ต่อจากวันก่อน.. นี่เป็นอีกท็อปปิคนึงที่อยากจะพูดถึงค่ะ ^_^; หน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องสอนลูกแบบต่าง.. m(_ _)m

 

1. นอนเร็วตื่นเร็ว.. ทานข้าวเช้า


เรื่องปกติๆที่ดูเหมือนไม่ต้องมาบอกกัน.. แต่แนวโน้มของพ่อแม่สมัยใหม่นั้นมักจะนอนดึกกันมากขึ้นเรื่อยๆ.. (เราด้วย -_-;) ภาพคุณแม่เข็นเบบี้คาร์เดินไปเดินมาในตอนกลางคืนก็มีมากขึ้น.. จริงๆแล้วเป็นเรื่องสำคัญมากที่ควรจะฝึกเด็กให้นอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้า... (เด็กสองขวบครึ่งส่วนใหญ่จะนอนสามทุ่มตื่น 7 โมงเช้า บางคนนอน 4 ทุ่ม ตื่น 8 โมงก็มี..) และเรื่องการทานอาหารเช้าก็เป็นเรื่องที่ควรจะฝึกตั้งแต่เด็กๆ..


- ฝึกทำกิจวัตรก่อนนอน เช่นเปลี่ยนชุดนอน แปรงฟัน เป็นเครื่องหมายว่าเรากำลังจะนอนกันแล้วนะ..
- พอได้เวลาก็ปิดทีวีและสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับการนอน...
- พอเด็กนอนบนเตียงแล้วก็ให้อ่านหนังสือนิทานที่ชอบหรือเล่นต่อคำ หรือร้องเพลงด้วยกันไปพักหนึ่ง ดูเวลาเหมาะสมแล้วบอกว่าให้มาต่อกันพรุ่งนี้
- เด็กอาจนอนไม่หลับถ้าไม่ได้เล่นเต็มที่ในตอนกลางวัน ถ้าไม่ยอมนอนจริงๆก็เปิดสวนสนุกเล่นกันให้เหนื่อยก่อนพักนึง.. ^_^; (เพราะฉะนั้นทางที่ดีตอนกลางวันควรปล่อยให้ซนเต็มที่)
- พอเด็กโตพอที่จะเข้านอนคนเดียวได้ให้แต่งตั้งตุ๊กตา..ตั้งชื่อไว้.. (ถ้ามีตุ๊กตาที่สนิทอยู่แล้วก็ใช้ตัวนั้นแหล่ะ) บอกลูกว่า “วันนี้นอนกับน้องกระต่ายนะ” หรือ “วันนี้น้อง กระต่ายบอกว่าอยากนอนกับหนู” ให้พาไปนอนด้วยกัน หลังจากนอนด้วยกันประจำแล้ว พอถึงเวลานอนให้เรียกลูกว่า “ ถึงเวลานอนของน้องกระต่ายแล้ว.. น้องกระต่ายง่วงแล้วล่ะ พาไปนอนเถอะ” เด็กจะกล้านอนคนเดียวได้ ^_^
- ตอนเช้าให้ปลุกลูกด้วยความแจ่มใส ทำห้องให้สว่าง เปิดม่งเปิดม่านให้แสงเข้า






2. เข้าห้องน้ำเอง..


ฝึกให้นั่งกระโถนได้ตั้งแต่ขวบนึงขึ้นไป ค่อยๆถอดผ้าอ้อมแล้วจับนั่งกระโถนวันละครั้งสองครั้ง ไม่ต้องนานและไม่ต้องคาดหวังว่ามันจะอึหรือฉี่ ถ้าบังเอิญลูกมันฉี่ออกมาตอนนั่งพอดี (แม้จะกระปริบประปรอยหรือหยดออกมาหยดสองหยด) ก็ให้ชมว่าเก่งจังเลย (เว่อร์นิดหน่อย) ให้จำหรือจดบันทึกดูว่าลูกเราฉี่หรืออึเวลาประมาณนี้ วันต่อๆไปให้ลองเวลาเดียวกันใหม่..
วิธีหลอกล่อให้ลูกนั่งกระโถน


- ทำความสนิทสนมกับกระโถน..โดยการเอาสติ๊กเกอร์น่ารักๆมาแปะด้วยกัน หรือประดิษฐ์อะไรมาแขวนมาแปะด้วยกัน.. (จะตั้งชื่อกระโถนก็ได้)
- เอารูปตัวละครที่ลูกชอบมาแปะที่กำแพงข้างๆ (เช่นอันปังแมน) หรือจะวาดเองแล้วตั้งชื่อก็ได้ พอถึงเวลาก็เรียกลูกว่า “ อาคิค้าบ.. ไปหาอันปังแมนกันอีกว่า”
- ทำเหรียญรางวัลให้ลูก (ด้วยกระดาษสีแถวนี้แหล่ะ) หรือสติ๊กเกอร์ได้ฟรีอะไรก็ได้.. เวลาลูกทำสำเร็จก็ดีอกดีใจ บอกว่านี่เป็นรางวัล ถ้าลูกทำไม่สำเร็จก็บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวไว้มาลองกันใหม่เนอะ..
อย่าลืมว่าพอถึงเวลาเด็กมันก็จะทำได้เองทุกคน.. ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนแต่อย่างใด.. ให้เวลาลูกมากๆ.. อย่างน้อยสามขวบก็ทำได้ และช่วงแรกๆที่ถอดผ้าอ้อมก็ต้องมีฉี่ราด อึราดกันบ้าง ไม่ต้องดุหรืออะไร ถ้าดูแล้วไม่ไหว ก็กลับไปใส่ผ้าอ้อมไปก่อน ไม่ต้องเครียด
นอกจากนี้แล้วให้เปลี่ยนเครื่องนอนเป็นแบบรับได้เต็มที่ถ้าลูกฉี่รดที่นอน ไม่ต้องไปขู่ลูกหรืออะไรทั้งนั้น แค่ฉี่เอง.. ซักโลด...





3. เปลี่ยนเสื้อผ้าเอง


กว่าเด็กจะทำเองได้เต็มที่ก็สามขวบไปแล้วนู่น.. แต่สองขวบเด็กจะเริ่มอยากทำเองละ.. อะไรๆก็จะอยากทำเองขึ้นมาทันที (แต่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง) ไม่ต้องไปหงุดหงิด.. ให้หาทางแอบช่วย.. (แอบจริงๆ) แบบไม่ให้ลูกเห็นว่าแอบจับตรงนี้ให้ตรงนั้นให้.. (อย่าไปทำลายความรู้สึกอยากทำเองของเด็ก) นอกจากนี้ให้เลือกซื้อเสื้อผ้าที่มันใส่ง่ายๆ.. หลวมๆหน่อยก็ดี เอาที่มีกระดุมน้อยๆ หรือเป็นยางยืดไม่มีกระดุมไปเลย ไม่ใช่กะจะให้ลูกคอสเพล์โลลิเพราะมันน่ารัก.. อีเด็กสองสามขวบที่ไหนมันจะกระเสือกกระสนใส่กระโปรงบานขนาดนั้นเองได้.. -_-;
ควรเผื่อเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าของลูกไว้นานๆ.. ไม่ใช่จะออกไปข้างนอกแบบรีบๆ แล้วอีลูกก็มัวแต่บอกจะทำเอง.. ทางที่ดีเผื่อเวลาให้มันทำไปเลย.. ให้มันใส่เสื้อไปชั่วโมงนึงเลย


นอกจากนี้อาจจะสอนให้เด็กเลือกเสื้อผ้าเอง (ซักสองขวบไปก็จะทำได้แล้ว) ตอนแรกทำเป็นลืมเตรียมก่อน.. เช่นลืมถุงเท้า บอกลูกว่า “ อาคิ.. มาม้าลืมถุงเท้า อาคิไปหยิบถุงเท้ามาให้หน่อยได้ป่าว?” แล้วปล่อยให้ลูกไปหามา... จากนั้นแม่ก็เริ่มให้ลูกหาเองทีละอย่างสองอย่าง.. ในที่สุดก็ให้มันเตรียมเสื้อผ้าของมันเอง.. อย่าลืมจัดเก็บเสื้อผ้าลูกให้มันเป็นหมวดหมู่หยิบง่ายสำหรับเด็ก


และเพื่อป้องกันเหตุการณ์.. รีบจะออกไปข้างนอกแต่ลูกมัวแต่เลือกเสื้อผ้า.. -_-; หรือจะออกไปทำธุระแต่ลูกเลือกเสื้อผ้าอุบาทว์ออกมา บนล่างสีไม่เข้ากันแม้แต่น้อย.. (และมันยืนยันว่ามันจะใส่ชุดนี้ออกไป) ลองเปลี่ยนมาเตรียมเสื้อผ้ากันตั้งแต่ตอนกลางคืน ทำเป็นเอาออกมาวางจัดเป็นชุดให้ แล้วถามว่าพรุ่งนี้หนูจะใส่แบบไหนดี? (หรือจับใส่เดินแฟชั่น เด็กผู้หญิงช้อบชอบ..) เลือกได้แล้วก็วางไว้แบบนั้น ตอนเช้าให้มาใส่ของมันเอง (เดี๋ยวมันลืมอีกว่าเมื่อวานเลือกกันแล้ว)


แต่ถ้าตื่นมามันยืนยันจะใส่อะไรๆอุบาทว์ๆของมันให้เราอายอีก.. (เช่นจะไปงานแต่งงานแต่มันจะใส่ชุดอันปังแมนไป) ก็บอกไปว่า “หนูอยากใส่ชุดนี้ใช่ไหมลูก? แต่วันนี้ไม่ได้นะ เอาไว้พรุ่งนี้แล้วกัน” (ถึงเวลาเด็ดขาดก็ต้องเด็ดขาด โดยเน้นว่า เราเข้าใจมันถูกต้องดีแล้วว่าอยากจะเอาไอ้นี่ แต่ตอนนี้ไม่ได้)


นอกจากฝึกใส่เสื้อผ้าแล้ว.. อย่าลืมฝึกให้ถอดเสื้อผ้าให้เป็นที่เป็นทางด้วย.. (ใส่ตะกร้า) อะไรที่จะใส่อีกก็ให้มันพับเอง (สามขวบจะพับเองได้) ถ้ามันถอดทิ้งให้เอาเสื้อมันวิ่งไล่ บอกว่าเหม็นๆๆ หรือหลอกแบบคนโบราณว่าผีจะมาหลอก บลาๆๆว่าไป...


รองเท้า... เด็กมักจะชอบใส่สลับข้างกัน.. ให้ลองหาสติ๊กเกอร์มาติดหรือทำอะไรให้เข้าใจง่าย สอนให้วางเรียงกันใหุ้ถูกไว้ก่อนหลังจากถอด พอจะใส่อีกทีก็ไม่ผิดแล้ว



4. แปรงฟัน


ถ้าเด็กอยู่ในวัยแปรงฟันได้แล้ว.. แต่ยังไม่ยอมแปรงเอง ให้เปลี่ยนมาเป็นนั่งหันหน้าเข้าหาและอ้าปากใส่กัน.. ส่งแปรงให้ลูกบอกให้แปรงให้มาม้า.. ส่วนมาม้าก็แปรงให้หนู.. เด็กจะุถูกหลอกไปเอง..


พยายามทำให้เป็นกิจวัตร เช่นพอถึงเวลาก็เรียกไปแปรงฟันด้วยกัน เราก็ไปยืนแปรงกับลูก เด็กก็จะดูว่าเราทำไงบ้าง เลียนแบบเราเอง.. แต่เด็กๆยังแปรงฟันไม่เก่ง วันนึงอย่างน้อยแม่ควรจะแปรงให้เองหนึ่งครั้ง


นอกจากแปรงฟันแล้วควรจะสอนให้ล้างมือก่อนกินข้าวและทุกครั้งหลังจากกลับมาจากข้างนอกด้วย




5. เก็บของเล่นให้เป็นระเบียบ


ถ้าเด็กอยู่ในวัยที่เก็บของเล่นเองได้แล้ว (สองขวบไป) แต่สอนให้เก็บแล้วไม่เก็บ ให้เปลี่ยนมาเล่นเกมกัน อาจจะแข่งกันเก็บว่าใครเก็บได้เยอะกว่ากัน หรือเล่นเกมหาเพื่อนตุ๊กตา ให้เอาตุ๊กตามาใส่รวมกันถังนี้ อีกถังก็หาเพื่อนเลโก้ ให้เอาเลโก้มารวมกัน คอยคิดเกมให้เด็กเก็บของและสนุกไปด้วย


ตัวแม่เอง.. ควรเก็บของให้เป็นที่และเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบอย่างสม่ำเสมอ เพราะเด็กจะชินกับการหยิบของเล่นออกมาใหม่จากที่เดียวกันทุกครั้ง ก็จะรู้ละว่าของมันอยู่ตรงไหน และชินกับความสะอาด ชินกับเหตุการณ์แม่เก็บของเล่น.. เด็กจะรับรู้ได้ถึงความสำคัญของการเก็บของเล่น (ไม่งั้นแม่คงไม่ทำตลอด) และจะเลียนแบบไปเอง.. (อย่าลืมว่าอยากให้ลูกทำอะไร เราต้องทำก่อน เพราะเด็กจะเลียนแบบเราเป็นส่วนใหญ่)


นอกจากนี้ต้องดูด้วยว่า.. ของเล่นมันมากเกินจะเก็บได้หรือเปล่า.. -_-; ควรจะกำหนดไปเลยว่าเราจะซื้อของเล่นแค่พอใส่เต็มตู้หรือเต็มถังนี้เท่านั้น.. ให้พูดกับลูกบ่อยๆว่าถ้าซื้อของเล่นมาเต็มอีถังนี้ก็จะไม่ซื้อแล้วนะ.. (กรอกหูมันไว้) พูดบ่อยเข้าเด็กจะเข้าใจและจะไม่รบเร้าของเล่นพร่ำเพรื่อ.. เพราะกลัวถังจะเต็ม..


และ.. อย่าลืมว่าจะให้เด็กเก็บของ.. ต้องจัดที่จัดทางให้มันเหมาะสำหรับเด็กเก็บเองได้ด้วย.. นอกจากนี้อาจจะเปิดเพลงเพลงนึงประจำเวลาเก็บของ.. (แต่งตั้งเป็นเพลงเก็บของ) เป็นว่าเมื่อได้ยินเพลงนี้แล้วเราต้องเก็บของ ข้อดีคือเด็กจะรู้อยู่แล้วว่าเพลงจบตรงไหน.. ก็ค่อยๆเก็บไปให้ทันเพลงจบ ไม่ต้องมารีบร้อนเพราะแม่สั่งให้รีบเก็บ.. ไอ้รีบเก็บของแม่ก็ไม่รู้ว่ามันกี่นาทีแค่ไหน.. เก็บช้าโดนแม่ด่าอีก.. -_-;





6. กินข้าวเอง


เริ่มได้ตั้งแต่ขวบนึง.. ตอนแรกไม่ต้องทำอะไร.. ให้ร่วมถือช้อนไปก่อน รอจนกว่าเด็กจะรู้สึกอยากทานเองขึ้นมาก็ได้ แรกๆให้ทำกับข้าวเป็นชิ้นๆก้อนๆมาเลย.. ไม่ต้องนึกถึงว่ามันเป็นเมนูอะไร.. ทำออกมาหลายๆอย่างให้หยิบให้จับกินเอง.. (แรกๆยังไม่กินหรอก.. เอาไปขยำหรืออะไร ก็ปล่อยไป.. เราก็หยิบป้อนของเราไปก่อน) วันนึงมื้อเดียวก็ได้.. หรือถ้าใช้ช้อนป้อน.. คำสุดท้ายก็ลองจับมือให้เอาเข้าปากเอง ทำประมาณว่าคำสุดท้ายคำเดียวหนูกินเองนะ



สำหรับเด็กที่เลือกกิน.. ให้ลองร่วมด้วยช่วยกันทำอาหาร.. เช่นช่วยกันล้างผัก เช็ดผัก (ระหว่างนั้นเราก็พูดให้ทำความหนิทหนมกัน) หรือไม่ก็ปลูกเองเลย.. สมมติเกลียดมะเขือเทศก็ปลูกซะเลย.. ช่วยกันรดน้ำพรวนดิน ดูมันเติบโตด้วยกัน เด็กบางคนจะยอมกินไอ้ที่ตัวเองปลูกขึ้นมา.. วิธีอื่นก็เช่นทำออกมาให้หน้าตาน่ารัก.. เช่นเอาแม่พิมพ์มาพิม์แครอทเป็นรูปดาวรูปหัวใจ แต่ถ้าไม่ชอบจริงๆไม่ต้องไปบังคับ ให้หาทางแอบซ่อนตามอาหารแบบไม่ให้เห็น กินไปไม่รู้เรื่องแทน..


เด็กที่ไม่ค่อยจะยอมกินข้าว.. ก่อนอื่นให้พิจารณาก่อนว่าที่เราเตรียมนั้นเยอะไปหรือเปล่า? ให้ลองสังเกตว่าลูกเรากินแค่ไหน.. และให้กินเฉพาะมื้อที่กำหนด (เช่นสามมื้อ อาหารว่างหนึ่งครั้ง) อย่าให้กินพร่ำเพรื่อ ให้ออกแรงเล่นมากๆ ให้หิวเวลากิน.. ถ้าหิวเด็กก็กินเอง..
เด็กอมข้าว.. กำหนดไว้เลยว่าให้กินข้าวเป็นเวลาประมาณเท่าไหร่ อย่าให้นานเกินควร.. (ส่วนใหญ่กินเองไม่น่าจะเกิน 30 นาที) ถ้าเห็นได้ชัดว่ากินๆเล่นๆ อมข้าว ไม่เสร็จซะที ให้บอกว่าเดี๋ยวเข็มยาวนาฬิกาถึงเลข 6 มาม้าจะเก็บแล้วนะ (ไม่ต้องโมโห ไม่ต้องดุ) พอถึงเวลาก็เก็บเลย ร้องไห้ก็ปล่อยไปก่อน.. หลังจากนั้นให้รอดู ถ้าหิวแล้วมาบอกให้สอนว่า นี่เป็นเพราะหนูไม่ตั้งใจกินข้าว มื้อหน้าต้องตั้งใจกินข้าวนะ แต่ถ้าไม่้ร้องหิว.. ที่กินช้าอาจเป็นเพราะเราจัดข้าวให้เยอะเกินไป..





7. ไม่ให้เสียงดังในที่สาธารณะ


ถ้าเด็กยังเบบี้ก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่จะห้ามไม่ให้มันร้อง.. ^_^; แต่คือถ้าเด็กโตรู้เรื่องแล้ว (สองขวบไปแล้ว) ชอบไปวิ่งเล่นในรถไฟหรือในที่สาธารณะหรือในงานอะไรที่ไหน.. ให้ทำเป็นเล่นเกมกับเด็กว่าใครพูดก่อนแพ้.. หรือไม่ก็ต่อไปนี้เราจะพูดกันแบบกระซิบ.. แล้วก็กระซิบข้างหูคุยกันคิกคักหรืออะไรไป.. แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กจะอยู่นิ่งได้ไม่นาน มันเป็นธรรมชาติ.. ถ้ากลัวเสียมารยาทก็ไม่ต้องเอาไปพวกงานแต่งงาน,งานศพ (ไม่ใช่งานที่เด็กๆจะไป) เพราะเอามันไปแล้วจะไปห้ามไม่ให้มันวิ่งเล่นได้ไง.. ไม่มีอะไรจะทำ.. ครึ่งชั่วโมง ชั่วโมงนึงพอทนได้ แต่นานๆเข้าทนไม่ได้หรอก.. แล้วจะมาอารมณ์เสียหาว่าดื้อหาว่าไม่ฟัง.. ถ้าจำเป็นต้องไปงานก็ไปแป๊บนึงแล้วขอกลับก่อนก็ได้






8. ไม่ให้หยิบของตามใจตอนซื้อของในซุปเปอร์.. -_-;


อันนี้ก็ต้องสองสามขวบไปแล้ว ทางที่ดีตกลงกับลูกกันไว้ว่าวันนี้เราจะซื้ออะไรกันบ้าง เช่นนั่งลิสต์ นั่งวาดรูปด้วยกัน จากนั้นเวลาไปซื้อก็ให้ช่วยกันหาของตามลิสต์ ให้ลูกดูรูปแล้วก็หาด้วยกัน.. เด็กมันจะไม่มีเวลานึกถึงอย่างอื่น.. แล้วเด็กวัยสองสามขวบจะค่อนข้างแพ้เวลาเราขอให้ช่วย.. (ประมาณมาม้าทำคนเดียวไม่ไหว หรือมาม้าอยากทำกับหนู..)






9. แย่งของเล่นเพื่อน...


อย่าดุฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในทันที.. ถ้าทะเลาะกันก็จับแยกก่อน.. เด็กต่างมีเหตุผลทั้งสองฝ่าย (เช่น แย่งของเล่นชิ้นเดียวกันก็เพราะอยากเล่นทั้งคู่ หรือไม่ยอมแบ่งของเล่นของเราให้คนอื่นเล่น.. หรือของคนอื่นแต่อยากจะเล่น..เลยไปแย่งของเขา -_-;) ให้เน้นความรู้สึกทั้งสองฝ่ายว่า “ อาคิอยากเล่นอันนี้หรือครับ? แต่น้องXXก็อยากเล่นอันนี้เหมือนกันนะ” ถ้าลูกเราเผลอซัดเค้าไปแล้วก็ค่อยๆคุย.. รอให้พร้อมจะขอโทษก่อน ให้บอกความรู้สึกของอีกฝ่ายให้ลูกเราฟัง “น้องXXเค้าก็อยากเล่นเหมือนหนูนั่นแหล่ะ หนูแบ่งให้น้องXXเล่นบ้างได้ไหม? หนูเล่นเสร็จก่อนก็ได้” ถ้าเล่นเสร็จเมื่อไหร่ก็ค่อยพาไปขอโทษด้วยกัน


เหตุผลหนึ่งที่เด็กตีกันส่วนใหญ่เพราะเถียงสู้ไม่ได้ หรือไม่รู้จะพูดอะไร..มาถึงก็ซัดเลย.. เพราะฉะนั้นเราควรจะฝึกลูกเราให้รู้จักพูดสิ่งที่คิด.. เพราะถ้าเด็กรู้ว่าอยากได้อะไรอยากทำอะไรก็จะพูดๆๆๆ ไม่เข้าไปตบเค้ากลิ้งเพราะไม่รู้จะพูดไร.. รู้แต่อยากได้เนี่ย..มาเล่น.. ก็ผลักมันกระเด็นไปเลย.. -_-;





10. ทำยังไงไม่ให้ดูทีวีทั้งวัน..


คือ..เด็กเนี่ย..มันจะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ... ประมาณว่าถึงจะดูอันปังแมนวันละ 18 รอบมันก็ไม่เบื่อ.. -_-; แต่ให้มันนั่งหน้าทีวีตลอดก็ไม่ดี.. ควรจะกำหนดเวลาดูทีวีให้หนุกหนาน โดยการตั้งนาฬิกาปลุก.. บอกให้เข้าใจว่าเดี๋ยวถ้าถึงเวลานี้แล้วนาฬิกาจะดัง ให้เลิกดูนะ.. อีกวิธีก็คืออัดวีดีโอแยกเอาไว้เป็นเวลาๆ เช่นครึ่งชั่วโมง ชั่วโมงนึง คือจบแล้วจบเลย เป็นจอสีฟ้าสีดำมืดไปเลย.. ไม่ต้องไปเปิดซ้ำ.. ให้เด็กเข้าใจว่านี่คือ จบ... ดูไม่ได้แล้ว ^_^; หรือไม่ก็บอกตารางไว้ก่อนเลยว่าเดี๋ยวเราจะไปทำXXYY กันนะ พอถึงเวลาการ์ตูนจบก็ไปกัน ^_^






อ้างอิง: หนังสือ 怒らないしつけのコツ ผู้แต่ง: グループこんぺいと



     

 

ป.ล.  ช่วงนี้อาจจะเขียนเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเยอะหน่อย.. เพราะเป็นเรื่องที่สนใจ และช่วงที่ทำคอมไม่ได้ก็ได้แต่อ่านหนังสือน่ะค่ะ ^_^;  

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ตั้งใจว่าจะเข้ามาอ่าน การสอนลูกทานข้าว สอนไม่เป็นว่าจะเริ่มยังไง พอได้เข้ามาอ่าน ตั้งแต่ต้นยันจบ สนุกมากเลย จะจำไว้สอนลูกค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดีนะคะ ^^question confused smile big smile cry

#12 By น้องสโนว์ 1 ขวบเต็มค่ะ (58.9.192.25) on 2011-11-04 13:49

เสิชกูเกิ้ลแล้วรูปอาคิโผล่มา เลยคลิ๊กเข้ามาดู คิดถึงจังงงง อาคิน้อยยย cry Hot!

#11 By Bluemood Manga and CG on 2011-08-07 08:56

#10 By โหลดเพลงฟรี (58.9.75.99) on 2009-09-07 10:41

ชอบอ่านเรื่องญี่ปุ่นๆ และอยากให้ลูกเก่งแบบญี่ปุ่นด้วยค่ะ .. อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆ .. เล่าให้ฟังอีกนะคะ confused smile

#9 By แอนนี่ (58.8.61.127) on 2008-09-30 08:58

....คนไทยบางคนเลี้ยงถึงขนาด
....ให้ลูกสามสี่ขวบไปขายของตามสี่แยกเลยนะ
....ก้าวหน้ากว่าญี่ปุ่นมาก (แต่ประเทศถอยหลังเฉยเลย?)
'block cool!'

#8 By BOB_SPOKESMAN OF BROKU on 2008-09-23 11:44

Hot! วิธีการเลี้ยงลูกแบบคนญี่ปุั่่นดูอนทนและเป็ยแบบแผนมากเลยแฮะ

#7 By { tairataraban } on 2008-09-23 01:01

ถ้าทางน้องเขาจะชอบอันปังแมนนะคะ รู้สึกจะกล่าวถึงบ่อยเลย
อิอิ น่ารักจังค่ะ
ดีมากเลยค่ะ เข้ามาจะอ่านเรื่องสอนแปรงฟัน ปรากฎว่านั่งอ่านตั้งแต่ต้นจนจบค่ะ

#5 By ระแนงไม้ (58.9.105.241) on 2008-09-22 22:34

ดิฉันจำได้แม่นว่าตอนเด็กๆชอบอยากทำอะไรเอง แล้วจะโดนคนดูแลดุตลอด ว่าไม่ให้ทำ หรือทำไม่ได้เรื่อง ตอนนี้ถ้าอยู่กับบ้านที่กรุงเทพเลยไม่ทำไปเลย ฮ่าๆ <-- สุดท้ายก็ต้องทำเองอยู่ดีตอนอยู่คนเดียว sad smile หลังๆเลยกลับไปก็ทำเอง เพราะไม่ถูกใจ

ถ้ามันถอดทิ้งให้เอาเสื้อมันวิ่งไล่ บอกว่าเหม็นๆๆ <------ ก้ากกกกกกกกกกก ไม่ไหวแล้วค่ะ ฮาแตกออกมาเลย ชอบมากค่ะ

อาคิคุงโชคดีจัง cry คุณแม่ก็ยอดเลยค่ะ

Hot! Hot! Hot! Hot! จมูกอันปังแมนไปเลยสี่อันค่ะ (ก้าก เนียนไม่รอด)

#4 By songsage on 2008-09-22 21:17

ให้ดาวๆHot! Hot!

#3 By wesong on 2008-09-22 17:27

เป็นศาสตร์และศิลป์จริงๆ เลย


confused smile

#2 By wesong on 2008-09-22 17:27

น่าสนใจมากเลย ถึงจะยังไม่มีลูกก็เถอะ
หลายปีก่อนเคยดุน้องที่ทานข้าวช้า ไม่ยอมทานข้าว ไม่ทานผัก แต่เดี๋ยวนี้มันกินเยอะแยะมโหฬารจนตัวโตกว่าพี่แล้ว เฮ้อ sad smile

#1 By persona non grata on 2008-09-22 13:26