะ ถึงคุณพ่อคุณแม่จะอนุญาตให้น้องๆพวกนั้นไปต่างจังหวัดไกลๆได้ แต่ถ้าน้องเค้าเป็นอะไรไปคนที่รับผิดชอบก็คือโฮสต์ คุณพ่อคุณแม่ที่ไทยก็คงมาโวยใส่โฮสต์ว่าทำไมดูแลลูกตัวเองไม่ดีอีก

เด็กๆคงไม่เข้าใจ แต่ถ้าลองนึกดูดีๆก็จะเข้าใจว่าไม่ใช่เค้าไม่อยากให้เราไป แต่เค้าเป็นห่วงเรา กลัวจะไปเจออันตรายหรือโดนหลอกมากกว่า

ตอนนั้นที่ไปนิวซีแลนด์รอบแรกก็ขอเปลี่ยนโฮสต์ค่ะ เพราะบ้านเค้าลูกเยอะมากๆ ดูแลลูกแล้วต้องมาดูแลเราแถมเหมือนลูกเค้าจะไม่ชอบเราด้วยน่ะค่ะ ประมาณว่าไปแย่งห้องส่วนตัวเค้านอน=w="

น้องสาวก็เพิ่งกลับจากซัมเมอร์ที่ไปอยู่กับโฮสต์ที่ญี่ปุ่น แต่บ้านที่ไปอยู่เห็นบอกว่าดีมาก ก็ไปเที่ยวกับโฮสต์นะคะ เพราะไปอยู่บ้านเมืองเค้า เค้าก็ต้องอยากพาเราไปดูไปเที่ยวที่ๆเค้าชอบที่ๆเค้าคิดว่าดีอยู่แล้วล่ะค่ะbig smile

#2 By ทานุขนฟู on 2009-06-22 14:55

อืม ได้ฟังเป็นประสบการณ์ความรู้ใหม่ ๆ ดีครับ
และเพิ่งรู้เหมือนกันว่า เปลี่ยนโฮสต์ได้นึกว่าต้องทนเป็นพระเอกนางเอกกับโฮสต์ห่วย ๆ ร่ำไป

p.s. แต่ที่พูดมาก็ถูกนะครับ ใจเค้าใจเราจริง ๆ

#3 By リリース on 2009-06-22 15:12

น่าเห็นใจคนที่ทำหน้าที่เป็นโฮสต์
แต่คุณโบว์พูดถูกใจ ปั๋วเลี้ยงสบายที่สุด
แต่สามีดีๆหายากอยู่เหมือนกันนะ
ยังหาไม่เจอเลย
ปล. ต้นไม้มีดาววิ้งๆ

#4 By MamiLuv on 2009-06-22 15:15

ไม่เป็นจะดีกว่หรือเปล่า
big smile open-mounthed smile confused smile

#5 By Moo Duck Dick on 2009-06-22 15:17

นานมาที แต่ก็ตามเก็บอ่านตลอดครับ

แย่นะ นี่ถ้าผมไปเป็นนักเรียนทุน กับโฮสท์นี่คงลำบาก

ชีวิตพจมาน จะเป็นยังไงน๊ออออ


อ้อ ไหนๆก็เล่าเรื่องอินเทอร์เน็ท ของทางนั้นบ้างสิครับ

แพงมั้ย เห็นว่าเร็วมาก แต่ก็แพงมากเหมือนกัน sad smile

#6 By Mr.Shock on 2009-06-22 15:25

อยากเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนกะเค้าเหมือนกัน
แต่หัวไม่ให้ แถมอายุเกินอีก อดไป ฮ่าๆๆๆ
เคยคิดจะเป็นโฮสต์ แต่อ่านแล้ว ขอคิดอีกทีดีกว่า sad smile
อ่านแล้วอึ้งตรงค่าขนมคุณฮายาชิค่ะ งี้ที่เคยได้ยินมาว่าคุณสามีส่วนใหญ่ได้ค่าขนมเดือนละแค่สามหมื่นเยนก็ไม่เกินจริงสินะคะ
อืม เรื่องโฮสต์ จะว่าไปไม่เคยเจอเองแต่มีคนมาปรึกษาค่ะ
คือเท่าที่เห็นนี่คนไทยจะเข้าใจว่าญี่ปุ่นนี่สุดแสนเจริญ (ตัวเองก่อนมาก็คิด) แต่ส่วนใหญ่พวกโฮสต์นี่มักจะอยู่กันตามบ้านนอกหรือเปล่าคะ เท่าที่เคยมีคนมาปรึกษา
แล้วบ้านนอกบางที่ก็นอกกกกกกกกกจริงๆ มีแต่ภูเขากับวัว...อา%

#8 By แอน on 2009-06-22 16:48

ขออภัยค่ะ ส่งข้อความมันขาด
จริงๆ ตัวเองเป็นนร.ทุนค่ะ เคยอยู่บ้านนอกมาก่อน รับไม่ได้อย่างรุนแรงหลายๆ เรื่อง ก็เลยหนีออกมาเข้ากรุงหน่อย แหะ

เคยมีเคสนึงมาปรึกษาค่ะ ว่าโฮสต์ให้กินแต่ข้าวกับเต้าหู้ ไม่เคยมีเนื้อสัตว์ แล้วค่อนข้างเอาเปรียบเค้ามาก ...ก็เลยแอบรู้สึกว่าเกินไป

#9 By แอน on 2009-06-22 16:54

200เยน...ใช้เงินน้อยกว่าคนไทยหลายๆ คนอีกนะเนี่ย

#10 By wesong on 2009-06-22 17:28

เป็นความรู้ที่ดีก่อนที่เราไปจะแลกเปลี่ยนค่ะ(ถึงจะไม่ใช่ญี่ปุ่นก็เถอะ)
ตอนนี้ก็พยายามคิดนะคะว่าา ถ้าเราไปอยุ่ที่นั้นเราก็ถือเป็นลูกของเขาคนหนึ่ง และก็เป็นเขาที่อยู่กับเราในตอนนั้นซึ่ง ถ้าเราเป็นอะไรที่นั้นพ่อแม่ที่ไทยจะไม่ช่วยอะไรเราได้เลย คนที่อยู่กับเราในปัจจุบันเท่านั้นที่สำคัญที่สุด
นับถือคุณฮายาชิค่ะ

เมืองที่อยู่แค่ค่าบัสไปโรงเรียนเที่ยวเดียวก็เกินแล้ว
ปั่นไปก็ไม่มีปัญญา...
มันไกลมากกกกกกกกกกกก

#12 By Cheshire_XxX on 2009-06-22 18:13

หวานแหววสีชมพูมาเชียว รูปหวานมาก >_<~!!

ปล.คุณฮายาชิประหยัดจัง - -"

#13 By kisara yui on 2009-06-22 18:15

อยู่เมืองนอกลำบาก..อยู่บ้านเราดีที่สุดแล้วครับ big smile

#14 By clock on 2009-06-22 19:16

เป็นครอบครัวที่น่ารักมากครับ
และเป็นแบบอย่างของน้องๆ ในไทยที่ควรเดินตาม
ใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้
นาน ๆ ทีให้รางวัลชีวิตบ้าง

ประหยัดไว้ก่อนดีที่สุดครับ
confused smile

#15 By นิเกะ on 2009-06-22 19:34

พี่โบว์คะ ขอถามคำถามนอกเรื่อง

วันนี้ทำบูตะคะคุนิสูตรพี่โบว์ไป แต่ว่ามันไม่นิ่มอ่ะคะ แม่บอกว่าอยู่ที่ปริมาณน้ำที่ใส่

เลยอยากรู้ว่าเวลาทำพี่โบว์ใส่น้ำชาเยอะแค่ไหน?

ต้องไปทำใหม่ง้อท่านพ่อคะ หาว่าเราหวงของ

ช่วยหนูด้วย

#16 By tapum on 2009-06-22 20:12

ภาพวาดสีหวานจังเลยค่ะ ชอบตัวละครที่ใส่ชุดพลิ้วๆ ที่สุดเลยย

อืมม เรื่องเป็นโฮสท์นี่ก็ลำบากแฮะ ถ้ารับนักเรียนแล้วเจอแบบนี้ คือพูดก็ไม่ฟังอะไรเลยก็ลำบากน่าดูเหมือนกัน...จะบอกว่าพ่อแม่ให้ โฮสท์ไม่มีสิทธิ์ยุ่งนี่มันก็แอบทำให้รู้สึกไม่ได้นะเนี่ยว่า...แล้วตกลงโฮสท์นี่คืออะไร คนหุงข้าว จัดที่นอนรึเปล่า...

เคยไปอยู่กับโฮสท์เหมือนกันค่ะ ก็พยายามทำตัวตามเค้าให้มากที่สุด (แต่ก็อดมาคิดทีหลังไม่ได้ว่าที่สุดนี่ก็ยังไม่ค่อยเหมือนเค้าแฮะ sad smile ) บางทีก็อยากไปบางที่ต่อทั้งที่โอสต์ไม่อยากก็เลยต้องกลับเหมือนกัน แต่ส่วนมากเขาก็ใจดีตามใจเรา อยากไปไหนไปมากกว่า...

อืมม เจอคนดีก็ดีเนอะ

แต่ดีจังเลยค่ะ ตอนพี่โบว์ไปแล้วได้ฝึกทำกับข้าวแต่เนิ่นด้วยย big smile

#17 By Hong on 2009-06-22 20:23

เป็นโฮสก็ลำบากเหมือนกันนะคะเนี่ย

#18 By namnampai on 2009-06-22 20:38

ขอแปะดาวนะคะcry
Hot! Hot! Hot!
อันนี้แหละค่ะ ที่ต้องเอาให้รุ่นพี่(ที่ไม่ได้รับเลือกจาก อ. อ่าน) ตรงมากค่ะ

ว่าแต่คุณสามี อึดมากนะค่ะ 15โล ไม่น้อยเลยล่ะคะ เรื่อยๆเดี๋ยวก็ผอมแล้วค่ะแบบนี้cry

รูปน่ารักมากคร่า
คุณฮายาชินี่ใช้ค่าขนมฟุ่มเฟือยจังนะครับ วันนึงใช้ตั้ง 120 เยนแนะ... มากกว่าผมตั้ง 20 เยน open-mounthed smile (พอ%

#20 By tenshi on 2009-06-22 22:30

คุณฮายาชินี่ใช้ค่าขนมฟุ่มเฟือยจังนะครับ วันนึงใช้ตั้ง 120 เยนแนะ... มากกว่าผมตั้ง 20 เยน open-mounthed smile (พอดีเดินลงมาจากห้องพักแล้วเดินข้ามตึกนิดเดียวก็ที่เรียนแล้ว เลยไม่ต้องเสียค่ารถ) เผลอๆบางวันไม่ใช้ซักเยน cry (วันไหนใช้ 100 เยนแปลว่าหยอดตู้กดน้ำมาดื่ม)

อันนี้ไม่รวมค่าอาหารประจำวันที่กลับมาทำกินเองที่ห้องพักนะครับ ถือว่าเจ๊าๆกับโอเบงโตะของคุณฮายาชิแล้วกัน

อย่าไปหักค่าขนมคุณฮายาชินะครับ

จริงๆแล้ว... มีรุ่นน้องหลายๆคนมาเรียนที่นี่ด้วยทุนรัฐบาลไทย แล้วใช้เงินแบบมือเติบมากๆเลย คือซื้อดะเลยอ่ะของที่อยากได้ จริงๆแล้วน่าจะประหยัดๆหน่อยนะ เพราะอนาคตยังต้องเป็นหนี้สินหัวโตบานตะเกียงใช้กันสิบๆปีเลยทีเดียว จะเข้าไปเตือนน้องๆก็ลำบากใจ เดี๋ยวจะโดนเหม็นหน้าพาเอาเราไปด่าลับหลัง แต่่เวลาคุยกันก็พูดลอยๆขึ้นมาแบบเฉียดๆเผื่ออาจจะได้คิดบ้าง

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#21 By tenshi on 2009-06-22 22:34

ถึง คุณโบว์

พอเทียบค่าขนมของตัวผมเองกับ คุณฮายาชิ แล้วรู้สึกว่า ตัวผมเองจะกลายเป็นคนฟุ่มเฟือยยังไงก็ไม่รู้ครับ sad smile (200 เยนน่าจะเป็นเงินไทยประมาณ 70 บาทใช่ไหมครับ)

แต่ว่าที่เหมือน ๆ กันเห็นจะเป็นความสุขใน 1 รอบอาทิตย์ ของผมจะรออ่านการ์ตูนรายสัปดาห์ที่ซื้อเรื่องมาจาก Jump ครับ surprised smile

#22 By Old Mustang on 2009-06-22 22:54

สามีเป็นคนประหยัด(เป็นบางเรื่อง)เหมือนกันค่ะ
แต่ภรรเมียเนี่ยเที่ยวแหลก คือ ค่าขนมที่สามีให้มันก็พออยู่ไปวันๆ
แต่อย่างว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว มาแล้ว ขอไปทำงานหาเงินมาเที่ยวเสียหน่อย บวกเป็นเงินเก็บไว้อีกเพื่อความสบายใจ ก็เลยลำบาก(สามียังงงว่ามันจะหาเรื่องทำไม ปั๋วเลี้ยงอยู่ดีๆ) แต่คนมันงกอ่ะ อยากได้ตังค์ -_- อยากมีเงินเก็บ อยากมีเงินเที่ยว อยากได้โน่นอยากได้นี่
(ปล.วันนี้ก็ไปเที่ยวดิสนีย์มากับน้องสาว วันมะรืนจะไปไซปันอีกแล้ว)
เพื่อนบอกว่า ให้ออกหนังสือ
[เที่ยวไม่ง้อทัวร์ มีปั๋วเป็นคนญี่ปุ่น]ซะเลย ตรงกับชีวิตจริงเจ๊มาก
เง้อ คิดได้ไง -_-;

#23 By saori_gig on 2009-06-22 23:12

ขอบคุณค่ะที่ตอบเรื่องค่าขนมคุณฮายาชิ
เห็นเลข 200 เยน กี่ทีๆ นี่ก็อึ้งทุกที

เพื่อนที่ทำงานเพิ่งแต่งงาน ภรรยาให้ใช้วันละ 300 บ่นแล้วบ่นอีก บอกจะพอได้ไง

#24 By another-me on 2009-06-22 23:18

อ่านไลฟ์สไตล์คุณฮายาชิแล้ว โอ้ว... 15 กิโล แข็งแรงมากเลยค่า
เป็นครอบครัวที่น่ารักจังเลย
(แอบกระซิบว่าปั๋วเลี้ยงนี่เป็นอาชีพในฝันนะคะคุณโบว์ กร๊ากกก)

ภาพหวานได้ใจจริงๆค่ะ confused smile

#25 By W★G on 2009-06-22 23:19

อ่า อยากถามคุณโบว์น่ะค่ะว่า อยู่ห้องแบบมีรูมเมทแชร์กับเรา กับ อยู่แบบคนเดียว..แบบไหนจะดีกว่าคะ??

งืมม ส่วนตัวคิดว่าทั้งสองแบบมันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปน่ะค่ะ แต่อยากฟังจากประสบการณ์ของคุณโบว์น่ะค่ะว่าเป็นยังไง ^^"

ขอบคุณสำหรับข้อมูลในเอ็นทรี่นี้นะคะ อ่านแล้วเป็นประโยชน์มากๆเลย ^------^

#26 By MaSa_SaKu_AraShi (58.136.93.250) on 2009-06-22 23:20

เอาดาวไปอีก 1 entry ครับ confused smile Hot!

#27 By nora on 2009-06-23 00:53

อ่อ เรื่องมันเป็นอย่างนี้นี่เอง!
เอ .. แล้วถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ทุนไป
พูดง่ายๆคือไปด้วยเงินตัวเองเนี่ย
มันไปหาโฮสอยู่ได้มั้ยครับ?​ หรือว่าเฉพาะต้องไปกับทุนเท่านั้น?​ (เข้าใจว่าไม่ใช่ศูนย์แนะแนว แต่ลองแอบถามดูเผื่อทราบครับ) แฮะๆ surprised smile

ปล .. เราเป็นผู้ชายอะ .. ไปอยู่แบบ ปั๋ว เลี้ยงแบบคุณโบว์ไม่ไหวนา .. 555+

#28 By เอิง on 2009-06-23 04:43

เด็กไทยสมัยนี้ นิสัยแย่ลงเยอะนะครับ
พ่อแม่ให้ท้าย

ไปอยู่ที่ไหนก็สร้างความลำบากให้ sad smile

#29 By ChimERaTeDdY on 2009-06-23 05:34

ยกมืออยากอยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ค่ะ
ได้อะไรหลายอย่างมากกว่าจริงๆ T_T"
(ทั้งได้เรียนรู้เรื่องทำกับข้าว มารยาทในบ้าน บลาๆ..
ตอนนี้ไม่ได้อยู่กะโฮสต์ แต่เคยไปค้างบ้านเพื่อน
แม่เพื่อนเค้าดูแลดีมาก)

ปล. คุณฮายาชิใช้เงินประหยัดมากค่ะ!
(เรานี่ เห็นนู่นเห็นนี่อยากซื้อประจำเลย)

#30 By PikAe on 2009-06-23 05:51

โดยสรุปก็คือ
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนต้องรู้จักพอเพียง
confused smile

#31 By marukogg on 2009-06-23 06:10

ถูกใจให้ดาว Hot!

ข้อคิด entry นี้ เอาไปประยุกต์ใช้ได้กับนักเรียนนอกแบบอื่นทุกแบบเลยที่ไม่ใช่แค่แบบ Host Family

อยากให้นักเรียนที่ไปนอกคิดได้อย่างนี้กันทุกคนจริงๆ ครับ big smile

#32 By Dialaurel on 2009-06-23 06:35

ให้ค่าขนมสามีเยอะกว่าที่โบให้สามีโบอีกนะเนี่ย
แต่ดีแล้วคะ ประหยัดวันนี้ สบายในอนาคต big smile

#33 By bakabo (~^) on 2009-06-23 08:23

ชอบนะประเทศญี่ปุ่นอะ อยากไปเที่ยวสักครั้ง อยากเห็นดอกซากุระ อิอิ

#34 By Alive on 2009-06-23 08:28

แอบเข้ามารดน้ำ + แอบอ่านนิดเดียว

แล้วก็ไป...

(อ่านเอาความไม่ได้ การบ้านยังไม่ได้ทำกั๊บ T^T )

#35 By monboy01 on 2009-06-23 08:42

วันละ 15 กิโล น่าจะผอมได้เลยนะค่ะเนี่ย

#36 By aconan5 on 2009-06-23 09:25

เหนืออยจริงๆ sad smile
พึงระลึกไว้เสมอว่า "เราเป็นคนไทย" และ "เราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน"

และพ่วงแถมท้าย "ทูตวัฒนธรรม" ด้วย

confused smile

AFS รุ่นที่ 48 ไปอิตาลี จะทำตัวดีให้โฮสรักโฮสหลง...หึ ๆๆ cry

#38 By ♫ due gatti on 2009-06-23 23:24

ที่นู้นการ์ตูนถูกไหมค่ะเนี่ย อยากรู้cry cry cry

#39 By i_am_alive on 2009-06-24 04:01

อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น

ทำตัวดี Host รักตายเลย

#40 By Burberry on 2009-06-24 08:43

เด็กไปแลกเปลี่ยนแบบนี้ก็มีอยู่เนอะsad smile
ตอนผมไปนี่
เกรงใจโฮสต์มากมายsad smile

#41 By Nerd de Scriptorus on 2009-06-24 09:35

เคยไปอยู่กับโฮสต์ที่ญี่ปุ่นเหมือนกันค่ะ
แต่ตอนนนั้นไปในระยะเวลาสั้นๆ แค่อาทิตย์เดียวเอง
ได้อะไรหลายๆอย่างมาจากโฮสต์เยอแยะเลยเกี่ยวกับญี่ปุ่น

แต่เราไม่ค่อยเจอปัญหาอะไรเท่าไหร่เพราะมีกิจกรรมกับโครงการแลกเปลี่ยนเยอะกว่ากิจกรรมกับโฮสต์
แต่โฮสต์บ้านเราจดีมากเลยค่ะ ไม่ให้ทำอะไรเลย...ก็ลำบากใจพยายามเข้าไปช่วยหลายครั้ง แต่ก็โดนไล่ออกมาทุกทีsad smile

ส่วนเรื่องของกิน อันนี้เราไม่ค่อยมีปัญหาค่ะเพราะกินได้ทุกอย่าง(ยกเว้นมะเขือเทศ) แถมโฮสต์ทำอาหารอร่อยมาก

จริงๆเราว่าถ้ารักจะมาแบบแลกเปลี่ยนโดยอยู่ร่วมกับโฮสต์เราต้องเปิดใจกว้างๆยอมรับในวัฒนธรรมเค้าจริงๆค่ะ แต่บางอย่างถ้าเรารับไม่ไหวจริงๆหรืออะไรที่เราไม่เข้าใจ คิดว่าถามโฮสต์ไปตรงๆเลยน่าจะดีกว่า(เพราะเราก็ทำ)

ปล.ค่าขนมคุณฮายาชิสองร้อยเยนจริงๆหรอคะ? สุดยอดเลยอ่าดีจังเลยนะคะ

#42 By :: [ Nando ] :: on 2009-06-24 13:01

ตอนนี้ก็กำลังอยู่กับโฮสท์เหมือนกันครับ ทางผมเองก็ต้องล้างจานช่วยเขาทุกวันจนชินแล้ว หึหึหึ! ^^

แต่มันก็คือชีวิตแหละนะ... เข้าใจเลยล่ะ ว่าการมาแลกเปลี่ยนคืออะไร ต้องทำอะไร มีชีวิตกันยังไง

หัวอกเดียวกันเพราะงั้นแจก Hot! Hot!

>w<

#43 By Nakatokung on 2009-06-24 14:38

เห็นด้วยอย่างยิ่ง

แต่โฮสบางคนก็เกินไปจริงๆอ่า...

แล้วเด็กบางคนก็เกินไปจริงๆ

มันต้องปรับเข้าหากัน ถึงจะอยู่กันได้

#44 By mini-teddy on 2009-06-24 14:41

อ่านแล้วตรงมากๆหลายอย่างเลยค่ะ
ขอบคุณมากๆเลย อยากรู้เหมือนกันว่าเค้าจะคิดยังไงอยู่เหมือนกัน
เพราะบางทีเรามีเกมส์อะไรมายังงี้ ลูกเค้าก้มาเล่น อยากได้บ้างอะไรบ้าง
เค้าก้คงไม่สบายใจเหมือนกันนะคะ

ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
มันตรงมากในหลายๆอย่างเลย
แล้วพออยู่กับเค้ามาได้ซักพักนึง(ตอนนี้เดือนที่4ค่ะ)
ความไม่สบายใจมันเหมือนจะเกิดขึ้นทั้งเราแล้วก้เค้า

จนในบางทีรู้สึกเหมือนโฮสแม่เค้าจะเฉยชาใส่มากๆ
ตอนแรกก่อนมานี่คิดแต่เรื่องดี ฝันไว้สารพัด
มามเจอเข้าจริง ก้หายไปหลายอย่างเลยในฝัน sad smile


Hot! Hot! Hot! Hot!


hot hot hot!

#45 By Aimee on 2009-06-24 17:37

ครอบครัวน่ารักจังค่ะ อยากได้สามีดี ๆ แบบนี้บ้างค่ะ 555

จบแล้วค่ะ คงไม่มีโอกาสได้ไปอยู่กับโฮสแล้วล่ะ confused smile

#46 By ★☆KyuubixUsagi on 2009-06-24 20:08

Hot! Hot!
เป็นคู่มือได้เลยละคะ
ความรู้ใหม่ๆเต็มหัวเลย big smile
วันละ 200 เยนนี่ ประหยัดสุดๆเลยละคะ

#47 By Z o r a ` on 2009-06-24 20:53

confused smile เหมาะกับการเตรียมตัวเรียนนอกจริงๆครับbig smile

#48 By on 2009-06-24 21:08

แลกเปลี่ยนอยู่ค่ะ อีก๒ อาทิตย์จากลับแล้วค่ะ

บางทีก้คิดว่ามาอยู่ที่นี่ ๑๐ เดือน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะทำนู่นทำนี่ ทำอะไรไม่ได้ซะอย่าง
บางทีก้รุสึก พอเปนเด็กแลกเปลี่ยนแล้ว ใครๆจะสนใจมากกว่า (ออกแนวเรียกร้องความสนใจ วะฮะๆ)
แต่รีนเสียตรงที่ รีนเปนคนเบื่ออะไรง่ายๆนี่สิ กลายเป็นเบื่อตั้งแต่เดือนกุมภามานถึงตอนนี้
ภาษาก้...ยังรุสึกว่าไม่ดีเท่าไร
แต่ที่น่าตลกคือ คนที่ทำให้รีนอยากพูดเยอรมัน กลับไม่ใช่คนเยอรมัน แ่เปนคนฝรั่งเศสเนี่ยสิ
ตอนมีเรื่องจะย้ายโฮส ก้คิดว่าถ้าย้ายแล้วจะไม่เจอเพื่อนคนนี้ เลยเลิกคิดไป
ที่มีเรื่อง ก้เพราะโฮสเอารีนไปพูดเสียๆหายๆ จนไม่อยากจะเดินในร.ร.กับเมืองเลย
(เมืองมันเล็กน่ะ คนรุจักเดินผ่านกันให้ว่อน)

แต่โดยรวม... ก้ดีล่ะ
ถึงจะอยากย้อนเวลาไปซัก ๙ เดือนเลยก้ตาม

ชอบอ่านบลอนี้ค่ะ ขอแอดนะคะ (สิงมานาน เพราะโหลดเวบคีบอดช้าาา ขออภัยค่า)

Hot!

question question question

#49 By ~SirNeer~ on 2009-06-25 00:22

เมื่อกี้เพิ่งมีปัญหาทางภาษาอยู่เลยตอนกินข้าว ๕๕๕
บ้าบอ แต่แอบเคืองน้องที่ซ้ำเติม
angry smile

#50 By ~SirNeer~ on 2009-06-25 00:51