[อยากเรียนที่ญี่ปุ่น] เรียนภาษาหรือเซมมงกักโกหรือปริญญาโทดี? @_@;
posted on 07 Oct 2008 07:38 by hayashikisara in Japan
เป็นคำถามท็อปฮิตที่ลูกๆเพื่อนแม่ถามกันมาทุกปี.. ทั้งที่ไอ่เราก็หมดวัยเรียนมานานแล้ว.. -_-; (แปลว่าแม่เราแก่สุด?? เพราะลูกๆเพื่อนยังเรียนม.ปลาย มหาลัยกันอยู่..ส่วนอีนี่..แต่งงานมีปั๋วลูกหนึ่งไปแล้ว -_-;)
คือคนที่เรียนเอกภาษาญี่ปุ่น.. ก็ต้องมีความคิดอยากมาญี่ปุ่นบ้างไม่มากก็น้อย แล้วบางคนเรียนจบมาแล้วก็รู้ว่า มันยังใช้อะไรไม่ค่อยจะได้ทันที.. อยากไปเรียนเอาสำเนียงภาษาญี่ปุ่นก่อน.. ส่วนบางคนไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาเลยแต่ชอบวิชาการความรู้ของญี่ปุ่น อยากมาเรียนปริญญาโทหรือเรียนแฟชั่น อนิเมท คอมพิวเตอร์ที่ญี่ปุ่นนี่..
แล้วก็ถามว่า..พี่.. หนูจะไปเรียนไรที่ญี่ปุ่นดี? หนูอยากเรียนคาแรคเตอร์ดีไซน์ ควรเรียนเซนมงกักโก (โรงเรียนเฉพาะทาง) หรือเรียนปริญญาโทดี แล้วต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นแค่ไหน? ต้องเรียนภาษาก่อนหรือเปล่า ต้องเรียนกี่ปี..
คือ.. พี่ก็ไม่ใช่โปรทางด้านนี้... แล้วก็ไม่ใช่ศูนย์แนะแนว... อาจจะเป็นการบังอาจไปหน่อยถ้าจะแนะนำน้อง..เพราะมันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว.. แต่ถ้าคิดว่าอยากฟังจากคนที่ผ่านมาหลายปีแล้วประกอบ..ก็อาจจะพอช่วยได้และอาจจะแนะนำอะไรที่มันไม่เหมือนศูนย์แนะแนวได้บ้าง.. ก็ขออนุญาตแนะนำแล้วกันค่ะ m(_ _)m
เอาแบบ..มาทุนตัวเองแล้วกัน เพราะคนที่ได้ทุนมาก็ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าโรงเรียนภาษา เซมมงกักโก ปริญญาโทมันต่างกันยังไง..
โรงเรียนภาษา
หลักๆแบ่งออกเป็นสองแบบ.. คือโรงเรียนสอนภาษาสำหรับชาวต่างชาติไปเลย กับคอร์สภาษาญี่ปุ่นตามมหาวิทยาลัย
1. โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น : เรียนค่อนข้างจะหนักหน่วง การบ้านจะเยอะหูดับตับไหม้ แต่ค่อนข้างจะเน้นให้เราได้ภาษาเร็วๆและหลายที่มักจะมีสอนคันจิหรือสอนให้ตั้งแต่ภาษาญี่ปุ่นขั้นต้น ราคาค่าเรียนก็จะแพงพอสมควร
2. คอร์สภาษาในมหาวิทยาลัย : เหมาะสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่คิดจะต่อคอร์สวิจัยหรือป.โทของมหาวิทยาลัยนี้อยู่แล้ว ข้อดีคือค่าเรียนก็จะถูกกว่าข้างนอกนิดหน่อย เผลอๆอาจจะมีสิทธิ์ได้อยู่หอของมหาวิทยาลัยซึ่งราคาก็จะไม่แพงมาก แต่การเรียนคอร์สภาษาญี่ปุ่นแบบนี้ไม่เหมาะกับคนที่ไม่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นหรือมีความรู้น้อย เพราะจะไปเร็วมากและแทบไม่สอนคันจิกันแล้ว.. ต้องประมาณอ่านออกเขียนได้หมด เจอคนจีนเข้าไปในคลาสก็ท้อแทบเก็บของหนีกลับบ้านหมด.. T^T
ข้อควรระวัง : ทั้งสองที่จะมีค่าแรกเข้าด้วย ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณแสนสองแสนเยน (หรือมากกว่านั้น) ค่าเรียนตกปีละแปดแสนถึงล้านกว่าเยน เรื่องที่อยู่ควรสังเกตให้ดีว่าเค้ามีหอให้เราอยู่หรือมีที่แนะนำใ้ห้ไหม? เพราะการหาที่อยู่ในญี่ปุ่นเองเป็นเรื่องลำบากสำหรับคนที่มาใหม่ๆและต้องมีคนญี่ปุ่นมาค้ำประกันให้ (คนญี่ปุ่นไม่สุ่มสี่สุ่มห้าค้ำประกันให้เราหรอกแม้ว่าจะรู้จักกัน) ส่วนเรื่องวีซ่าบางทีถ้าเราเข้าโรงเรียนภาษาบางที่ วีซ่าจะเป็น pre-college จะทำงานพิเศษได้น้อยว่าวีซ่า College (แต่ยังไม่ต้องห่วงเรียนงานพิเศษ เดี๋ยวจะบอกทีหลังทำไม)
เซมมงกักโก
โรงเรียนเฉพาะทาง.. มีให้เลือกเรียนมากมายไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ดีไซน์ เขียนเกม อนิเมท คาแรคเตอร์ etc. น่าเรียนทั้งนั้น.. ต้องไปค้นหาตัวเองมาก่อนจะมาเรียนว่าอยากเรียนอะไรกันแน่.. (ค่อนข้างแบ่งเอกอย่างละเอียด)
ข้อดีของเซมมงกักโกคือเรียนอย่างที่เราต้องการจริงๆและเอาไปใช้ได้จริงๆ จบมาก็เป็นโปร ทำงานได้เลย.. ทว่าค่าเรียนแพงมหาศาล ค่าแรกเข้าประมาณแสนถึงสองแสนเยน ค่าเทอมส่วนใหญ่จะหลักล้านต่อปี และจะมีค่าจิปาถะมากมายให้ต้องเสียเรื่อยๆเวลาทำกิจกรรม นอกจากนี้แล้วอาจจะต้องมีการเดินทางไปดูงานที่นู่นที่นี่ ต้องเช็คให้ดีว่าเท่าไหร่ (เคยเช็คอยู่ที่นึงเกี่ยวกับเรียนวาดการ์ตูน ต้องไปดูงานการ์ตูนที่ฝรั่งเศส เสียอีกเกือบสองแสน) แล้วก็มีค่าอุปกรณ์กับค่าหนังสือเรียนต่างกันไปแต่ละที่อีกต่างหาก
ข้อควรระวัง : ภาษาญี่ปุ่นต้องค่อนข้างจะ expert และต้องได้คำญี่ปุ่นที่ใช้ในวงการที่เราเรียน เพราะส่วนใหญ่เซมมงกักโกจะไม่มีสอนเป็นภาษาอังกฤษและจะไม่มาคอยดูเราว่าทันหรือเปล่า การบ้านจะเยอะมากจนแทบไม่มีเวลาทำงานพิเศษเท่าไหร่ นอกจากนี้เซมมงกักโกส่วนใหญ่จะไม่มีการหาหอให้เรา ต้องพึ่งตัวเองโลด... และการเรียนเซมมงกักโกจะไม่ค่อยมีทุนให้นักเรียนต่างชาติเท่าไหร่ (บางที่ก็มีแต่จะไม่เยอะเท่ามหาลัย)
ปริญญาโท
มีให้เลือกอีกว่าจะเรียนปริญญาโทเลยหรือเป็นนักเรียนวิจัยก่อน (Kenkyuusei) นักเรียนวิจัยนี่คือจะประมาณแอบเรียนเหมือนปริญญาโทดูว่าชอบไม่ชอบ รอดไม่รอด แต่ไม่เก็บหน่วยกิต ไม่ต้องเครียดเท่าไหร่ (แต่ตอนเรียนกรูเครียด) ข้อควรระวังคือ.. การเป็นนักเรียนวิจัยอาจจะไม่มีสิทธิ์ขอทุนนนนนน (บางที่ก็ให้ขอได้)
ส่วนการเป็นนักเรียนปริญญาโทที่ญี่ปุ่นมันจะไม่เหมือนที่ไทยเท่าไหร่.. ไม่ใช่ว่าสมัครแล้วก็ไปสอบอย่างเดียว... แต่คือเราจะต้องมีหัวข้อวิจัยที่ตรงกับแนวทางของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เราจะเข้าด้วย ซึ่งเราควรจะเดินทางไปคุยกับเขาเสียก่อน เอาหัวข้อของเราให้ดู แก้ตามที่เขาบอกจนกระทั่งเค้าเห็นดีเห็นงามกับเรา แต่ก็ไม่ใช่ไม่ต้องสอบ.. การสอบปริญญาโทนี่บางที่มีภาษาอังกฤษให้เลือกด้วย (มหาลัยใหญ่ๆในถิ่นที่เจริญๆหรือมีนักเรียนต่างชาติเยอะๆ อาจารย์จะพูดภาษาอังกฤษพอได้) ผ่านข้อเขียนแล้วก็ต้องไปสอบสัมภาษณ์ต่อ
ข้อดีของการเรียนปริญญาโทคือค่อนข้างจะมีทุนให้ และบางที่ให้ใช้ภาษาอังกฤษได้ (แต่อย่าดีใจไป.. ภาษาญี่ปุ่นยังไงก็จำเป็นในประเทศนี้) และแน่นอนว่าบางที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นและคุณต้องเสนองานวิจัย ทำเปเปอร์วิจัยเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด
ข้อควรระวัง : การทำวิจัยที่ญี่ปุ่นนี่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจมากแทบจะต้องไปกินไปนอนอยู่ในห้องแลปห้องวิจัยเป็นช่วงๆกันเลยทีเดียว.. แล้วต้องมีการเดินทางไปนู่นไปนี่เพื่อไปฟังสัมมนาอะไรด้วย ต้องพยายามตื่นตัวตลอดเวลาและอ่านหนังสือเยอะๆ ไม่ค่อยมีโอกาสเฮฮาเพราะเพื่อนๆที่เรียนปริญญาโทส่วนใหญ่ก็เครียดกันจะแย่..
การทำงานพิเศษในประเทศญี่ปุ่น
พูดได้คำเดียวว่ายังไม่ต้องไปหวัง.. ไม่ว่าศูนย์แนะแนวเค้าจะเป่าหูมายังไงก็ตามว่ามีแน่ค่ะน้อง ทำงานได้เงินสามารถกินอยู่ได้เองไม่เดือดร้อนพ่อแม่อะไรก็อย่าไปเชื่อเด็ดขาด..
ปกติทำงานพิเศษที่ญี่ปุ่นได้เงิน 700-800 เยนต่างกันไปตามพื้นที่ ค่าเทอมปีนึงเป็นแสนเป็นล้าน ค่ากินอยู่เดือนนึงตีซักห้าหกหมื่นเยนถ้าไม่ได้อยู่หอมหาลัย.. (อย่างประหยัดๆ) ก็คำนวณไปแล้วกันต้องทำงานกี่ชั่วโมง.. แล้วการไปเรียนสถาบันตามที่ศูนย์แนะแนวบอกมาก็จะมีคนไทยและคนต่างชาติมากมายที่ต่างก็ต้องการงานพิเศษเหมือนกับเรา.. ญี่ปุ่นไม่ได้มีงานที่ต้องการคนต่างชาติมาทำขนาดนั้น แล้วถ้าภาษาญี่ปุ่นเราไม่เลิศจริงๆ เค้าจะเอาเราเข้าไปทำไมอยากจะรู้?.. -_-; (นอกจากเจ้าของร้านเป็นมิตรกับคนต่างชาติและต้องการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม) ดังนั้นไม่ต้องเอาเงินทำงานพิเศษไปคิดคำนวณเป็นค่าเรียนค่ากินอยู่เลย.. เอาตัวให้รอดก่อนค่อยหางานทำ
ค่ากินอยู่
ทางที่ดีควรจะหาทางอยู่หอมหาวิทยาลัยซะ.. พยายามอย่าให้ต้องอยู่ในสภาพหาที่อยู่เองตั้งแต่เหยียบเท้าเข้ามาที่ประเทศนี้.. เพราะมันจะค่อนข้างลำบากและมีค่าใช้จ่าย.. การเช่าห้องที่ญี่ปุ่นจะต้องมีคนญี่ปุ่นค้ำประกัน ส่วนใหญ่จะต้องเสียเงินกินเปล่า ค่าห้องล่วงหน้า ค่าประกันห้อง ค่าทำสัญญา (บางที่ต้องเสียค่าต่อสัญญาทุกปีหรือสองปี) ห้องดีๆก็รวมเป็นเงินห้าหกแสนเยน.. (อ่านไม่ผิด) แต่ถ้าเลือกห้องเล็กๆเก่าๆไกลสถานีเหมือนผีจะออกมาหลอกหน่อยก็อาจจะได้ราคาถูก อาจจะไม่มีค่าประกันห้องหรือเงินกินเปล่า.. แต่ขอเตือนสาวๆควรเลือกความปลอดภัยเป็นหลัก.. -_-;
เอาเป็นว่าค่าห้องธรรมดาอยู่คนเดียวตกเดือนละ 3-5 หมื่นเยน (ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ผ้าม่านหรือแม้แต่หลอดไฟให้) และอาจจะแพงมากขึ้นไปตามพื้นที่หรือความสะดวก (เช่นในโตเกียวและใกล้สถานีรถไฟจะแพงหูฉี่) แต่ถ้าอยู่หอมหาลัยราคาอาจจะถูกกว่านี้หรือประมาณนี้แต่มีเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นให้แล้ว
แล้วควรฝึกทำอาหารให้เป็นบ้าง ไม่ใช่กะจะกินแต่มาม่า.. อย่างนั้นอยู่ไทยดีกว่า.. ได้ไม่เป็นโรคขาดสารอาหารตาย..
ทุน
นี่ก็ชอบถามกันมามากมายว่ามีทุนที่ไหนบ้าง? รู้จักทุนอะไรบ้าง? (กระทรวงศึกษาฯไม่ได้ส่งพี่มาเป็นนายหน้าที่ญี่ปุ่นนะ) ถามว่ามีทุนอะไรบ้างนี่ไม่สามารถแจกแจงได้ เพราะบางทีบริษัทเอกชนที่ต้องการสร้างอิมเมจรักโลก เค้าก็ให้ทุนเราดื้อๆก็มี..
ถ้าอยากได้ทุนก็บอกได้คำเดียวว่าต้องดิ้นรน (จะไม่มีใครมากดออดขอร้องให้เราไปสมัคร) เพราะคนต่างชาติที่มาญี่ปุ่นเค้าก็อยากได้ทุนเหมือนๆกับเราทุกคน แล้วมหาลัยหลายที่เค้าก็ต้องกระจายทุนให้ทั่วถึง.. ไม่ใช่มี 10 ทุนเป็นคนไทยซะแปด.. เพราะฉะนั้นบอกได้ว่าที่ที่มีคนไทยเยอะๆ โอกาสได้ทุนก็จะน้อยลงไป และมหาวิทยาลัยใหญ่ๆก็จะมีทุนให้สมัครมากกว่ามหาวิทยาลัยเล็กๆ (ทุนจะวิ่งเข้ามาหา) แต่ละทุนก็ให้ไม่เท่ากัน ไม่ใช้ว่าทุกทุนจะออกค่าเทอมให้เราหมด บางทุนให้แค่เดือนละสามหมื่นเยนก็มี (แต่ก็ดีกว่าไม่ได้) เพราะฉะนั้นไม่ใช่หวังว่าได้ทุนแล้วจะรอดแล้วกรู.. -_-;
เรียนจบแล้วหางานที่ญี่ปุ่นยากไหม?
อีกคำถามนึงที่คนถามมาก เพราะคิดว่าถ้าจบที่ญี่ปุ่นก็หางานที่ญี่ปุ่นได้ แล้วมันก็จะแอบคุ้มกันกับเงินที่เราเสียไป ฮะโหยๆ...
ในความเป็นจริงแล้ว.. บริษัทญี่ปุ่นน้อยมากที่จะรับชาวต่างชาติแบบเราๆเข้าไป -_-; (นอกจากเราจะเป็นเลิศมาก ฝีมือสุดๆและได้ทั้งภาษาญี่ปุ่นอังกฤษ) ดังนั้นไม่ควรจะหวังว่าจะได้งานที่ญี่ปุ่น มีบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งต้องการคนไทย แต่ต้องการจ้างให้กลับไปทำงานที่ไทย เงินเดือนก็โอเคแหล่ะถ้าอยู่ในไทย แต่ถ้าคิดจะทำงานให้คุ้มกับเงินที่เสียไปที่ญี่ปุ่นล่ะก็ สงสัยต้องทำงานไปอีกสามชั่วโคตร.. -_-;
เพราะฉะนั้นถ้ามาเรียนก็คิดซะว่ามาเพราะชอบ อยากได้ประสบการณ์มากกว่าจะคิดหาผลกำไรจากการมาเรียน... ถ้าได้งานที่ญี่ปุ่นก็เป็นเรื่องแจ็คพ็อต!!โชคดีของเราไป...
การใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นลำบากไหม?
บอกได้คำเดียวว่าคิดตามคนญี่ปุ่นซะแล้วจะอยู่สบาย ไม่ต้องไปสงสัยกังขาอะไรมาก.. สังคมใครสังคมมัน มาอาศัยเค้าอยู่ก็อยู่ตามๆเค้า (ไม่ใช่สอนให้ไม่มีความคิดของตัวเอง แต่สอนให้มีความสุข.. เพราะเราไปเปลี่ยนความคิดใครไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ T^T)
ไม่ต้องไปคิดว่าทำไมเค้าไม่เข้าใจเราอย่างนี้อย่างนั้น อย่าเกาะกลุ่มอยู่แต่กับคนไทย (แล้ววันๆก็นั่งนินทาคนญี่ปุ่น.. จะทำให้เราเห็นแต่ข้อเสียเค้า แล้วเราก็จะเครียด จิตตก กรุมาที่นี่ทำไม..) คิดซะว่าสังคมเราก็ไม่ได้เพอร์เฟ็คเหมือนกันแล้วคนต่างชาติในประเทศเราเองก็คงไม่ได้รับความสะดวกหลายๆอย่างเช่นกัน.. ประเทศเราไม่ได้ส่งเรามาเป็นฮีโร่เพื่อเปลี่ยนความคิดใคร.. ทำสิ่งที่เราต้องทำไปแล้วจะดีเอง.. -_-; (คิดว่าเอาน่า.. เดี๋ยวเราก็กลับแล้ว..) <-- แล้วทำไมกรูยังอยู่.. -_-;
มีคนดูแลให้ความช่วยเหลือแค่ไหน?
ไม่มี.. ไม่ต้องไปหวัง.. ส่วนใหญ่เราต้องเดินทางไปหาหอเองตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงสนามบิน.. น้อยมากที่ใครจะมารับเรา.. แล้วบางคนเค้าคิดว่าเค้าไม่ได้มีหน้าที่มาบอกเรา (ถูกของเค้า) เราควรจะไปถามคนที่มีหน้าที่อธิบายเราเช่นแผนกเด็กต่างชาติหรืออะไรอย่างนี้ ไม่มีคนสอนให้ขึ้นรถเมล์ขึ้นรถไฟ ไม่มีใครสอนว่าซื้อของในซุปเปอร์ต้องทำยังไง อยากได้ไอ้นี่ต้องหาที่ไหน... แต่คนใจดีช่วยเหลือก็เยอะ.. ต้องพยายามค้นพบด้วยตัวเอง (เหมือน rare item ในเกม RPG)
บ้าดาราบ้าการ์ตูนบ้าเกมมาเรียนได้มั้ย?
มาได้ก็มาเหอะ.. มาเที่ยวก่อนก็ได้ (เพราะมันจะหนุกกว่า) คนบ้าดาราบ้าการ์ตูนบ้าเกมมาเรียนเยอะแยะ ได้ดิบได้ดีกันไปทั่วหน้า.. (แต่จะสติเลอะเลือนลืมทั้งดาราและการ์ตูนกันไปช่วงนึงเพราะมัวแต่ประสาทแด๊กกับจดแลคเชอร์คันจิยุ่งๆของอาจารย์) ให้คิดซะว่ามาแล้วต้องไปข้างหน้าอย่างเดียวละกัน.. อย่าเหยาะแหยะ แต่คือต้องทำใจว่าถ้าอยู่ญี่ปุ่นจะไม่มีเวลาตามข่าวดารา ทีวีแทบไม่ได้ดู เกมไม่ได้เล่น การ์ตูนไม่ได้อ่าน.. ของสวยๆงามๆน่ารักๆไม่ได้ซื้อ เทคโนโลยีไม่ได้ตาม แฟชั่นแบบญี่ปุ่นไม่ได้แต่ง.. (นอกจากพ่อแม่รวยมาก คอยสนับสนุนแฟชั่นของเราให้ตลอด) เท่านั้นแหล่ะ.. ให้คิดซะว่ามาเพื่อมาฝึกตนและต่อสู้กับกิเลส...
อยากได้แค่ภาษาญี่ปุ่นจำเป็นต้องไปเรียนถึงญี่ปุ่นไหม?
ฮืมม์.. ก็ต้องถามตัวเองว่าอยากได้แค่ไหน.. อยากได้แค่พออ่านออกเขียนได้แปลข่าวแปลหนังสือ หรือใช้ในการทำงานนิดๆหน่อยๆก็อาจไม่จำเป็น (แต่ถ้ามีเงินและมีเวลาอยากมาก็มา..) ส่วนคนที่ต้องการทำงานที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นตรงๆเช่นล่าม.. มาก็ดีเหมือนกันเพราะล่ามนอกจากจะเข้าใจภาษาญี่ปุ่นแล้วควรเข้าใจสังคมวัฒนธรรมและความคิดของคนญี่ปุ่นด้วย..
ถ้าถามว่าอยากมาเรียนภาษาซักครึ่งปีได้ไหม? คิดว่าอย่ามาดีกว่าเพราะไม่คุ้มเท่าไหร่หรอก.. คิดถึงเงินที่ต้องเสียไปแล้วถ้าจะมาควรมาอย่างน้อยปีสองปี และควรมีเป้าหมายซักหน่อยเช่นว่าเราจะมาเอาความรู้ระดับหนึ่งให้ได้ จะได้รู้สึกบรรลุเป้าหมายมีอะไรกลับไป..
ควรจะอยู่ต่างจังหวัดหรือตัวเมืองดี?
ข้อดีข้อเสียต่างกันไป.. อยู่ในตัวเมืองค่าครองชีพสูง การแข่งขันสูง คนต่างชาติเยอะ แต่โอกาสต่างๆก็จะมากกว่าเช่นมีทุนเยอะกว่า มีสื่อในการเรียนการสอนที่ดีกว่า ระบบดีกว่า... (สิ่งสร้างกิเลสก็เยอะด้วย.. ระวังจะเก็บเงินไม่ได้..^_^;)
ส่วนอยู่ต่างจังหวัด โอกาสได้งานทำอาจจะน้อย และคนอาจจะดูแตกตื่นชาวต่างชาติหน่อย.. แต่ค่าครองชีพจะถูก การแข่งขันต่ำ คนต่างชาติน้อยโอกาสได้ทุนก็อาจจะสูง ไม่ค่อยได้คลุกคลีกับคนไทยก็อาจจะทำใ้ห้ได้ภาษาญี่ปุ่นเร็ว...
แต่ข้อควรระวังคือประเทศญี่ปุ่นจะมีภาษาถิ่นต่างกันไปตามพื้นที่ (เหมือนบ้านเรา) อย่างที่อยู่ตอนนี้ก็ใช้ภาษาคันไซเป็นหลัก.. ทว่าในการทำงานเราไม่ควรติดภาษาถิ่นไปใช้.. จะถือเป็นการเสียมารยาทมาก -_-; เพราะฉะนั้นต้องระวังตัวเองดีๆ
เอาคำแนะนำแบบสรุปเลยละกัน..
1. คิดให้ถี่ถ้วนว่าจะมาญี่ปุ่นทำไม : เพราะต้องใช้ทั้งเงินทองทั้งแรงกายแรงใจ.. คิดให้ดีๆว่าต้องเป็นที่ญี่ปุ่นนี่หรือเปล่าที่เราอยากจะเรียน.. เพราะถ้ามาแล้วถอยก็จะไม่ได้อะไรเลย.. และขึ้นชื่อว่าภาษา ไม่ใช่แป๊บเดียวลืมเรียบบบ ไอ้เงินแสนของเรามันไปไหมหมด.. T^T
2. เรียนภาษาญี่ปุ่นที่ไทยก่อน : ลองดูก่อนว่าโอเคไหม.. แล้วเรียนก็ให้มันตั้งใจจริงไม่ใช่เรียนๆโดดๆ.. ลองตั้งใจทำอะไรให้รอดก่อนแล้วค่อยมา แล้วบางทีการที่เรามีประวัติเรียนภาษาญี่ปุ่นมานานๆจะทำให้วีซ่านักเรียนออกง่ายขึ้น.. ตม.จะไม่ค่อยสงสัยว่าเมิงจะมาทำไม?
3. ถ้าจะมาจริงๆแนะนำให้มาเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นก่อน : การจะเรียนที่ญี่ปุ่นอย่างน้อยควรได้ภาษาญี่ปุ่นระดับ 1 หรือ 2 (พูดไปงั้นแหล่ะ กรุได้ระดับ 1 ก่อนเข้าไปเรียนยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย) แต่คือแนะนำให้มาเรียนภาษาก่อนดีกว่าถึงแม้ภาษาเราจะเทพแล้วก็ตาม (อยู่มากี่ปีก็ไม่เทพซะที) เพราะคนเรายังไงมันต้องปรับตัว.. ช่วงที่เรียนภาษาเป็นช่วงให้เราได้ปรับตัวเข้ากับสังคมญี่ปุ่น แล้วรอบข้างก็ยังมีคนต่างชาติอยู่ (ไม่ใช่ตู้มเดียวคนญี่ปุ่นหมด บทเรียนก็ยากบรรลัย.. ขึ้นรถไฟยังงงๆอยู่เลย) คนยังปราณีเราในฐานะนักเรียนต่างชาติด๊อกด๋อยเพิ่งลงดอยมาญี่ปุ่น (ทำไรกะเหรี่ยงคนยังมองน่ารักอยู่) ค่อยๆเรียนรู้การอยู่สังคมญี่ปุ่น แล้วจะค่อยๆขยับขยายตัวเองได้ เริ่มรู้ว่าต้องหาทุนยังไง หางานยังไง จะเรียนโทหรือเรียนเซมมงดี (เค้าจะมี Open Campsu เปิดให้เราเข้าไปดูก่อน อยากเรียนที่ไหนก็ไปดูซะ อย่าพลาด) ต่อไปจะเริ่มรู้กระทั่งซุปเปอร์นี้มันลดราคาวันไหน ใช้ชีวิตได้เอง...
4. หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ท : อย่าไปเชื่อที่ศูนย์แนะแนวบอกทั้งหมด โลกนี้มีอินเตอร์เน็ืทให้ใช้แล้ว.. โอเค ด้วยความขี้เกียจ เราอาจจะอยากจ่ายเงินโดยไม่ต้องทำอะไรมาก กรอกๆๆแล้วก็รอวันไปอย่างเดียว.. (ผิดหวังแล้วจะโทษใคร?) ในความเป็นจริงติดต่อมหาลัยหรือโรงเรียนสอนภาษาเองไม่ยากเลย.. ตอนของตัวเองก็หาเอง ส่งเมล์ไปคุยเอง ส่งเอกสารไปเอง (ตอนนั้นก็ส่้งเป็นภาษาอังกฤษ) ขอเอกสารเค้ามาดู เค้าก็ส่งมาให้ถึงที่ไทย ไม่ใช่ว่าไม่มีคนแนะแนวแล้วเราจะทำอะไรไม่ได้เลยอย่างที่คิด... ลองก่อนที่จะคิดว่ายาก
5. อย่ามัวแต่เกาะกลุ่มกัน : เพราะไม่ช่วยอะไรนอกจากตายหมู่.. -_-; มาถึงแล้วก็หัดเปิดโลกทัศน์ไปเจอเพื่อนใหม่ๆและเปลี่ยนนิสัยติดเพื่อนออกไปบ้าง ไม่ใช่เพื่อนไม่รอกินข้าวก็งอน เพื่อนไปกินข้าวกับคนอื่นก็งอน เพื่อนไปสมัครอะไรไม่บอกก็งอน.. เพื่อนก็มีโลกของเพื่อน เราก็ควรหาโลกของเรา เลิกประสาทเลิกอิจฉาเลิกนินทากันซะ แล้วเอาเวลาไปท่องคันจิ....
ป.ล. สำหรับคนที่อยู่ญี่ปุ่นด้วยกัน ขออภัยที่ถือวิสาสะแนะนำไปเองคนเดียวค่ะ m(_ _)m

ละเอียดสุดยอด


#1 By Nancy อารมณ์ดี on 2008-10-07 07:55