แล้วเราก็แต่งงานกันด้วยประการฉะนี้... ^_^;
posted on 16 Jun 2009 21:53 by hayashikisara in Diaryเนื่องจากมีคนหลวมตัว...อยากฟังเรื่องอดีตก่อนที่จะแต่งงานกับคุณฮายาชิเมื่อวานนี้ เลยทำให้รอดตัวมีอะไรอัพไปอีกหนึ่งวัน ^_^; ใครเคยฟังแล้วหรือไม่สนใจก็ข้ามโลดเลยนะคะ เจอกันใหม่วันพรุ่งนี้... สวัสดีค่ะ m(_ _)m
ส่วนใครที่คิดจะอ่าน ต้องทำใจว่ามันจะยาวมากประมาณเขียนเป็นนิยายได้... (แต่นี่ย่อแล้ว) กรุณาเตรียมหมอนผ้าห่มป๊อบคอร์นและกระถงกระโถนไว้ก่อน มันจะได้ไม่เลอะเทอะ...
เรื่องมันเริ่มเมื่อ 8 ปีที่แล้ว... เมื่อปี 2002 ท้าวความก่อนหน้านั้นนิดนึงว่า... ตอนที่อยู่เมืองไทยมีแฟนเก่าอยู่คนนึงที่ถึงขนาดหมั้นหมายกันแล้ว... แฟนเก่าคนนี้คบมา 4 ปี มันออกแนวละครเล็กน้อยคือ พ่อแม่ของแฟนเก่าคิดว่าจะให้ลูกเค้าไปเรียนต่ออเมริกา เลยอยากให้หมั้นหมายกันไว้ก่อน ถ้าลูกเค้าไปแล้วก็อยากจะให้เราตามไปด้วย ถึงตอนนั้นมันจะได้ไม่น่าเกลียด ที่บ้านก็เลยยอมให้หมั้น...ทั้งที่ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ (คิดว่ามันเร็วไป)
ก็หมั้นกันแบบจัดงานหมั้น เพื่อนๆมา ข้างบ้านรู้ทั้งหมู่บ้านกันไปแล้ว... ทว่าหลังจากนั้นทุกอย่างก็เงียบ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องไปเรียนต่ออเมริกาอีก @_@; เราก็เลยตัดสินใจครั้งใหญ่ทำตามความฝันของตัวเองโดยการทำเรื่องไปเรียนต่อญี่ปุ่นเองทั้งหมด ปรากฏว่าทุกอย่างผ่านฉลุย ก็เลยตัดสินใจไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นสมใจ (คิดว่าจะไปปีเดียวน่ะแหล่ะ)
จำได้ว่าคืนก่อนไปญี่ปุ่นโดนพ่อเค้าสาปแช่งแบบเสียผู้เสียคน (เมาแหล่ะ...) บอกว่าอย่างเราไปญี่ปุ่นก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ ทุกอย่างจะต้องล้มเหลว บลาๆๆ (จำได้ไม่หมด เพราะมันนานมาก เป็นชั่วโมงได้) แต่ก็อย่างว่า ใครก็รักลูกตัวเองเนอะ... -_-; เค้าคงไม่ชอบใจที่เราคิดจะไปเรียนต่อญี่ปุ่น คงลืมไปว่าทีแรกก็จะให้ลูกตัวเองไปอเมริกาก่อนแล้วทิ้งเราไว้เหมือนกัน... แต่สิ่งที่ทำให้ค้างคาใจที่สุดก็คือตัวแฟนเก่าเนี่ยไม่ได้ปกป้องเราแม้แต้น้อย ปล่อยให้พ่อว่าเราเสียๆหายๆทั้งที่นั่งอยู่ด้วยกัน... ขากลับ...เราถามตอนอยู่ในรถก็บอกแค่ว่าไม่ชอบให้เถียงผู้ใหญ่ (เลยปล่อยให้โดนด่าเหมือนไม่มีพ่อมีแม่) @_@; ตอนนั้นเป็นอีกครั้งที่รู้สึกไม่แน่ใจว่าเราจะไปด้วยกันได้
วันรุ่งขึ้น เราก็ไปญี่ปุ่นด้วยความรู้สึกแบบนั้น แล้วก็ใช้เวลาประมาณนึงกว่าที่ทุกอย่างจะค่อยๆลงตัว...
คอร์สภาษาญี่ปุ่นที่มาเรียนนั้นเป็นของมหาวิทยาลัยหนึ่งในเกียวโตที่มีเพื่อนสมัยเรียน Abac คนนึงมาเรียนอยู่ก่อนเมื่อครึ่งปีที่แล้ว ทุกอย่างเริ่มขึ้นตั้งแต่วันปฐมนิเทศ หลังจากพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ (นักเรียนต่างชาติก็เข้าร่วมด้วย) พอออกจากห้องประชุมมา บรรยากาศก็จะเหมือนในการ์ตูนที่มีรุ่นพี่จากชมรมต่างๆเต็มสนาม มาคอยหาเด็กใหม่เข้าชมรมกันใหญ่
จริงๆมันก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับเราเท่าไหร่เพราะไม่ใช่นักศึกษาใหม่ (คืออายุ 22 แล้วอ่ะนะ เหมือนจะอายุน้อย แต่แก่กว่าคนทั้งมหาลัย -_-;) เอาเป็นว่าเรากับเพื่อนปฏิเสธทุกชมรมที่เดินเข้ามาหา แล้วปกติชมรมพวกนี้พอได้ยินว่าเป็นนักเรียนต่างชาติ ก็จะเข้าใจหนีหายไปเอง (เหมือนกรูแขวนหลวงพ่ออะไรอยู่)
ทว่ามีอยู่ชมรมนึงที่ไม่กลัวพระ... คือชมรมร้องเพลงประสานเสียงนี่ล่ะ @_@; ไอ้หนุ่มที่มาชวนเราเข้าชมรมนี่เป็นเด็กปีสอง (ที่ท่าทางดูมืดมนๆ) พอได้ยินว่าเป็นคนไทยก็บอกว่าจะฮัมเพลงชาติไทยให้ฟัง (??) @_@; ถ้าทำได้...ตอนเย็นจะมีการแสดงเล็กๆของชมรม ให้ไปร่วมนะ...
ปรากฎว่ามันร้องทำนองเพลงชาติไทยได้จริงๆ (มารู้ทีหลังว่าเป็นพวก Mania เพลงชาติ สะสมเพลงชาติของประเทศต่างๆ -_-;) หลังจากไปร่วมงานของชมรมแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ก็พลาดท่าเสียทีไม่้รู้อีท่าไหน ไปเข้าชมรมเค้าได้ (ทั้งที่อ่านโน้ตดนตรีไม่ออก)
ยังไม่ทันจะได้เริ่มเข้าชมรมหรืออะไรกัน ทางชมรมก็จัดงานชมซากุระ (ฮานามิ) กันก่อนในคืนวันหนึ่งที่มารุยามะโคเอ็ง (ในเกียวโต ใกล้ๆมหาลัยนี่ล่ะ) ที่งานนั้นนี่เอง เป็นที่ที่เจอกับคุณฮายาชิึครั้งแรก (แต่มันมืด จำอะไรไม่ได้นอกจากมันตาโต ส่วนมันก็เดินตามหาชาวต่างชาติที่เข้ามาใหม่เพราะได้ยินรุ่นน้องบอกว่ามีชาวต่างชาติเข้าชมรมมา 2-3 คน มันยังด่ารุ่นน้องอีกว่าใครไปเอาชาวต่างชาติเข้ามาวะ!)
ทว่านับจากนั้น... คุณฮายาชิมันก็กลายเป็นพี่เลี้ยงชาวต่างชาติอย่างพวกเราไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ @_@; ทางชมรมมีโปรแกรมโครงการงานอะไรมันก็จะโทรหรือส่งแมสเสจหาเราตลอด (เหมือนเีราเป็นตัวแทนองค์กรชาวต่างชาติในชมรม) บางทีมันก็นัดให้เรามาซ้อมก่อนเฉยเลยเพราะว่าเราอ่านโน้ตไม่ออก (ทว่าปัจจุบันก็ยังอ่านไม่ออกอยู่) @_@; เราลงไปซื้อน้ำ มันก็ตามลงมาเพื่อจะบอกว่า ห้ามเอาน้ำขึ้นไปกินข้างบนนะ (แล้วเมิงปล่อยกรูลงมาทำไม) ดังนั้นต้องไปนั่งดื่มน้ำกับมันในโรงอาหารให้หมดก่อน อะไรอย่างนี้เป็นต้น... บางครั้งมันก็ทำตัวดูเหมือนจะปกป้อง อย่างไปคาราโอเกะกันหลังเลิกซ้อม ก็มีคนในชมรมมาชวนเราคุย (คงอยากเป็นเพื่อนด้วย) แต่ออกแนวพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง เสียงอยู่ในลำคอ แล้วก็ชวนคุยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ คุณฮายาชิก็เข้ามาแทรก แล้วก็มาเอาเราออกไป คือ...มาคิดทีหลังมันก็ทำอะไรเท่ห์ๆหลายอย่าง (แม้หน้าจะไม่ให้) แต่เราไม่คิดอะไรเพราะหนึ่งมันอายุน้อยกว่า (แต่โคตรทำตัวเป็นใหญ่) สองเรามีแฟนอยู่แล้วที่ไทย และสาม คิดว่ามันเป็นพี่เลี้ยงชาวต่างชาติ... (จากการทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของนักเรียนต่างชาติของมันทำให้ไม่มีใครในชมรมกล้ามาเป็นเพื่อนด้วย -_-; สุดท้ายเราก็ไม่มีเพื่อนเลยซักคน รู้สึกตัวอีกทีก็มีแต่มันคนเดียว...)
ระหว่างนั้นเราก็มีปัญหากับแฟนเก่าเราต่อไป (เหมือนละครไทยดีแท้) จริงๆไม่ใช่เราไม่รักแฟนเก่านะ เราก็ลงทุนไปถามเกี่ยวกับวีซ่า ถามอะไรให้ คือเราก็อยากจะเรียกให้แฟนเก่าเรามาเรียนที่นี่ด้วยกัน ก็ยังหวังว่าเราจะลงเอยกันอยู่ แต่ก็ผิดหวังที่รู้ว่ามันเป็นไปได้ยาก แล้วตัวแฟนเก่าเราเองก็ไม่กระตือรือร้นที่จะอยากมาเท่าไหร่ ซ้ำยังไม่โทรมาหาอีกด้วย... ถ้าถามถึงนิสัย เค้าก็เป็นคนดี รักเพื่อนฝูง(มากกว่าแฟน) เป็นคนของสังคม งานอดิเรกชอบแต่งรถ มีเรื่องให้ใช้เงินตลอด (เงินเดือนเท่ากันแต่ไม่มีเงินเก็บ หลายอย่างเราต้องออกให้อีกต่างหาก) จริงๆเราสองคนก็ไม่ค่อยมีอะไรเหมือนกัน งานอดิเรก ความชอบ สไตล์การใช้ชีวิตก็ไม่เหมือนกันเท่าไหร่
แต่สิ่งที่ทำให้เราเสียใจมากก็คือ วันนึงเค้าโทรมาหาแล้วก็คุยกับเรานานมาก คือเราเข้าใจว่าเค้าคิดถึงแล้วก็ยอมเสียเงินโทรมาหา แต่มารู้ทีหลังว่าเค้าแอบเข้าไปในบ้านเราตอนที่ไม่มีใครอยู่ (จะเรียกว่าแอบก็ไม่ถูก เพราะเค้าเข้าออกบ้านเราเป็นปกติ รู้ว่ากุญแจอยู่ตรงไหน) แล้วก็มาใช้โทรศัพท์ที่บ้านของเรา...
ทำให้แม่ต้องเสียเงินค่าโทรทางไกลต่างประเทศแพงมาก...
และมารู้ทีหลังอีกว่าเค้าออกจากงานโดยที่ไม่บอกเรา ที่แย่กว่านั้นคือ ออกจากงานแล้วไปทำงานกับบริษัทแฟนเก่าของเค้า... (คือเป็นลูกน้องแฟนเก่าของเค้านั่นเอง)
... พอถึงตอนนั้นก็ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า เรื่องของเรามันคงไม่ไหวแล้วมั้ง... แล้วเราก็เริ่มคิดอยากจะต่อโทที่ญี่ปุ่นนี้ด้วย ไม่รู้จะใช้เวลาอีกกี่เดือนกี่ปี เค้าเองก็ยืนยันว่าอยากจะไปอเมริกา (ทุกวันนี้เค้าก็ได้ไปสมใจ และได้ทำงานอยู่ที่อเมริกาจริงล่ะนะ ^_^;) แบบว่ามันสองทางเดินแล้วล่ะต้องยอมรับ -_-; (สุดท้าย เราบินกลับไทยเพื่อไปจัดการเรื่องที่ค้างคาให้เด็ดขาด เราก็เลยเลิกกันด้วยประการฉะนี้)
กลับมาที่ไอ้อ้วนแว่น...จริงๆก็เห็นมันเป็นน้องชายนะ พอเริ่มสนิทกันขึ้นเพื่อนเราก็ถามมันว่า ชอบใครในชมรมนี้หรือเปล่า? มันดูกระตุกไปอย่างเห็นได้ชัด @_@; เลยได้รู้ว่าจริงๆมันเคยมีแฟนในชมรมเดียวกันนี้แหล่ะ คบกันมาตั้งแต่ปีหนึ่้งจนถึงปี 4 เพิ่งเลิกกันไปเมื่อเดือนมกราที่ผ่านมาโดยผู้หญิงเป็นฝ่ายขอเลิก... คือผู้หญิงเป็นคนใจร้อน อะไรนิดหน่อยก็ขอเลิก แล้วเดี๋ยวก็มาขอคืนดี ตั้งแต่คบกันมาเป็นอย่างนี้มา 4 ครั้งแล้ว
ที่สำคัญ... ผู้หญิงคนนี้ก็น่ารัก เป็นนักร้องนำคนเก่งของ Soprano Part (ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาึคบกับมัน?) ส่วนคุณฮายาชิก็เป็นหัวหน้าของ Tenor ที่เก่งเหมือนกันแล้วก็เป็นหัวหน้าชมรมเมื่อปีที่แล้ว แบบว่าเป็นคู่ดังที่คนในชมรมรู้จักกันดี ทุกคนชื่นชมเพราะเก่งกันทั้งคู่...
และ...คนในชมรมไม่รู้ว่าเลิกกัน @_@; เราว่าคุณฮายาชิเป็นผู้ชายที่ดีมากก็ตรงที่ไม่บอกใครว่าเลิกกันนอกจากผู้หญิงจะเป็นฝ่ายบอกคนอื่นเอง เพราะคิดว่าผู้หญิงก็มีสังคมและมีหน้ามีตาในชมรม ไม่ใช่เรื่องที่เค้าซึ่งเป็นผู้ชายต้องประกาศบอก เลยกลายเป็นว่าทุกคนคิดว่าเค้ายังคบกันอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าเลิกกันเลย
... พอมีตัวละครที่สำคัญโผล่มาอีกตัว ก็เริ่มรู้สึกใจหายนิดๆ -_-;
เวลาผ่านไป... เรากับคุณฮายาชิก็ยังสนิทกันเหมือนเดิม (เมล์คุยกัน โทรคุยกัน ปรึกษานู่นนี่ สัพเพเหระ) จนกระทั่งทางชมรมมีกำหนดการจะเข้าค่ายฝึกซ้อมแถวบิวาโกะ ตอนแรกคุณฮายา่ชิติดทำงานพิเศษและบอกว่าจะไม่ไป ส่วนเราไม่มีอะไรทำก็ไปด้วย คุณฮายาชิก็มาพูดกับเราเหมือนว่าถ้าเราไปเค้าก็จะไป (คือบางทีมันก็ชอบพูดอะไรก้ำกึ่ง เหมือนจะให้คิด แต่ถ้าคิดก็จะกลายเป็นเข้าข้างตัวเอง) แต่จะตามไปตอนกลางคืน ทำงานพิเศษเสร็จแล้วจะไป แล้วยังเล่าให้เราฟังอีกว่า... แฟนเก่าคนนั้นมาขอคืนดีแล้ว และขอคำตอบในการเข้าค่ายครั้งนี้ด้วย...
@_@; (ไม่รู้จะคอมเม้นต์อะไร) คือตอนนั้นคิดว่าเค้าคงจะไปคืนดีกันล่ะ เพราะมันเป็นอย่างนี้มา 4 ครั้งแล้วนี่ แบบว่ารู้สึกโหวงเหวงบอกไม่ถูก (ทำไมไม่รู้ รู้สึกถึงความแก่ขึ้นมาอย่างแรง เฮ้อ... หนุ่มสาวนี่มันดีจริงน้อ T^T)
แล้วก็เป็นเรื่องอีก เพราะตอนคุณฮายาชิตามมาตอนกลางคืนเนี่ย เป็นตอนที่เค้าแบ่งห้องนอนกันไปแล้ว ตอนเรากำลังจะเข้านอนเค้าแมสเสจมาถามว่าอยากกินขนมอะไร จะซื้อเข้าไปให้ เราตอบโปเตโต้ชิพก็ได้... ปรากฎว่ามันดึกแล้ว คุณฮายาชิไม่อยากเข้าไปห้องฝั่งผู้หญิง เลยเอามาให้ทางหน้าต่าง
ซึ่งมันไม่ใช่ห้องที่เรานอน... -_-; (กรุไม่ได้นอนห้องน้านนน ไหนล่ะโปเตโต้ของกรู T^T)
เป็นห้องแฟนเก่าเค้านอนพอดี ^_^; ในห้องก็เลยกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ (อย่าลืมว่าทุกคนไม่รู้ว่าเค้าเลิกกันไปแล้ว) และแฟนเก่าเค้าก็คงดีใจ... คิดว่าคุณฮายาชิซื้อมาให้ แล้วก็คิดว่าคงจะคืนดีกันได้เหมือนที่ผ่านๆมา (น่าจะเป็นลางดีสำหรับเค้า...) หลังจากนั้นสาวๆในห้องก็คุยเรื่องหนุ่มๆกัน เพื่อนเราอยู่ห้องนั้นพอดี เึค้าก็ให้เดาว่าในชมรมนี้ใครเป็นแฟนกันใคร (การ์ตูนจริงๆ) แล้วแฟนเก่าคุณฮายาชิก็บอกกับเพื่อนเราเองว่า เค้าเป็นแฟนของคุณฮายาชิ (ก่าง..ง...)
ตอนที่เพื่อนเล่าให้เราฟัง เราเริ่มกังขา...สงสัยจริงๆแล้วเค้าไม่ได้เลิกกันจริงๆม้าง... ก็คิดดูว่าไม่มีใครรู้ แล้วทุกอย่างก็เป็นคุณฮายาชิบอกเราเองทั้งหมด มันต้องโกหกเราแน่ๆ -_-; (กล้าหลอกคนแก่เหรอ หนอย...)
เข้าค่ายวันที่สองเป็นเรื่องบังเอิญมากที่เราจับสลากได้นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกับคุณฮายาชิ @_@; (สองมื้อได้) หลังจากนั้นไม่ว่าจะมีกิจกรรมอะไรเกี่ยวกับสมาชิกใหม่ ไอ้คุณฮายาชิมันก็จะเสนอหน้ามานั่งด้วยทุกงาน จนการอธิบายเรื่องต่างๆของชมรมจบและปล่อยฟรี คุณฮายาชิมาชวนเราเล่นเกมอะไรซักอย่าง (ถ้าจำไม่ผิด あっちむいてほい!) แล้วบอกว่าใครแพ้ต้องเลี้ยงน้ำ... ปรากฎว่าเราแพ้ มันพยายามทวงให้เลี้ยงน้ำอยู่นั่น -_-; เราสองคนก็เลยออกจากห้องไปอย่างไม่มีพิรุธ
ตอนลงไปซื้อน้ำ คุณฮายาชิชวนไปนั่งดื่มตรงห้องเล็กๆห้องนึงเหมือนล็อบบี้ คือมันไม่ได้มีผนังมีประตูอะไรอ่ะนะ มีโซฟาให้นั่งคุย ก็คุยกันนาน...จนกระทั่งหลังอาหารเย็น มีงานเลี้ยงต้อนรับ แบบว่ามีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย (ได้ข่าวพวกแกรส่วนใหญ่ยังไม่บรรลุนิติภาวะนะเว้ยเฮ้ยยย!) เราจำได้ว่าเค้าแบ่งเป็นกลุ่มๆนั่งโต๊ะ แล้วเราก็ดื่มของเราอยู่ดีๆ ไอ้นี่ก็เดินมาหยิบแก้วจากมือเราออก อยู่ๆก็บอกว่าห้ามเราดื่มแล้ว... @_@; (ได้ข่าวว่าชั้นอายุมากกว่าแก) จากนั้นก็ไปหาเครื่องดื่มอย่างอื่นมาให้ แล้วก็มานั่งตรงนั้น... (ทุกคนดูงงๆกันไปเล็กน้อย...) <-- ไม่มีใครกล้าถามว่า มันมานั่งตรงนี้ทำไม?
ตอนนั้นเราใส่นาฬิกาข้อมืออยู่เรือนนึง (ซื้อมา 199 บาทที่ไทย สีแดงแว้งเชียว -_-;) คุณฮายาชิก็ขอดู แล้วเอาไปใส่ (เมาป่าววะ?) พอดีกับที่มีแมสเสจเข้ามาทางมือถือคุณฮายาชิ... ปรากฎว่าจากแฟนเก่าคนนั้น... เรียกออกไปคุย @_@;
ตอนนั้นเป็นครั้งแรกนะที่เรารู้สึกว่ากระสับกระส่าย ทุกคนนั่งคุยนั่งดื่มกันต่อ (แต่จำไม่ค่อยได้) จนนานมาก... คิดว่าจะไปนอนอยู่แล้ว แต่มีแมสเสจเข้ามาทางมือถือพอดี... จากคุณฮายาชิ บอกว่าให้ลงไปเอานาฬิกาคืนที่ชั้นล่าง จะรออยู่ที่ห้องที่นั่งดื่มน้ำกันเมื่อตอนกลางวัน
เราก็เลยลงไป... ปรากฏห้องนั้นมันปิดไฟมืดสนิท @_@; แต่คุณฮายาชิก็นั่งอยู่ ดูซึมๆเล็กน้อย เราไม่ถามอะไร จะรับนาฬิกาคืนอย่างเดียว แต่คุณฮายาชิดึงไว้ (เหมือนในหนัง) บอกว่าเค้ารู้สึกว่าเป็นคนแย่มากที่ปฏิเสธแฟนเก่าไปเรื่องขอคืนดี (อ้อ... เค้าปฏิเสธแฮะ...)
จากนั้นก็ยืนอ้ำอึ้งอยู่ในความมืด... เราก็ยืนนิ่งไม่กล้าออกไป ได้ยินอะไรประมาณว่าเค้าไม่สามารถกลับไปคืนดีกับแฟนเก่าได้เพราะว่าเค้าชอบคนอื่นไปแล้ว... ระหว่างกำลังตะลึงอยู่นั่นเอง รุ่นน้องของคุณฮายาชิที่อยู่ Tenor ด้วยกันก็เดินผ่านหน้าห้องอย่างได้จังหวะ (มันเป็นตัวประกอบเรอะ!) @o@!
อาการตอนหันมามองประมาณว่าตาเหลือก! (ที่เห็นคุณฮายาชิอยู่ในห้องมืดๆนั้นกับเราสองคน) คิดแล้วยังขำไม่หาย เพราะหลังจากที่เห็นเราสองคนมันก็รีบหันกลับไป (แล้วรีบจ้ำอ้าวเหมือนบอกตัวเองว่า ไม่.. กรูไม่เห็นอะไรเมื่อกี้นี้ มันคือภาพลวงตา!)
ตอนแรกเรากังวลมากเพราะกลัวว่าจะเกิดภาพไม่ดี แต่คุณฮายาชิบอกว่าไม่ต้องห่วง เพราะหมอนั่นเป็นรุ่นน้องสายตรงของมันเอง (คงไม่กล้าบอกใครเด็ดขาด) จากนั้นก็บอกให้เปลี่ยนที่คุยกัน... มันก็พาขึ้นไปตรงห้องญี่ปุ่นว่างๆ (คือมันจะมีห้องหลายห้อง ซับซ้อนมาก) แต่ก็ไม่ได้เปิดไฟคุยกัน ยังไม่ทันได้คุยอะไรเป็นกิจจะลักษณะเพราะเรามัวแต่ถามเรื่องที่เค้าปฏิเสธแฟนเก่าไป (เมื่อกี้ว่าอะไรนะ? ช่วยบอกอีกรอบซิ...) ปรากฏว่าได้ยินเสียงคนกลุ่มใหญ่เดินผ่านหน้าห้อง...
ห่_ ติดกันมันเป็นอ่างล้างหน้าแปรงฟันของพวกผู้ชายนี่หว่า @o@!! (เพิ่งรู้สึก!) แบบว่าได้ยินเสียงคุยกันสนุกสนานมาก แล้วก็เดินผ่านห้องที่เราสองคนนั่งอยู่ไปแปรงฟันเป็นกลุ่มๆ ลองคิดดูดีๆแล้ว... ถ้ามีใครมาเห็นเข้าตอนที่เราอยู่กันในห้องมืดๆสองคนอย่างนี้นี่จะไม่มีคำแก้ตัวอะไรใดๆเลย... (ถูกส่งกลับประเทศแน่กรู!) ทำไมเราตามมันมาในห้องนี้ได้วะเนี่ย เฮ้ยยยย!
ตอนนั้นจำได้ว่าถอยห่างจากมัน แล้วก็พยายามทำตัวลีบติดข้างฝาเอาไว้ (ประมาณว่าถึงมีคนเปิดมาก็ต้องไม่เห็นกรู...) เรามองไม่เห็นหน้าตาคุณฮายาชิ แต่ได้ยินเสียงหัวเราะ (เฮ้ย! เอ็งอย่าหัวเราะ เดี๋ยวรู้กันว่ามีคนอยู่) จากนั้นมันก็เดินเข้ามาใกล้ เอานาฬิกามาใส่ให้ แล้วบอกว่าจะไปถ่วงเวลาคนพวกนั้น ให้เราเผ่นแน่บกลับไปนอนไป
ได้ยินเสียงมันออกไปทำโหดใส่พวกที่ยืนแปรงฟันกันอยู่ (น่าสงสารจัง) ไอ้พวกที่แปรงฟันคงไม่รู้เหมือนกัน กรุทำไรผิดเนี่ย? (ส่วนเราไม่รู้ละ หนีโลด)
โกยแน่บกลับห้องนอนโดยตอบคำถามเพื่อนไม่ได้ว่าไปไหนมา... สักพักก็มีแมสแสจเข้ามาทางมือถือ... บอกว่า “好きです。付き合ってください。” (ไม่ขอแปลได้มั้ย... เอาเป็นว่าสารภาพรัก ขอคบกันเป็นแฟน)
ตอบอะไรไม่ถูก เลยอึ้งไปพักใหญ่... ซักพักเมล์มาอีก “I love you” .... อ้อ... มันแปลเป็นเวอร์ชั่นอังกฤษมา คงคิดว่ากรุอ่านไม่ออก -_-; (กรุก็ร่ำเรียนเอกญี่ปุ่นมาหลายปี แค่นี้อ่านออกน่ะ)
สับสนในจิต เลยตัดสินใจไม่ตอบ... นอนไม่หลับถึงเช้าแน่ะ -_-;
พอตอนเช้า ออกจากห้องมารวมตัวกัน เป็นวันกลับแล้ว จริงๆต้องกลับพร้อมกัน ปรากฎว่าคุณฮายาชิไม่ยอมมากินข้าวเช้า แล้วก็ลากกระเป๋าออกไปคนเดียวเงียบๆ ไม่พูดไม่จาไม่ทักไม่อะไรใครอีก (เวร... กรุผิดแล้วไหมล่ะ) เพื่อนเราที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก็ลากตามมันไป (ด้วยความที่ปกติพวกเราสนิทกับคุณฮายาชิ) ก็ตามไปขึ้นรถไฟ ไปนั่งกับมันอีก (ซึ่งมันทำหน้าซังกะตายมาก)
ที่นั่งในรถไฟเป็นแบบนั่งหันหน้าหากัน 4 คน เพื่อนเราสองคนนั่งด้วยกัน ส่วนเรานั่งติดกับมัน บรรยากาศเลวร้ายสุดๆ (แต่เพื่อนไม่รู้ตัว ยังคงนั่งคุยกันไป) คุณฮายาชินั่งเล่นโทรศัพท์โดยไม่สนใจพวกเราแม้แต่น้อย สักพักก็พูดขึ้นมาว่า ได้ยินเสียงโทรศัพท์ใครดัง? ทุกคนก็เลยยกขึ้นมาดู... ของเราเอง มีแมสเสจส่งเข้ามา
ก็จากมันนี่หว่า...
คือมันขอโทษเรื่องเมื่อวาน...ที่สารภาพรักกระทันหัน แต่อยากให้รู้ว่า มันไม่ได้เมา... -_-;
คุยไปคุยมายังไงไม่รู้... (แมสเสจคุยกัน ทั้งที่นั่งติดกันอยู่) ไปตอบตกลงเดทกับมันตอนไหนจำไม่ได้... รู้สึกตัวอีกที หลังเลิกซ้อมของเย็นวันหนึ่ง มันก็พาเดินออกจากมหาวิทยาลัย ตรงไปฟุชิมิอินาริจินจา (วัดที่มีเสาโทริอิเป็นพันต้นนั่นแหล่ะ อยู่แถวมหาวิทยาลัยพอดี ไปเดินบ่อย จริงๆมันก็ไม่เห็นมีอะไร ทำไมคนไทยชอบไปกัน?) เอา้เป็นว่าการเดทครั้งแรกของเราไปเดทกันที่ศาลเจ้า @_@; ต่างจากที่ผ่านมาในชีวิตข้อยอย่างสิ้นเชิง ปกติเค้าชวนไปดูหนังกินข้าวกันไม่ใช่เหรอ???
แล้วนี่... มันชวนให้ซื้อโอเบงโตขึ้นไปกินข้างบน จริงๆเราก็ไปหลายครั้งแล้วนะศาลเจ้านี้ แต่เราไม่เคยลัดเลาะขึ้นไปสุดๆเลยซักที @_@; พอขึ้นไปมันจะมีทางแยกเป็นสุสาน (ที่คนปกติเค้าคงไม่เดินขึ้นไป) วันนั้นมีรายการอะไรไม่รู้มาถ่ายทำประมาณรายการถ่ายวิญญาณกันอีกต่างหาก -_-; (เมิงมาถ่ายทำอะไรกันวันนี้) ประมาณว่าเหมือนมีผู้มีพลังจิตมาเดินหาผี (ส่วนคู่เรามาเดทกันตรงสปอตที่เค้าหาผีกันเนี่ยแหล่ะ) คุณฮายาชิพาเดินตัดสุสานอย่างชำนาญ ขึ้นไปข้างบนมันจะเป็นที่ว่างๆมืดๆ แต่...
เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นทั่วเกียวโต @o@.... เป็นวิวกลางคืนที่สวยมากๆ สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา... ทุกวันนี้ยังประทับใจอยู่เลย... ลืมที่ข้างล่างเค้าหาผีกันไปสิ้น...
คุณฮายาชิสารภาพรักอีกรอบตรงนั้น... แล้วเราก็คงเริ่มคบกันหลังจากนั้นมั้ง...
พอเราจบคอร์สภาษา ก็ตัดสินใจเรียนต่อคอร์สวิจัยเพื่อจะเรียนปริญญาโทในปีต่อไป ส่วนคุณฮายาชิก็หางาน เงื่อนไขของมันคือต้องอยู่ในแอเรียที่เราสามารถเดินทางไปมหาวิทยาลัยได้... เพราะมันต้องการให้เราย้ายมาอยู่ด้วยกัน... @_@;
โดย... บินไปหาแม่้เราที่ไทย เพื่อขอให้เราย้ายมาอยู่ด้วยกัน เนื่องจากต้องการจะเก็บเงินแต่งงานให้ได้เร็วๆ (เอ่อ.. ปีนั้นมันเพิ่งอายุ 20) ที่บ้านเราตกใจมาก @_@; เพราะมันมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วมันไม่ยอมนอนโรงแรม (เจือกจะค้างบ้านกรุอีก) ที่ว่าคุยก็ใช่ว่าจะคุยกับเค้ารู้เรื่อง (เพราะมันพูดภาษาญี่ปุ่นได้ภาษาเดียว ไม่เคยมีเพื่อนต่างชาติ ไม่เคยไปต่างประเทศหรือสนใจต่างประเทศแม้แต่น้อย ประเทศไทยอยู่ตรงไหนก็หารู้จักไม่) สรุปว่ากรุต้องมานั่งแปลอะไรที่ขัดๆเขินๆและจั๊กกะเดียมเป็นอย่างมาก -_-;
แต่ที่ผิดคาดก็คือ แม่อนุญาต และแม่ก็บินมาดูถึงญี่ปุ่น... เราก็เลยย้ายมาอยู่ด้วยกันด้วยประการฉะนี้... ปีต่อมามันก็เก็บเงินแต่งงานได้ (เร็วสุดๆ) และก็ขอแต่งงาน... หลังจากคิดถี่ถ้วนแล้ว... เลยตัดสินใจไม่ต่อโท แต่งงานกับมันแล้วกันวะ! ทั้งที่ตอนวันจดทะเบียนมันยังอายุ 21 อยู่นี่แหล่ะ... (เสี่ยงชิบ)
ไม่้น่าเชื่อว่า่มันจะรอดเนอะ ^_^; ตอนนี้มีบ้านอยู่... ลูกก็จะสองแล้ว เวลาผ่านไปเร็วจัง... แต่มันก็เพิ่งจะอายุ 28 ไปเมื่อต้นปี -_-; (ลูกสองแล้วเรอะ!) ตั้งแต่แต่งงานมา มันก็ยังเหมือนเดิม เคยเป็นไงก็เป็นงั้น... ถ้าเป็นอย่างนี้กันไปได้เรื่อยๆ ก็คงดี ^_^
คิดถึงวันเก่าๆแล้ว...ช่วงหนุ่มสาวนี่มันดีจริงๆ... แต่มีอายุก็มีความสุขของคนมีอายุ ^_^ อยู่กันสองคนก็มีความสุขแบบหนึ่ง มีลูกก็มีความสุขอีกแบบหนึ่ง... ซักวันนึงถ้ามีหลาน ก็คงจะได้มีความสุขกันอีกแบบหนึ่งเนอะ ^_^
ป.ล. ส่วนแฟนเก่าของคุณฮายาชิก็ไปแต่้งงานกับรุ่นน้องในชมรมอีกคนนึง (เป็นที่ฮือฮาเช่นกัน) คือรุ่นน้องคนนี้ก็อยู่ Tenor เหมือนคุณฮายาชิ แล้วสมัยที่ซ้อมร้องเพลง หมอนี่ได้รับเลือกให้เป็นชิคิฉะ (วาทยากร?) เวลาซ้อมจะโดนเจ๊เธอด่าทุกวันๆๆๆ @_@; (เจ๊น่ากลัวมากเวลาด่าน้องคนนี้...) แล้วไม่รู้เป็นไงมาไงถึงแต่งงานกัน ตอนนี้มีลูกสาวหนึ่งคน เพิ่งคลอดปีที่แล้วค่ะ ^_^ (สงสัยเป็นซึนเดเระ...) โลกนี้ก็แปลกดี...
ป.ล. 2 อ่านจบหรือเนี่ย?? @_@;
หนูก็เลยเกิดมาด้วยประการฉะนี้ไงลูก ^_^


)
แต่อ่านจบทุกบรรทัดค่ะ สนุกดี
เป็นเรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิยาย น่าทึ่งจริงๆ ค่ะที่ตั้งแต่อายุ 20 นี้ดๆ ก็มีคนรักถึงขนาดหมั้นหมายกัน ท่าทางจะเป็นคนจริงจังทั้งคู่เลย
คุณฮายาชิเด็ดเดี่ยวมากเลยนะคะเนี่ย ไม่เคยรู้จักประเทศไทยแท้ๆ แต่ก็ไป ส่งเมสเสจสารภาพรัก แล้วก็ทำงานเก็บเงินแต่งงานภายในเวลา 1 ปี
อืม แต่ลองคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วมันก็ดูเป็นพรหมลิขิตดีเนอะ
น่ายินดีด้วยค่ะที่ได้เจอกันเหมือนนิทานแล้วก็ได้รักกันมีความสุขแต่งงานกันแบบไม่คาดฝันแบบนี้
ปล. ลองไปทำแบบทดสอบจากเว็บเดิมที่โบว์ลิงค์ไว้เพิ่ม บางอันก็ตรงดีเหมือนกันนะคะ สนุกดี ว่าแต่คนญี่ปุ่นก็ทายอะไรแปลกดีเนอะ...complex ในเรื่องรัก...
#1 By Hong on 2009-06-16 22:17