ทำไมเอ่ย...?.. จะตอบว่ายังไงกันบ้าง.. ก็เพราะมันดื้อ มันซน มันไม่เืชื่อฟัง มันทะเล้น มันทำให้โมโห.. บลาๆๆ

อาจารย์โทชิยูกิ ชิโอมิ อาจารย์กิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยโตเกียว (ปกติเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนอนุบาล) บอกว่า.. เหตุผลที่จำเป็นจริงๆที่เราต้องสั่งสอนเด็กนั้น.. เพื่อให้เค้าได้เติบโตเป็นเด็กที่รู้ถึงกฎของสังคม อยู่ร่วมกับชาวบ้านเค้าได้

ไม่ใช่มีไว้ให้เราเอาทัศนคติและคุณค่าการมองโลกของเราซึ่งเป็นพ่อแม่ยัดเยียดให้กับเด็ก

สังคมมนุษย์นั้นไม่เหมือนสังคมของสัตว์ เราได้มีการตั้งกฎเกณฑ์และมารยาทต่างๆขึ้นในการอยู่ร่วมกัน.. ซึ่งไม่สามารถจะตรัสรู้ได้เอง พ่อแม่ต้องเป็นคนสอน เช่น.. ทำไมเราถึงหยิบของในซุปเปอร์ออกมากินโดยไม่จ่ายตังค์ไม่ได้ทั้งที่มันก็วางเรียงกันอย่างนั้น? ทำไมเราถึงวิ่งเล่นในรถไฟไม่ได้ทั้งที่มันก็ออกจะมีที่เหลือ?

คือ.. ถ้าเราคิดอยู่เสมอว่าทำไมเราต้องสั่งสอนเด็ก.. เราอาจจะได้คำตอบว่า สิ่งที่เราดุนี่มันเป็นสิ่งจำเป็นหรือเปล่า? หรือเราเพียงต้องการยัดเยียดความคิดของเราให้กับเด็ก? หรือเราดุเพราะอีโก้ของเรา? เราดุเพราะเด็กมันไม่ทำตามที่เราสั่ง?

เราคิดไปเองเพื่อให้ตัวเราไม่รู้สึกผิดว่า นี่เป็นการทำเพื่อลูกนะ.. หรือเปล่า?

ยกตัวอย่างเคสนึงที่ว่า..คุณแม่คนนึงคิดว่าจะต้องฝึกลูกให้เป็นเด็กรู้จักอดทนและมีระเบียบ ให้กินนมแค่ไหนก็ต้องแค่นั้น ก็กำหนดปริมาณนมไว้เท่านี้ จะกินเกินนี้ไม่ได้..

เด็กนั้นไม่เข้าใจอะไรมากไปกว่า.. ทำไมเค้าถึงไม่ได้กินจนอิ่ม?

ถ้าพูดถึงแล้ว.. การอดทนก็เป็นสิ่งที่ดี ใครมีความอดทนก็สู้ชีวิตดีในภายหน้า.. แต่ความอดทนก็ไม่ได้เป็นกฏเกณฑ์อะไรที่สังคมเรียกร้อง.. และสังคมไม่ได้มีกฎว่าเป็นประชากรของเราต้องอดทน.. เป็นเพียงคุณค่าที่คุณแม่เลือกให้ อยากให้ลูกมีความอดทนและคิดว่านี่เป็นการฝึกความอดทนเพื่อลูก.. แต่ไม่ได้สนใจว่าลูกอยากมีความอดทนหรือเปล่า...

นอกจากนี้แล้ว..ก่อนที่จะดุหรือสั่งสอนลูก.. ต้องดูด้วยว่าลูกมันพัฒนาการถึงขั้นนั้นแล้วหรือเปล่า.. มันทำได้แล้วหรือยัง? ไม่ใช่้โมโหกรีดร้องที่เด็กขวบสองขวบไม่รู้จักเก็บของเล่นเองซักที.. สอนยังไงก็ไม่จำ ต้องตีให้หลาบจำจะได้ไม่ทำอีก

หรือตอนนี้ลูกอยู่ในช่วงพัฒนาการนี้อยู่ แต่พ่อแม่รับไม่ได้ เหนื่อย โมโหที่มันเล่นซน ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นพัฒนาการของเด็กที่เห็นปลั๊กไฟก็ต้องเอานิ้วไปแหย่.. เห็นทิชชู่ก็ต้องไปฉีกออกมาให้เต็มบ้าน ของวางไว้ก็ต้องไปเอามาเล่นให้พัง.. บอกยังไงก็ไม่ฟัง.. เด็กไม่ได้ดื้อแม้แต่น้อย.. แต่มันเป็นแค่พัฒนาการ.. -_-; (เด็กเบบี้คนไหนเห็นไรก็ไม่จับ ไม่้เล่น นั่งเฉยๆน้ำลายย้อยตลอดเวลา่น่ะน่ากลัว.. ไปปรึกษาหมอดูดีกว่า..)

เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องเก็บข้าวของและจัดบ้านให้ดีๆ ไม่ใช่หาทางคอนโทรลเด็กด้วยการสั่งสอน.. พอไม่ฟังก็โมโห หาว่าดื้อ ไม่รู้เรื่อง..

จากการสอบถามพ่อแม่จำนวน 500 คน เมื่อปี 2006 พบว่าพ่อแม่จำนวนถึง 58.2% ตอบแบบสอบถามว่าส่วนใหญ่มักจะดุลูกเพราะอารมณ์โมโหของตัวเอง อีก 13.8% ตอบว่า ดุเพราะพูดเท่าไหร่ลูกก็ไม่ฟัง และ 5.4% ตอบว่า ไม่รู้จักวิธีชมหรือสั่งสอนเด็ก...

สอนลูก.. ลูกไม่ฟัง.. สอนอีก.. สอนหลายครั้ง บอกหลายครั้ง.. ลูกไม่ทำอีก ตีมัน.. มันร้องไห้ใหญ่ กรี๊ด ยิ่งทำให้โมโห.. เป็นเรื่องที่ได้ยินประจำ



สมมติ.. ลูกเล่นของเล่นแล้วไม่เก็บ แม่บอกให้เก็บของเล่นให้เป็นระเบียบ.. การเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบก็เป็นเรื่องที่ดี.. แต่เอาเข้าจริงๆก็เป็นความต้องการของแม่ที่จะเห็นลูกเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบเดี๋ยวนี้.. และโมโหที่ลูกไม่ยอมเก็บของเล่นเอง.. ทั้งที่มีวิธีอื่นอีกมากมายเช่น เราจะเก็บของเล่นด้วยกัน.. หรือเรามาเล่นเกมดีกว่าว่าใครเก็บได้เยอะกว่าชนะ.. หรือเราคอยเก็บของเล่นและเก็บบ้านสะอาดเป็นระเบียบประจำ ก็ช่วยให้เด็กค่อยๆซึมซับจำตัวอย่างได้เหมือนกัน ถ้าเราทำให้เห็น เด็กก็จะเลียนแบบเองซักวัน (บางทีเด็กอยู่ในช่วงต่อต้าน บอกอะไรก็ไม่ทำ แต่พอเราค่อยๆลัลล้าเก็บเอง ก็จะมาช่วยเองแหล่ะ)

ที่ไปสั่งว่าจะต้องเก็บเดี๋ยวนี้! คืออีโก้ของเรา.. คือเราต้องการจะใช้อำนาจของความเป็นผู้ใหญ่.. ว่าชั้นพูดว่าเดี๋ยวนี้ก็ต้องทำ! และถ้าเด็กไม่ทำก็คือเด็กดื้อ..

ยิ่งสำหรับเด็ก 0-1 ขวบนั้นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร.. ไม่ต้องคิดจะไปบอกไปสอนอะไรเลย -_-; คอยระวังและดูแลก็พอ..

ตราบใดที่เด็กไม่ได้ทำอะไรอันตราย.. และไม่ได้ไปทำความเดือดร้อนทำอะไรขัดกับกฎของสังคม ควรจะยอมรับสิ่งที่เด็กคิดและอยากทำเท่าที่จะทำได้ หลีกเลี่ยงหนีสาเหตุที่จะทำให้มันซนจนถูกตีเท่าที่จะทำได้ และฝึกมองโลกในแง่ดี แทนที่จะคิดว่า “ ทำไมทำอย่างนี้!!” ให้เปลี่ยนมาคิดว่า “ โอ้ว.. มันทำงี้ได้แล้วหรือนี่.. แต่ก่อนมันยังเบบี๋อยู่เลย..”





ข้อแนะนำในการสั่งสอนเด็ก


1. อย่าเอาคำว่ายุ่งกับงานเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก
ให้หาเวลาให้เท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยวันหยุดก็ควรจะใช้เวลากับลูกให้มาก ไม่ใช่หน้าตาก็แทบไม่เคยเห็น.. พอทำไม่ดีนิดนึงก็โผล่มาสั่งสอน.. -_-;

2. ดุตอนที่ทำผิด
ความทรงจำของเด็กเล็กๆยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่จนกว่าจะเกิน 3 ขวบไปแล้ว.. ถ้าปล่อยผ่านไปแล้วไปดุทีหลังเด็กอาจจะไม่เข้าใจและนึกไม่ออก.. จากนั้นก็ทำอีก.. และให้คิดไว้เสมอว่าเด็กเล็กๆนั้นไม่รู้อะไรถูกอะไรผิด.. หน้าที่ปิดกั้นโอกาสให้เด็กทำอะไรผิดนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่อย่างเราๆ (เก็บ ปิด อุด ซ่อน ลด ละ เลิก เฝ้า)

3. อย่าตี..
เด็กเองก็มี pride ของเด็ก การตีเด็กทำให้เกิดแผลในใจ.. และถ้าเด็กไม่ได้เข้าใจจริงๆว่าผิดอะไร (ซึ่งเด็กเล็กๆไม่เข้าใจหรอก) จะคิดหาเหตุผลตามประสาสมองน้อยๆของตัวเองว่าที่โดนตีเพราะว่าเราเป็นเด็กไม่ดี.. สุดท้ายก็คิดว่าไม่มีใครรัก.. (ลองกลับไปทบทวนอีกทีว่า ตอนเด็กๆเวลาโดนตี เราเคยร้องไห้และคิดแบบนี้บ้างหรือเปล่า์)

4. อย่าเปรียบเทียบลูก และ