พูดถึงเครื่องวัดปริมาณความเค็มไปเมื่อวาน มีคนถามว่าเครื่องมันจะวัดได้ยังไงเพราะคนเรากินปริมาณความเค็มไม่เหมือนกัน คือเครื่องนี้วัดจากปริมาณไนโตเรียมอิออนในอาหาร ไม่ได้วัดจากเซนส์ทางความเค็มของผู้ผลิตหรือผู้ใช้นะคะ @_@;

 

  

คนญี่ปุ่นเองก็ไม่ใช่ไม่มีปัญหาทานเค็มค่ะ ถ้าใครกินข้าวนอกบ้านบ่อยๆนี่รับรองได้ว่าปริมาณความเค็มในอาหารเกินมาตรฐานที่ระบุอย่างแน่นอน คนที่จะระวังหรือใส่ใจเรื่องนี้ (โดยเฉพาะคนท้องอย่างโบว์จะเน้นเรื่องห้ามกินเค็มมาก จะมีปัญหากับครรภ์ -_-;) เค้าแนะนำให้ทานอาหารญี่ปุ่น และควรจะทำเองมากกว่าซื้อ เพราะจะคำนวณปริมาณเครื่องปรุงที่ใช้ได้

 

  

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าพวกราเม็ง สปาเก็ตตี้ ข้าวแกงกะหรี่ แฮมเบิร์ก ยากินิขุที่ทุกคนพูดถึง... มันไม่ใช่อาหารญี่ปุ่น (วะโชขุ) นะคะ @_@; ทุกอย่างที่ว่ามานี้โด่งดังเรื่องความเค็มอยู่แล้ว อย่าให้เด็กๆทานมากค่ะ m(_ _)m (ไปทานพวกเต้าหู้, เทมปุระ, อุด้ง, โซบะ ฯลฯ เอาค่ะ ถ้าต้องจิ้มโชยุหรืออะไรก็จิ้มแต่น้อยนะคะ ^_^;)

 

  

เรื่องวันนี้ที่อยากจะพูดถึงเกิดขึ้นเพราะก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสคุยกับคนญี่ปุ่นที่ทำงานเกี่ยวกับการรับเด็กทุนมาอยู่กับ Host family ในญี่ปุ่น คือเป็นคนกลางคอยหา host family ชาวญี่ปุ่นให้ และคอยรับฟังปัญหาของเด็กที่ได้ทุนมาญี่ปุ่นว่ามีปัญหาอะไรกับ Host บ้างยังไง? บางคนมีปัญหามากก็ต้องเปลี่ยน Host หา Host ให้ใหม่ อันนี้เป็นทุนแบบที่ host family ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรจากการรับเด็กมาอยู่ คือรับเด็กมา่อยู่แล้วก็ต้องดูแลความเป็นอยู่ ออกค่าอาหารค่าอะไรให้ทุกอย่าง (ส่วนใหญ่เป็นเด็กม.ต้น,ม.ปลาย)

 

  

เธอบอกว่าเด็กไทยที่มาญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กเรียบร้อยและเป็นเด็กดี แต่หลังๆหลายคนมีปัญหาในการมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นี่โดยเฉพาะการปฏิบัติตัวเรื่องการใช้เงินในการอาศัยอยู่กับโฮสแฟมิลี่...

 

  

เด็กบางคนคิดว่าคงมาจากบ้านที่มีฐานะ พ่อแม่คงส่งเงินและให้ค่าขนมมาเยอะ มาถึงก็มากว้านซื้อของแพงๆจำนวนมาก ใช้แต่ของดีๆ Host family เตือนเรื่องใช้เงินก็บอกว่าเป็นเงินของตัวเองที่พ่อแม่ตัวเองให้ ดังนั้นโฮสแฟมิลี่ไม่มีสิทธิ์มายุ่ง ตัวโฮสเองก็ลำบากใจ เพราะในบ้านก็มีลูกเล็ก และลูกของตัวเองก็สงสัยน้อยใจ (ที่เด็กต่างชาติมาถึงก็ซื้อไอพอด ซื้อเครื่องเกมที่อยากได้ทั้ง Wii,DS,PSP ซื้อเสื้อผ้าตามแฟชั่นเยอะแยะบลาๆ) การสั่งสอนลูกของตัวเองก็ตะกุกตะกักอีกต่างหาก (เด็กมันคงสงสัย เค้ารวยอย่างนั้นแล้วเค้ามาแย่งข้าวบ้านเรากินทำไม?)

 

 

  

จริงๆไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกถ้าพ่อแม่เราจะรวยแล้วเราก็บังเอิญหัวดีสอบได้ทุนมาญี่ปุ่น ถ้าเราเป็นเด็กมหาวิทยาลัยมาอยู่หอหรืออยู่อาศัยคนเดียว อยากใช้เงินไปกับการ์ตูน ของเล่น แฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้ากี่แสนกี่ล้านมันก็คงแล้วแต่ที่กระเป๋าตังค์พ่อแม่เราจะจ่าย คงไม่มีใครว่า... แต่พูดถึงการมาอยู่กับ Host family ในต่างประเทศมันก็มาในสถานะอีกอย่างที่แตกต่าง ควรจะระงับยับยั้งตัวเองไว้บ้างเหมือนกัน @_@;

 

  

มีเคสประมาณว่าเด็กมาญี่ปุ่นมาอยู่กับโฮสแล้วอยากดูคอนเสิร์ตของพี่นักร้องคนนี้มาก ยอมเสียเงินเป็นหมื่นๆเพื่อซื้อตั๋ว และพ่อแม่ตัวเองที่ไทยก็อนุญาต (และสนับสนุนค่าตั๋วค่าเดินทางให้) แต่ปรากฏว่าโฮสแฟมิลี่ทักท้วง ไม่ให้ไปดูเพราะมันไกลกลับดึก (บางคนขอไปถึงโตเกียว ต้องนั่งชินคังเซ็นไป และไปค้างอีกต่างหาก โฮสแฟมิลี่ที่อยู่ในฐานะพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กม.ปลายคงต้องคิดหนัก) เด็กก็คิดว่าโฮสแฟมิลี่ไม่มีสิทธิ์ห้าม เพราะพ่อแม่เราก็อนุญาตแล้ว -_-;

 

  

หลายคนก็บอกว่าพวกของที่บ้าช็อปมานั้นพ่อแม่เราก็เป็นคนให้แล้วก็อนุญาตทั้งหมด ดังนั้นโฮสแฟมิลี่ก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับการใช้เงินของเรา

 

  

หรือการที่เราจะไปเที่ยวกับเพื่อนที่ไหนยังไง เราบอกพ่อแม่ของเราที่ไทยแล้ว ดังนั้นโฮสก็ไม่มีสิทธิ์จะมายุ่งอีกเพราะพ่อแม่เราอนุญาต...

 

  

-_-; ยังไงดีเนี่ย...

 

  

บางทีมันก็พูดยากลำบาก เพราะว่าโฮสแฟมิลี่เนี่ย มีหน้าที่เป็นผู้ปกครองที่ต้องดูแลเราที่นี่ และบางครั้งก็ต้องยอมรับว่าโฮสแฟมิลี่เค้ารู้เรื่องของญี่ปุ่นมากกว่าพ่อแม่ของเราที่อยู่ที่ไทย (อย่ามาทำเจ้าเล่ห์) คือสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจไว้ก่อนในการได้ทุนแบบมาอยู่กับโฮสแฟมิลี่เนี่ย คือเรามาในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมที่ยอมรับสิทธิ์ได้รับการดูแลโดยโฮสแฟมิลี่ ระหว่างที่เราอยู่ญี่ปุ่นนี่โฮสแฟมิลี่มีเป็นตัวแทนพ่อแม่ เป็นผู้ปกครองของเรา ดังนั้นการที่เราจะไปไหนหรือทำอะไรก็ควรจะขอหรือบอกกับโฮสแฟมิลี่ไม่ใช่พ่อแม่

 

  

โฮสแฟมิลี่แต่ละครอบครัวก็มีแนวทางในการเลี้ยงลูกหรือมีกฏประจำบ้านแตกต่างกันไป นี่เป็นหนึ่งในโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เราต้องยอมรับ ส่วนใหญ่เค้าเลี้ยงลูกเึค้าก็กำหนดค่าขนมลูกเค้าเท่านั้นเท่านี้ หรือบางคนต้องให้ลูกตัวเองทำงานบ้านหรือช่วยงานอะไรถึงจะได้ค่าขนม ถ้าเป็นเด็กม.ปลายหรือมหาวิทยาลัยก็อาจจะต้องไปหางานพิเศษทำเพื่อเป็นค่าขนมของตัวเอง ดังนั้นการที่เราเอาเงินไปถลุงซื้อทุกอย่างที่อยากได้อวดร่ำอวดรวยให้เห็นมันก็ึคงจะไม่้ค่อยดีเท่าไหร่

 

  

การที่เราจะไปไหนมาไหน ถ้าโฮสแฟมิลี่ไม่อนุญาตเราก็ไม่ควรจะไป เพราะหากเราเป็นอะไรไปหรือเกิดอะไรขึ้นกับเรา คนที่ต้องรับผิดชอบด้วยก็คือโฮสแฟมิลี่ อย่าคิดถึงแต่ความสนุกของตัวเอง

 

  

ก็เข้าใจว่าหลายคนชอบญี่ปุ่นมาก โอกาสจะได้มาก็ไม่ใช่ง่ายๆ มาแล้วก็มีที่ที่อยากไป มีของที่อยากดูอยากซื้อ ถ้าอย่างนั้นต้องมาเองด้วยเงินตัวเอง ไม่ใช่มาด้วยทุนที่เค้าระบุว่ามีจุดประสงค์ให้เรามาแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม ถ้ามาแล้วจะมาซื้อกันดั้มมานั่งต่อคนเดียวในห้องไม่พูดไม่จากับใคร มันจะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันตรงไหนไม่เข้าใจเหมือนกัน -_-;

 

  

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้ห้ามซื้อของที่อยากได้ แต่ควรอ่านบรรยากาศนิดนึง อยากซื้อก็งุบงิบซื้อของเรา ใช้ของเราไปคนเดียว อย่าเที่ยวเอาไปอวดอย่างนั้นอย่างนี้ (จะ KY ไปไหน) จะต่อกันดั้มก็ต่อคนเดียวตอนดึกๆ เวลาเค้ากินข้าวดูทีวีคุยกันก็ควรจะพยายามคุยกับเค้า ไม่ใช่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องให้โฮสแฟมิลี่กังขาว่ามันจะมาญี่ปุ่นทำไม

 

  

เรื่องอื่นๆที่มีปัญหาก็อย่างเช่นบางคนบ่นอยากเปลี่ยนโฮสเพราะโฮสชอบใช้ให้ทำงานบ้าน @_@; ตัวเองเป็นนักเรียนมาแลกเปลี่ยน ไม่ได้มาทำงานบ้านหรือมาเป็นคนใช้เค้าที่นี่ (คือไอ่งานบ้านนี่แหล่ะก็เป็นหนึ่งในโครงการแลกเปลี่ยน) ตอนสมัยที่โบว์มาโบว์ต้องทำโอเบงโตเองทุกวันเหมือนกัน เพราะโฮสมีลูกสาวคนเดียวอยู่ป.6 แล้วเค้าก็ไม่ต้องมีโอเบงโต (เค้าก็ึคงขี้เกียจแหล่ะ) แต่ตอนนั้นโบว์ก็อายุแค่ 15-16 ทำอาหารไม่ค่อยจะเป็น ก็มั่วๆไปทุกวัน ส่วนใหญ่ก็พวกอาหารแช่แข็งทั้งหลาย แต่ก็ทำมาทั้งปี... นอกจากนี้ยังเป็นเวรช่วยกันทำอาหารกับน้อง (ป.6) นั่นแหล่ะ สองวันในหนึ่งสัปดาห์ หน้าที่ล้างจานนี่เกือบทุกวัน...แล้วยังทำความสะอาดบ้านให้อาทิตย์ละครั้งอีก... พูดถึงอยู่ที่ไทยก็ทำบ้างตามแต่จะถูกใช้ แต่ไม่จริงจังเท่านี้ @_@; จะว่าไปเป็นโอกาสนึงที่ดีที่ทำให้ได้เรียนรู้ว่าคนญี่ปุ่นเค้าทำอะไรกันยังไง พอมาเป็นแม่บ้านที่นี่จริงๆเลยรู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย...

 

  

อีกเรื่องที่มักจะมีปัญหากันคือ โฮสแฟมิลี่มักจะมีโปรแกรมนู่นนี่ให้เราทำ... ซึ่งบางทีมันก็ไปตรงกับที่เรานัดเพื่อนไว้หรือเพื่อนเค้าจะไปไหนกัน @_@; ส่วนใหญ่โบว์จะเอาโฮสแฟมิลี่เป็นหลัก... (เพื่อไม่ให้มีปัญหา) พูดตามตรงเลยว่า... บางทีคนที่เป็นโฮสแฟมิลี่เนี่ย.. เค้าก็อยากจะอวดเรากับแวดวงเพื่อนฝูงพี่ป้าน้าอาของเค้าเหมือนกัน (ตามความรู้สึก) ก็เป็นธรรมดานะ สมมุติเรารับเด็กต่างชาติมาอยู่ที่บ้านเราก็คงอยากจะพาไปไหนมาไหนด้วย อยากสอนนู่นสอนนี่ พาไปกินข้าวกับคนนู้นคนนี้ เจอเพื่อนเจอญาติเรา พยายามคิดไว้ว่าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนก็เหมือนนางงาม มีกิจกรรมสาธารณะอะไรให้ร่วมก็ควรจะไปร่วม เพื่อเป็นหน้าเป็นตาแก่ประเทศชาติของเราหน่อย

 

  

ปัญหาเรื่องของกินอีกอย่าง... คือถ้าเรารักจะมาแบบได้ทุน ก็ควรจะมีนิสัยเปิดกว้าง เข้ากับคนง่าย ปรับตัวง่ายหน่อย ไม่ใช่กินอะไรก็ไม่ได้ ของไม่ชอบก็เพียบ แต่เวลากรอกใบสมัครนี่เลอเลิศเพอร์เฟ็ค ยังไงก็ได้ ได้ทุกอย่าง (บางคนกลัวหมาหรือแพ้ขนแมวแต่ก็กรอกไปว่ารักสัตว์ อยู่บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงได้ พอมาจริงๆบอกแพ้ขนแมว -_-;) นัยว่้าตอนสมัครก็อยากได้ทุนมากไง จะเอาแต่ให้ได้ทุนก่อนอย่างเดียวแล้วค่อยว่ากัน อย่าลืมว่ามันเป็นทุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ไปกันเกือ